เยียวยาความโศกเศร้าด้วย “Death Beads” ลูกปัดแห่งความตาย
การจากลาเป็นเรื่องแสนธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ…
ทว่าแม้เวลาจะล่วงเลยไปนานแค่ไหน การจากลาก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะรับมือเสมอ หลายคนจึงเลือกใช้ ‘เวลา’ ช่วยบรรเทาความโศกเศร้า ขณะที่อีกหลายคนอาจมองหาสิ่งเยียวยาจิตใจที่สามารถเก็บไว้เพื่อระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ดังเช่น ‘ลูกปัดแห่งความตาย’ นวัตกรรมในการระลึกถึงผู้ล่วงลับวิถีใหม่ที่มาพร้อมความสวยงามและให้อบอุ่นใจยิ่งกว่าที่เคย
5 ระยะของความโศกเศร้า
ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการเยียวยาใจ เรามาทำความรู้จักกับ ‘ความโศกเศร้า’ ให้มากขึ้นอีกนิด
ความโศกเศร้านั้นเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบและมักเกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญกับการสูญเสีย โดยเฉพาะการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ที่ถือเป็นการสูญเสียอย่างสมบูรณ์และถาวร โดยความโศกเศร้าถือเป็นกระบวนการตอบสนองของมนุษย์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งการตอบสนองทางด้านอารมณ์และจิตใจที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน รู้สึกสับสน เสียใจ หวาดกลัว หรือรู้สึกผิด ส่วนอาการทางด้านร่างกายก็เช่น รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก ปวดท้อง อ่อนล้า หัวใจเต้นแรง จุกแน่นในลำคอ ไปจนถึงเบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ
อาการโศกเศร้าจากการสูญเสียนั้นถูกแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ ระยะปฏิเสธ ระยะโกรธ ระยะการต่อรอง ระยะซึมเศร้า และระยะยอมรับ โดยสภาวะทางอารมณ์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับระดับของการสูญเสีย ไปจนถึงกระบวนการที่เริ่มทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น การปรับตัว และยอมรับ โดยมีตัวแปรสำคัญอย่าง ‘เวลา’ ที่จะค่อย ๆ พาเราผ่านแต่ละระยะไปจนสุดทาง
(Exj / Wikimedia Commons)
Death Beads ลูกปัดแห่งความตาย
ในประเทศแถบตะวันตก การฝังศพในแบบดั้งเดิมกำลังจะถูกแทนที่ด้วยการเผาศพ เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดงานศพนั้นสูงขึ้น หลายครอบครัวจึงเลือกใช้โกศบรรจุอัฐิแทนโลงศพด้วยเหตุผลที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า นอกจากนี้ การที่ผู้คนหันมาใช้วิธีการเผาศพแทนการฝัง ก็ส่งผลให้การใช้โกศบรรจุอัฐิในแถบตะวันตกยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ข้ามมาดูที่ฝั่งเอเชียอย่างในประเทศเกาหลีใต้ เนื่องด้วยปัจจัยภายนอกหลายประการ ทำให้เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับปัญหาการมีพื้นที่สุสานสำหรับฝังศพไม่เพียงพอ จากสถิติพบว่าในปี 2018 มีผู้เสียชีวิตในเกาหลีใต้เฉลี่ย 582 คน ต่อประชากร 10,000 คน โดยในกรุงโซล ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรมากกว่า 51 ล้านคน จะมีผู้เสียชีวิตกว่า 9 ล้านคนต่อปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สุสานในประเทศไม่เพียงพอที่จะรองรับพิธีกรรมการฝังศพอีกต่อไป จนนำไปสู่การผ่านกฎหมายเมื่อปีค.ศ. 2000 ที่กำหนดให้ครอบครัวต่าง ๆ ต้องนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากหลุมศพหลังจากฝังไปแล้วนาน 60 ปี ซึ่งหลังจากการผ่านกฎหมายฉบับนี้ไม่นาน ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 3 ใน 10 รายเท่านั้นที่ยังได้รับการฝังแบบดั้งเดิม ขณะที่อัตราการเผาศพในเกาหลีนั้นก็ทยอยเพิ่มสูงขึ้น แต่แทนที่ชาวเกาหลีใต้จะนำอัฐิไปบรรจุในโกศตามปกติ พวกเขายังได้ใช้นวัตกรรมสมั้ยใหม่มาเปลี่ยนอัฐิของบุคคลอันเป็นที่รักให้เป็น ‘ลูกปัด’ สีสันสวยงามที่สามารถใช้ในการตกแต่งบ้านได้แทนการบรรจุอัฐิในโกศแบบดั้งเดิม
