เศรษฐกิจซึมฉุดตลาด แบรนด์เนม “มือหนึ่ง” ชะลอตัวแต่ “มือสอง” โตฉลุย
เศรษฐกิจซึมฉุด แบรนด์เนม ชะลอตัว แต่หนุนตลาดมือสองโตสวน มูลค่าซื้อขายสะพัดปีละ 4 หมื่นล้าน Bagnifique ตั้งเป้า ปี 68 แตกไลน์บริการ “เช่าแบรนด์เนม” พร้อมเปิดตลาดต่างจังหวัด ปักหมุดขยายสาขาใหม่ในหัวเมืองใหญ่ พร้อมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 ปี
น.ส.ธารารัตน์ อนุรัตน์บดี ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname เปิดเผยว่า เมื่อก่อนถ้าพูดถึงแบรนด์มือสองคนจะคิดถึง "ญี่ปุ่น" แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นสินค้ามือสองที่หมุนเวียนในประเทศก็จะไม่ใช่สินค้าใหม่หรือเป็นรุ่นยอดนิยม แต่จะเป็นรุ่นวินเทจ ซึ่งปัจจุบันอัตราการเติบโตของกลุ่ม Luxury Brand จะอยู่ในเซาท์อีสท์เอเชียเยอะที่สุด
ในเซาท์อีสท์เอเชียปีล่าสุด Luxury Brand มีการขยายสาขา 20 กว่าสาขา เฉพาะในไทยเองเปิดไปแล้ว 12 ช้อป หมายความว่าไทยกำลังกลายเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ตลาดเติบโตอย่างมาก และมีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเศรษฐกิจพี่ยังไม่ฟื้นตัวส่งผลกระทบต่อตลาดแบรนด์เนมมือ 1 เพราะผู้บริโภคมีการชะลอตัวในการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่ง แต่สำหรับสินค้าแบรนด์เนมมือสองไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่า และสามารถนำมาทำกำไรหมุนเวียนได้ กลายเป็นโอกาสของธุรกิจแบรนด์ในมือสองเพราะดีมานด์ของการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ นอกจากกำลังซื้อของคนไทยแล้วก็ยังมี spending จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยด้วย
ในส่วนของ Bagnifique.brandname มีลูกค้าคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาเรื่อย ๆ เฉพาะชาวเมียนมาร์ กัมพูชา และ ลาว นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ซื้อรายได้จากไต้หวันที่มีคำสั่งซื้อนับ 100 ชิ้นเพื่อนำไปขายต่อ
ปัจจุบัน Bagnifique มีสาขา 5 สาขา คือ สาขา เมกะบางนา, เซ็นทรัล เวสต์เกท, เดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่น ไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์ และมีช่องทางการซื้อขายออนไลน์ทุกช่องทาง มีสินค้าแบรนด์เนมหรือ Luxury Brand มากกว่า 10,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาทโดยมีสินค้าทุกแบรนด์ชั้นนำทั้งรุ่นยอดนิยม ไปจนถึงรุ่นหายาก
Bagnifique.brandname มีจุดแข็งคือโมเดลธุรกิจแบบ “รับซื้อ” และจ่ายเงินทันที ขณะที่ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นการฝากขายซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่ผู้ขายจะได้รับเงิน ทำให้ Bagnifique มีซอร์สซิ่งของสินค้าแบรนด์เนมมือสองมาจำหน่ายได้ตลอดเวลา
ประกอบกับการที่มีหน้าร้านในศูนย์การค้าชั้นนำ นอกจากเพิ่มความสะดวกแล้วยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า รวมไปถึงกลุ่มดารา นักร้อง นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีชื่อเสียงมากมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Bagnifique.brandname เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และเติบโตขึ้นมาได้
“ร้านแบรนด์เนมในประเทศไทยที่เป็นร้านเล็ก ๆ จุดเดียวที่ทำให้ขยายไม่ได้เพราะมีคนดูของแท้ปลอมได้แค่คนเดียวนั่นคือเจ้าของร้าน ทำให้ตลาดแบรนด์เนมมือสองในประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้นถ้าเราสามารถ Set ระบบหรือทีมขายที่มีมาตรฐานระดับโลกได้เราก็จะสามารถขยายได้ และธุรกิจที่จะได้เห็นในปีนี้ก็คือการ “เช่าแบรนด์เนม” ซึ่งลูกค้าเรียกร้องมาตลอด เพราะจุดแข็งของเราคือมีสินค้าเยอะ”
