โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจซึมฉุดตลาด แบรนด์เนม “มือหนึ่ง” ชะลอตัวแต่ “มือสอง” โตฉลุย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ม.ค. 2568 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 09.30 น.

เศรษฐกิจซึมฉุด แบรนด์เนม ชะลอตัว แต่หนุนตลาดมือสองโตสวน มูลค่าซื้อขายสะพัดปีละ 4 หมื่นล้าน Bagnifique ตั้งเป้า ปี 68 แตกไลน์บริการ “เช่าแบรนด์เนม” พร้อมเปิดตลาดต่างจังหวัด ปักหมุดขยายสาขาใหม่ในหัวเมืองใหญ่ พร้อมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี

แบรนด์เนม Bagnifique

น.ส.ธารารัตน์ อนุรัตน์บดี ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname เปิดเผยว่า เมื่อก่อนถ้าพูดถึงแบรนด์มือสองคนจะคิดถึง "ญี่ปุ่น" แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นสินค้ามือสองที่หมุนเวียนในประเทศก็จะไม่ใช่สินค้าใหม่หรือเป็นรุ่นยอดนิยม แต่จะเป็นรุ่นวินเทจ ซึ่งปัจจุบันอัตราการเติบโตของกลุ่ม Luxury Brand จะอยู่ในเซาท์อีสท์เอเชียเยอะที่สุด

ในเซาท์อีสท์เอเชียปีล่าสุด Luxury Brand มีการขยายสาขา 20 กว่าสาขา เฉพาะในไทยเองเปิดไปแล้ว 12 ช้อป หมายความว่าไทยกำลังกลายเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ตลาดเติบโตอย่างมาก และมีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเศรษฐกิจพี่ยังไม่ฟื้นตัวส่งผลกระทบต่อตลาดแบรนด์เนมมือ 1 เพราะผู้บริโภคมีการชะลอตัวในการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่ง แต่สำหรับสินค้าแบรนด์เนมมือสองไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่า และสามารถนำมาทำกำไรหมุนเวียนได้ กลายเป็นโอกาสของธุรกิจแบรนด์ในมือสองเพราะดีมานด์ของการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ นอกจากกำลังซื้อของคนไทยแล้วก็ยังมี spending จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยด้วย

ในส่วนของ Bagnifique.brandname มีลูกค้าคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาเรื่อย ๆ เฉพาะชาวเมียนมาร์ กัมพูชา และ ลาว นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ซื้อรายได้จากไต้หวันที่มีคำสั่งซื้อนับ 100 ชิ้นเพื่อนำไปขายต่อ

ปัจจุบัน Bagnifique มีสาขา 5 สาขา คือ สาขา เมกะบางนา, เซ็นทรัล เวสต์เกท, เดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่น ไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์ และมีช่องทางการซื้อขายออนไลน์ทุกช่องทาง มีสินค้าแบรนด์เนมหรือ Luxury Brand มากกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาทโดยมีสินค้าทุกแบรนด์ชั้นนำทั้งรุ่นยอดนิยม ไปจนถึงรุ่นหายาก

แบรนด์เนม Bagnifique

Bagnifique.brandname มีจุดแข็งคือโมเดลธุรกิจแบบ “รับซื้อ” และจ่ายเงินทันที ขณะที่ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นการฝากขายซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่ผู้ขายจะได้รับเงิน ทำให้ Bagnifique มีซอร์สซิ่งของสินค้าแบรนด์เนมมือสองมาจำหน่ายได้ตลอดเวลา

ประกอบกับการที่มีหน้าร้านในศูนย์การค้าชั้นนำ นอกจากเพิ่มความสะดวกแล้วยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า รวมไปถึงกลุ่มดารา นักร้อง นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีชื่อเสียงมากมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Bagnifique.brandname เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และเติบโตขึ้นมาได้

“ร้านแบรนด์เนมในประเทศไทยที่เป็นร้านเล็ก ๆ จุดเดียวที่ทำให้ขยายไม่ได้เพราะมีคนดูของแท้ปลอมได้แค่คนเดียวนั่นคือเจ้าของร้าน ทำให้ตลาดแบรนด์เนมมือสองในประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้นถ้าเราสามารถ Set ระบบหรือทีมขายที่มีมาตรฐานระดับโลกได้เราก็จะสามารถขยายได้ และธุรกิจที่จะได้เห็นในปีนี้ก็คือการ “เช่าแบรนด์เนม” ซึ่งลูกค้าเรียกร้องมาตลอด เพราะจุดแข็งของเราคือมีสินค้าเยอะ”