กระบวนการทำ ‘ลูกปัดแห่งความตาย’ นั้น เป็นการนำเถ้ากระดูกหลังจากการเผาศพของผู้ล่วงลับ มาทำเป็นลูกปัดสีสันสดใสแทนการนำไปไว้ที่สุสาน โดยทั่วไปแล้วลูกปัดฝังศพจะไม่ถูกนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับ แต่จะถูกนำไปวางลงในภาชนะที่ทำจากแก้วหรือจานเพื่อจัดวางเอาไว้ในบริเวณบ้านเป็นการระลึกถึง โดยเป็นวิธีหนึ่งของชาวเกาหลีใต้ที่ถือได้ว่าเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับ ทั้งยังเสมือนได้เก็บรักษาบุคคลอันเป็นที่รักเอาไว้ใกล้ ๆ ตัว นอกจากการบันทึกไว้ในความทรงจำ
(Gary Todd / Wikimedia Commons)
หนึ่งในบริษัทหลักที่ผลิตลูกปัดจากเถ้ากระดูกของผู้เสียชีวิตมีชื่อว่า “Bonhyang” ที่มีความหมายว่า “ลูกปัดแห่งความตาย” โดย แบแจยูล (Bae Jae Yul) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Bonhyang ซึ่งผลิตลูกปัดให้ผู้คนแล้วจำนวนมาก โดยมีค่าใช้จ่ายในการผลิตลูกปัดอยู่ที่ราว ๆ 900 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30,000 บาท) กล่าวว่า คุณจะไม่รู้สึกว่าลูกปัดนี้น่ากลัวหรือน่าขนลุกเลย กลับกันหลายคนรู้สึกว่าลูกปัดนี้ศักดิ์สิทธิ์และแฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
ในปี 2015 แบแจยูลเผยว่า เขาได้ให้บริการลูกค้าแล้วกว่า 1,000 รายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และบริษัทคู่แข่งที่ผลิตลูกปัดอย่างบริษัท Mikwang ก็ทำธุรกิจนี้ไปได้ดีเช่นเดียวกัน จนนิตยสาร Time รายงานว่า การตลาดของ Death Beads ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีความพยายามที่จะเปิดธุรกิจนี้ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควร
ลูกปัดแห่งความตายนี้ มีลักษณะเป็นสีฟ้าอมเขียว หรือบางครั้งก็เป็นสีชมพู ขึ้นอยู่กับแร่ธาตุที่เป็นส่วนผสม รูปร่างของลูกปัดก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากมีส่วนผสมของแร่ธาตุมาก ก็อาจจะได้ลูกปัดที่สีสว่างขึ้นและกลมขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วลูกปัดแห่งความตายมักถูกเก็บไว้ในภาชนะที่เป็นแก้วที่สามารถมองเห็นได้โดยรอบ หรือบางครอบครัวอาจวางไว้บนแท่นบูชาเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ญาติผู้ล่วงลับ
ณ เมืองอีชอน ประเทศเกาหลีใต้ ความโศกเศร้าอันแสนเจ็บปวดที่ คิมอิลนัม (Kim II-nam) ต้องเผชิญมาเป็นระยะเวลานานหลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิตลงเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ทำให้เขาจะตัดสินใจไปสุสานและขุดหลุมฝังศพเพื่อนำร่างของพ่อมาเผาและเปลี่ยนเถ้ากระดูกนั้นให้เป็นลูกปัดแห่งความตาย ซึ่งเปรียบดั่งอัญมณี
คิมอิลนัม ไม่ใช่ชาวเกาหลีใต้เพียงคนเดียวที่ปรารถนาจะเก็บรักษาคนรักไว้ใกล้ตัว ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงในความเชื่อดั้งเดิมของชาวเกาหลีเกี่ยวกับการทะนุถนอมบรรพบุรุษและการเผาศพนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้เกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่มดังกล่าวซึ่งให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการระลึกถึงและให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับในอีกรูปแบบหนึ่ง เขากล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่เขาได้มองไปที่ลูกปัดแสนสวยนี้ เขาจะเห็นเป็นพ่อของเขา และความทรงจำในช่วงเวลาเก่า ๆ อันแสนมีค่า ก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นมาทุกครั้งไป