ด้าน นายธานี สามสีเจริญลาภ ซีเอฟโอฝ่ายการเงินและบัญชี เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจของ Bagnifique.brandname ว่า มูลค่าการซื้อขาย ย้อนหลัง 4 ปี (2564-2567) มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 64 มีมูลค่าการซื้อขาย 164 ล้านบาท ปี 65 มูลค่า 210 ล้านบาท ปี 66 มูลค่า 480 ล้านบาท และล่าสุดปี 67 มีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160 ล้านบาทจากปี 66 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30%
และสำหรับปี 2568 นี้ Bagnifique ได้ตั้งเป้าหมายในการขยายสาขาไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้ Bagnifique กลายเป็นศูนย์กลางการค้าแบรนด์เนมอันดับ 1 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในแผนระยะยาวระยะ 3-5 ปีข้างหน้าจะนำ Bagnifique เข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจที่กำลังเติบโตได้เป็นอย่างดี
“ตอนนี้ธุรกิจแบรนด์ในมือสองเติบโตมาก มีการคาดการณ์กันว่าตลาดแบรนด์เนมทั่วไปจะเติบโตประมาณ 4-5% แต่จะเติบโตที่ 10-15% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายแบรนด์เนมมือ 2ในไทยมีมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และมูลค่าตลาดลักชัวรี่แบรนด์ในไทย มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่สินค้ามือ2 มีการซื้อขายผ่านร้านค้ามือ2ต่างๆ 10-20% ไม่รวมช่องทางออนไลน์และการซื้อขายกันเอง”
“ขณะที่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือ2 มีมูลค่าและขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากลูกค้าคนไทยและลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีทั้งเศรษฐี นักธุรกิจ นักลงทุน อินฟูเอนเซอร์ และผู้มีกำลังซื้อ ได้เข้ามาซื้อสินค้าแบรนด์เนมทั้ง มือ1และ มือ2 ในไทยจำนวนมาก”
“สิ่งที่ทำให้ตลาด Luxury มือสองเติบโตขึ้นอย่างมากเริ่มในช่วงโควิด ที่คนใช้ Social Media มากขึ้น และผู้บริโภคทุกคนโดยเฉพาะเด็กยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับภาพและต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสามารถจับต้องได้ กลุ่มเหล่านี้จึงมองว่าการซื้อขายสินค้ามือสองเป็นช่องทางที่จะทำให้เขาได้สินค้ามาในราคาที่ถูกลง และสามารถปล่อยขายต่อได้ทำให้มูลค่าการซื้อขายสินค้ามือสองเพิ่มขึ้นอย่างมาก”
“เพราะปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งราคาเพิ่มขึ้นทุกปี 3-4 ครั้งต่อปีอย่างน้อย ๆ ครั้งละ 10% แต่สินค้ามือสองราคาจะต่ำกว่าประมาณ 30-70% ในบางรุ่น ซึ่งคนที่จะใช้สินค้ามือสองจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มคนที่มองเรื่องของความคุ้มค่าและความยั่งยืนของโลก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มนักสะสมเพราะบางรุ่นไม่สามารถหาซื้อได้ใน Shop มือหนึ่งแล้วเพราะเป็น Limited Edition แต่จะมีสินค้าประเภทนี้หลุดเข้ามาในตลาดมือสอง”
โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยม Top 3 คือ เบอร์ 1 Louis Vuitton, เบอร์ 2 Chanel ตามมาด้วย Hermes และ Gucci ส่วนสินค้าอันดับ 1 ยังคงเป็นกระเป๋า ตามมาด้วย นาฬิกาและ Accessories
นอกจากนี้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 ในช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้เกิดการตกลงซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้มีการนำสินค้าแบรนด์เนมออกมาขายเป็น used หรือสินค้ามือ 2 เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ง่าย ขณะเดียวกัน ยังเกิด New money หรือ “เศรษฐีใหม่” ที่ต้องการใช้สินค้า Luxury Brand โดยเริ่มจากการใช้แบรนด์เนมมือ2