แบรนด์เนม Bagnifique

ด้าน นายธานี สามสีเจริญลาภ ซีเอฟโอฝ่ายการเงินและบัญชี เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจของ Bagnifique.brandname ว่า มูลค่าการซื้อขาย ย้อนหลัง 4 ปี (2564-2567) มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 64 มีมูลค่าการซื้อขาย 164 ล้านบาท ปี 65 มูลค่า 210 ล้านบาท ปี 66 มูลค่า 480 ล้านบาท และล่าสุดปี 67 มีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160 ล้านบาทจากปี 66 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30%

และสำหรับปี 2568 นี้ Bagnifique ได้ตั้งเป้าหมายในการขยายสาขาไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้ Bagnifique กลายเป็นศูนย์กลางการค้าแบรนด์เนมอันดับ 1 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในแผนระยะยาวระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจะนำ Bagnifique เข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจที่กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้ธุรกิจแบรนด์ในมือสองเติบโตมาก มีการคาดการณ์กันว่าตลาดแบรนด์เนมทั่วไปจะเติบโตประมาณ 4-5% แต่จะเติบโตที่ 10-15% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายแบรนด์เนมมือ 2ในไทยมีมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และมูลค่าตลาดลักชัวรี่แบรนด์ในไทย มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่สินค้ามือ2 มีการซื้อขายผ่านร้านค้ามือ2ต่างๆ 10-20% ไม่รวมช่องทางออนไลน์และการซื้อขายกันเอง”

“ขณะที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือ2 มีมูลค่าและขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากลูกค้าคนไทยและลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีทั้งเศรษฐี นักธุรกิจ นักลงทุน อินฟูเอนเซอร์ และผู้มีกำลังซื้อ ได้เข้ามาซื้อสินค้าแบรนด์เนมทั้ง มือ1และ มือ2 ในไทยจำนวนมาก”

“สิ่งที่ทำให้ตลาด Luxury มือสองเติบโตขึ้นอย่างมากเริ่มในช่วงโควิด ที่คนใช้ Social Media มากขึ้น และผู้บริโภคทุกคนโดยเฉพาะเด็กยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับภาพและต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสามารถจับต้องได้ กลุ่มเหล่านี้จึงมองว่าการซื้อขายสินค้ามือสองเป็นช่องทางที่จะทำให้เขาได้สินค้ามาในราคาที่ถูกลง และสามารถปล่อยขายต่อได้ทำให้มูลค่าการซื้อขายสินค้ามือสองเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

“เพราะปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งราคาเพิ่มขึ้นทุกปี 3-4 ครั้งต่อปีอย่างน้อย ๆ ครั้งละ 10% แต่สินค้ามือสองราคาจะต่ำกว่าประมาณ 30-70% ในบางรุ่น ซึ่งคนที่จะใช้สินค้ามือสองจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มคนที่มองเรื่องของความคุ้มค่าและความยั่งยืนของโลก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนักสะสมเพราะบางรุ่นไม่สามารถหาซื้อได้ใน Shop มือหนึ่งแล้วเพราะเป็น Limited Edition แต่จะมีสินค้าประเภทนี้หลุดเข้ามาในตลาดมือสอง”

โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยม Top 3 คือ เบอร์ 1 Louis Vuitton, เบอร์ 2 Chanel ตามมาด้วย Hermes และ Gucci ส่วนสินค้าอันดับ 1 ยังคงเป็นกระเป๋า ตามมาด้วย นาฬิกาและ Accessories

นอกจากนี้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 ในช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้เกิดการตกลงซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้มีการนำสินค้าแบรนด์เนมออกมาขายเป็น used หรือสินค้ามือ 2 เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ง่าย ขณะเดียวกัน ยังเกิด New money หรือ “เศรษฐีใหม่” ที่ต้องการใช้สินค้า Luxury Brand โดยเริ่มจากการใช้แบรนด์เนมมือ2

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...