ปีแห่ง “Shoppertainment” ดันตลาดอีคอมเมิร์ซทะลุล้านล้าน
เข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2568 อุตสาหกรรม “อีคอมเมิร์ซ” ในฐานะธุรกิจดาวรุ่ง และแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังคงมีหลายสิ่งน่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าตลาดที่โตต่อเนื่องทุกปี สะท้อนผ่านรายงาน “e-Conomy SEA 2024” ของ Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่า มูลค่าสินค้ารวมภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยปี 2567 อยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (8.8 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 19% และมีโอกาสที่จะทะลุ 1 ล้านล้านบาท ถ้าในปี 2568 เติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงเดิม
รวมถึงเทรนด์ “Shoppertainment” หรือการซื้อสินค้าผ่านการรับชมคอนเทนต์ความบันเทิง ทั้งจากไลฟ์ (Live Commerce) และการติดตะกร้าบนวิดีโอสั้น (Affiliate Marketing) ที่จุดติดมาแล้วประมาณ 2 ปี กำลังจะเป็นกระแสหลักในปี 2568 ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
ไลฟ์คอมเมิร์ซโตต่อ
“กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยปี 2567 น่าจะมีส่วนแบ่งยอดขายจากไลฟ์คอมเมิร์ซประมาณ 30% ขยับขึ้นจากปี 2566 ซึ่งมีส่วนแบ่ง 15-20%
สอดคล้องกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ปี 2567 ไลฟ์คอมเมิร์ซน่าจะมีส่วนแบ่งอยู่ราว 40% เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ 20-30% แนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าไลฟ์คอมเมิร์ซกำลังเป็น “Game Changer” ของอุตสาหกรรม
“อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทยมีหลายส่วนที่โตล้อไปกับจีน ซึ่งปัจจุบันอีคอมเมิร์ซจีนมีส่วนแบ่งจากไลฟ์คอมเมิร์ซประมาณ 70% จึงเชื่อว่าไลฟ์คอมเมิร์ซในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ทั้งจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อของผ่านไลฟ์มากขึ้น และจำนวนของผู้ขายหรือครีเอเตอร์ที่ไลฟ์ขายสินค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
เชื่อมฐานแฟนด้อมหนุนรายได้
ปกติ “ผู้ขาย” (Seller) ที่ขายสินค้าผ่านไลฟ์จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.แบรนด์ที่ไลฟ์ขายสินค้าเอง และ 2.KOLs ที่นำสินค้าของคนอื่นมาไลฟ์ขาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มที่ 2 มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีหลายคนที่ขึ้นแท่น “นักไลฟ์มือทอง” สร้างยอดขายจากการไลฟ์มูลค่ามหาศาล เช่น ตี๋โอ-วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน เจ้าของเพจ “อาตี๋ รีวิว” ที่โด่งดังจากการสร้างยอดขายสินค้าผ่านไลฟ์ช่วงแคมเปญ 9.9 ปี 2566 กว่า 22 ล้านบาท เป็นต้น
สำหรับปี 2568 “กุลธิรัตน์” มองว่า ผู้ขายหรือครีเอเตอร์จะเชื่อมโยงกับฐานแฟนคลับมากขึ้น จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “แฟนด้อม” และการแสดงพลังสนับสนุนคนที่ชื่นชอบผ่าน “Gifting” หรือการโดเนตของขวัญต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
“จริง ๆ เรื่องการส่งของขวัญให้ครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบมีในไทยมาพักใหญ่ ๆ แล้ว อาจไม่โตเท่าในญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ แต่เชื่อว่าปี 2568 ภาพน่าจะชัดเจนขึ้น เพราะเราอยู่ในยุคของการมีบุคคลในดวงใจ ต้องสนับสนุนให้คนที่ชื่นชอบเติบโต สิ่งนี้น่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้ของครีเอเตอร์อีกทาง นอกจากการทำ Affiliate หรือไลฟ์ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว”
YouTube เข้าร่วมสมรภูมิ
อีกมูฟเมนต์ที่เกิดขึ้นในปี 2567 และน่าจะส่งผลอย่างมากกับตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2568 คือการเปิดตัวโปรแกรม “YouTube Shopping” ที่ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการติดตะกร้าสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มพาร์ตเนอร์ในวิดีโอของตนเอง โดยในไทย YouTube สร้างความร่วมมือกับ Shopee และเริ่มให้บริการช่วงปลายเดือน ต.ค. 2567 พร้อมดึงดูดใจเหล่าครีเอเตอร์ด้วยการไม่หักส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นในช่วง 6 เดือนแรก
สำหรับครีเอเตอร์ที่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมนี้ได้จะต้องอยู่ในกลุ่มของ YouTube Partner Program (YPP) หรือกลุ่มที่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการโฆษณาบน YouTube ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ต้องมียอดผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน และต้องไม่ใช่ช่องที่สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับเพลง หรือดนตรี เพราะมีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ และข้อกำหนดในการใช้แพลตฟอร์ม
ก่อนที่ YouTube จะให้บริการโปรแกรมนี้อย่างเป็นทางการ ได้มีครีเอเตอร์ลองขายสินค้าผ่านโปรแกรมนี้แล้วหลายคน เช่น ingck (อิ๊ง-ชยธร กิติยาดิศัย) ยูทูบเบอร์สายบิวตี้ และเจ้าของแบรนด์สกินแคร์ INGU ที่มีผู้ติดตามช่องกว่า 7.5 แสนคน สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมเดือนแรกมากกว่า 115%