นอกจากนี้ ชาวเกาหลีส่วนมากนั้นไม่ได้มองว่าการเก็บอัฐิไว้ในโกศหรือการโปรยอัฐิในธรรมชาติเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตเพียงวิธีเดียว เพราะโดยทั่วไปแล้ว การจัดงานศพของชาวเกาหลีใต้มีรากฐานมาจากลัทธิขงจื๊อ ที่มีความเชื่อว่าวิญญาณผู้ล่วงลับอาจกลายเป็นผีเร่ร่อน และพิธีฝังศพและการส่งให้ดวงวิญญาณไปสู่โลกแห่งความตายได้อย่างปลอดภัยเป็นหน้าที่ของคนในครอบครัวที่จะสามารถทำให้ผู้ล่วงลับได้เป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อพื้นที่ในการฝังศพที่มีน้อยลง ชาวเกาหลีจึงหันมาใช้วิธีในการเก็บอัฐิด้วยลูกปัดแห่งความตายทดแทน เพราะมีทั้งความสวยงาม และสามารถสื่อความรู้สึกว่าบุคคลที่เรารักนั้นไม่ได้จากไปไหนไกล แต่ยังคงอยู่ใกล้ ๆ เสมอ ทำให้ Death Beads เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเยียวยาความโศกเศร้าให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป พร้อมปลอบประโลมในวันที่ฝนตกในใจ เพื่อรอวันใหม่ในการอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง
(La Perle Jewelry)
นอกจาก Death Beads จะเก็บความทรงจำจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักผ่านลูกปัดแสนสวยแล้ว การเกิดใหม่ก็ยังสามารถสร้างความทรงจำที่จะเก็บเอาไว้ได้ตราบนานเท่านานเช่นเดียวกัน
โดยแบรนด์เครื่องประดับ อย่าง La Perle Jewelry ได้ออกแบบและรับจัดทำ Breast Milk หรือจี้สร้อยคอที่สามารถเก็บและสตาฟน้ำนมของแม่เอาไว้ได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ “La Perle Mommy's Love Collection จี้สตาฟน้ำนมแม่” เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำให้น้อง ถึงจะจำไม่ได้ แต่หลักฐานยังอยู่ในจี้ แม้ว่าวันหนึ่งน้ำนมแม่จะหมดไป ลูกจะเติบใหญ่ แต่แม่จะเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้ ไม่มีวันลืม มาพร้อมกับโน๊ตสำหรับให้แม่เขียนความทรงจำและเก็บเอาไว้ให้ลูกอ่านเมื่อเติบโตขึ้น และเมื่อสตาฟน้ำนมลงไปในจี้แล้ว จะสามารถเก็บเอาไว้ได้ตลอดไป
โดยวัสดุสำหรับจัดทำจะมีทั้งหมด 2 วัสดุ
- สแตนเลส เส้นละ 1,290 บาท 2 เส้น 1,990 บาท (ใช้นมจากถุงเดียวกัน)
- เงินแท้ชุบทองคำขาว เส้นละ 2,290 บาท 2 เส้น 3,590 บาท (ใช้นมจากถุงเดียวกัน)
โดยใช้น้ำนมเพียง 0.5 OZ (ครึ่งออนซ์) และใช้ระยะเวลาในการจัดทำประมาณ 20 วันหลังจากทางแบรนด์ได้รับน้ำนม โดยสีและลายของจี้จะได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความข้นและสีของน้ำนม ทั้งยังสามารถเก็บน้ำนมนี้เอาไว้เป็นจี้แห่งความทรงจำได้ตลอดไปจนลูกเติบโต และนับเป็นของขวัญล้ำค่าที่เปรียบเสมือนความรักของแม่ที่มีต่อลูก ซึ่ง Breast Milk ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่สั่งทำจี้สร้อยคอ เพื่อหวังจะเก็บเป็นความทรงจำและความประทับใจเอาไว้นาน ๆ
ที่มา : บทความ “Burial Beads : A South Korean Tradition” จาก thelivingurn.com
บทความ “‘Death Beads’: South Korea’s New Way to Honor the Deceased” โดย Alexandra Sifferlin
บทความ “Ashes to beads: South Koreans try new way to mourn” จาก deseret.com
บทความ “Why South Koreans Turn Ashes Into Cremation Beads” โดย Sarah Kessler
บทความ “Coping with Depression After a Loved One’s Death” จาก healthline.com
บทความ “ความเศร้าโศกเสียใจที่เกิดจากการสูญเสียและการตาย GRIEF AND BEREAVEMENT” จาก vibharam.com
บทวิจัย “ความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก: บทบาทพยาบาลGrief and Bereavement: The Nursing Role” โดย ศรินรัตน์ วัฒนธรนันท์
บทความ “การรับมือกับความเศร้าโศกและความสูญเสีย: เคล็ดลับในการเยียวยา” โดย OOCA
วิดีโอคลิป “Ashes Become Gemstones in Burial Trend” จาก youtube.com
เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น