จับตาศึก Affiliate
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นก้าวใหม่จาก YouTube ที่เขย่าวงการโซเชียลคอมเมิร์ซอยู่ไม่น้อย และทำให้หลายฝ่ายจับตาศึกการทำ Affiliate Marketing กับอีกค่ายที่โดดเด่นเรื่องนี้มาก ๆ อย่าง “TikTok”
“กุลธิรัตน์” มองว่า ความร่วมมือระหว่าง YouTube และ Shopee สะท้อนว่าเป็นยุคของ “Partnership” หรือการนำจุดแข็งของทั้งคู่มาสร้างซินเนอร์ยี่ระหว่างกัน โดย Shopee มีกลุ่มผู้ขาย ส่วน YouTube มีฐานคนดูจำนวนมาก และยังทำให้มีช่องทางในการขายสินค้าเพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมการแข่งขัน ส่งผลดีกับทั้งผู้ขายและผู้บริโภค
สำหรับ TikTok มองว่าเป็น “น้องใหม่มาแรง” ในตลาดอีคอมเมิร์ซ และน่าจะโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพราะ TikTok มีจุดแข็งเรื่องการออกแบบประสบการณ์ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ มีการทำธุรกรรมที่คล่องตัว สามารถซื้อสินค้าได้สะดวกและรวดเร็ว จนเกิดการซื้อซ้ำอยู่เรื่อย ๆ
“ความสะดวกในการใช้งาน TikTok ทำให้แพลตฟอร์มสามารถดึงกลุ่มผู้ใช้หน้าใหม่ และสร้างฐานผู้ใช้ Gen Z และ Millennials จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว”
TikTok หนุนแบรนด์โต
“กรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์” Head of FMCG, E-Commerce TikTok Shop ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2567 มีร้านค้าและแบรนด์ไทยจำนวนมากแจ้งเกิดบน TikTok Shop พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการตลาด และเข้าร่วมแคมเปญอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายที่โตถึง 8 เท่า และยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น 7.8 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566
ส่วนช่วงแคมเปญ “TikTok Shop 12.12 ลดใหญ่ท้ายปี” ยังพบว่ายอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกว่า 300% และยอดขายจากการไลฟ์ติดตะกร้าตั้งแต่ชั่วโมงแรกของแคมเปญโต 3.8 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ส่วนครีเอเตอร์กวาดรายได้เพิ่มโดยรวม 4.8 เท่า และครีเอเตอร์กว่า 5,000 ราย สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 2 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย รวมถึงการสนับสนุนจากคอมมิวนิตี้และครีเอเตอร์ที่ทำให้เกิดกระแสไวรัลและการค้นพบสินค้าใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มมากขึ้น
“ปัจจัยที่ช่วยให้ร้านค้าและแบรนด์ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก ๆ คือเทรนด์ของ Shoppertainment หรือการไถฟีดกดของลงตะกร้า กลายเป็นวิถีการช็อปของผู้บริโภคชาวไทย รวมถึงการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์ติดตะกร้าก็ยังได้รับความนิยมมากขึ้น เห็นได้จากยอดรับชมไลฟ์ช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2567 ที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า”
นอกจากนี้ TikTok ยังได้ทำการสรุปภาพรวมของปี 2567 ผ่านแคมเปญ “Year on TikTok 2024” โดยพบว่าโซลูชั่นการตลาดแบบครบวงจร (Full-Funnel Marketing) ของ TikTok ได้ทำให้หลายแบรนด์ประสบความสำเร็จในการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มมาก อย่างเช่น
Mizumi แบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทย ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร เพื่อเปิดตัว UV Jelly Aqua Fresh Sunscreen ในแคมเปญ 7.7 โดยมียอดสั่งซื้อกว่า 10,000 ออร์เดอร์ ในเวลา 3 วัน รวมถึงยอดขายยังเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับแคมเปญ 6.6 ภายใต้งบประมาณที่ใช้เท่าเดิม
Gala Camille แบรนด์ลิปสติกที่ไวรัลบนโลกออนไลน์ ใช้กลยุทธ์การเข้าถึงคอมมิวนิตี้ความงามและใช้ประโยชน์จากเทรนด์บิวตี้บน TikTok เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ พร้อมนำเสนอลิปสติกที่มีเฉดสีเป็นเอกลักษณ์ด้วยกลยุทธ์ 50:50 จนสามารถขายลิปสติกแท่งเขียวที่เป็นสินค้าดังได้ 50,000 ชิ้น ภายในเวลา 7 วัน
ATIPA Shop แบรนด์แฟชั่นที่กระตุ้นยอดขายและขยายฐานลูกค้าผ่านไลฟ์สตรีม ทำให้เมื่อปี 2565 ATIPA Shop บรรลุเป้ายอดขาย 1 ล้านบาท เป็นครั้งแรกภายในเวลา 2 ชั่วโมง และสร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขาย 5 ล้านบาท จากการไลฟ์ภายในวันเดียวในแคมเปญ 6.6 ปี 2567
ความสำเร็จของแบรนด์ที่ปรับกลยุทธ์มาขายสินค้าผ่านไลฟ์ และการทำ Affiliate Marketing เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า เทรนด์ Shoppertainment จะผลักดันให้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเติบโตมากขึ้น และยังทำให้แวดวงที่เกี่ยวข้องอย่างอุตสาหกรรม “ครีเอเตอร์” พลอยเติบโตตามไปด้วย จนกลายเป็นอีกเทรนด์ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปีแห่ง “Shoppertainment” ดันตลาดอีคอมเมิร์ซทะลุล้านล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net