โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"อหิวาห์" คัมแบ็ค เปิดยอดป่วยโควิดปี'67 จับตาโรคเก่า-ใหม่ ระบาดซ้ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ม.ค. 2568 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2568 เวลา 03.08 น.

สรุปสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ปี 2567 พบยอดผู้ป่วยสะสมทั้งปีกว่า 7.7 แสนราย เข้ารักษาในโรงพยาบาล 4.4 หมื่นราย จับตา “อหิวาตกโรค” คัมแบ็ค หลังองค์การอนามัยโลก ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่ เฝ้าระวังโรคเก่าระบาดซ้ำ กับโรคที่ต้องระวังในฤดูหนาว และปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5

ไม่ทันข้ามปี วันที่ 31 ธันวาคม 2567 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาเปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้“อหิวาตกโรค” เป็น “ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่” หรือ Major Emergency เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา

หลังก่อนหน้านี้ไม่เท่าไร มีการระบาดในเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านของเรา

เป็นการประกาศโรคร้ายแรงที่กลับมาระบาดอีกครั้ง ให้หลังราว 6 ปี หลังไวรัสโควิด-19 เพิ่งถล่มโลก และเพิ่งจะบรรเทาเบาบางเป็นโรคประจำถิ่นไป

ส่งผลให้ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ของไทย ต้องสั่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) ส่วนหน้า จ.ตาก รับมือสถานการณ์อหิวาตกโรค พร้อมสนับสนุนทีมช่วยสอบสวนโรค วางแนวทางการป้องควบคุมโรค ที่เมืองฉ่วยโก๊กโก่ “เมียนมา” เพื่อลดความเสี่ยงการระบาดมายังไทย เนื่องจากพบผู้ป่วย 2 รายเข้ามารักษาที่แม่สอดและแม่ระมาด

ข้อมูลการเปิดเผยจากนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ข้อมูลได้รับรายงาน เมืองฉ่วยโก๊กโก่ ของเมียนมา มีผู้ป่วยถึง 300 ราย เสียชีวิต 2 ราย อยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาลฉ่วยโก๊กโก่ 56 ราย ส่วนประเทศไทย มีผู้ป่วยเข้ารักษา 2 ราย ที่โรงพยาบาลแม่สอด 1 ราย และโรงพยาบาลแม่ระมาด 1 ราย ยังอยู่ระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

พร้อมทั้งสั่งเฝ้าระวังคนไทยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง และเน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกในจุดที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนชายแดน โรงงาน ศูนย์พักพิงชั่วคราวชายแดน ล

โดยให้ร้านยา ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) คอยสอดส่อง หากพบผู้ที่มีอาการท้องเสียแม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันทีเพื่อเร่งตรวจสอบ พร้อมทั้งดูแลน้ำอุปโภคบริโภคให้สะอาด วัดและเติมคลอรีนให้เพียงพอตามมาตรฐาน และเฝ้าระวังการจัดกิจกรรมที่มีการขายอาหาร รวมถึงอาจให้มีการตรวจหาเชื้อในผู้ค้าหากจำเป็น

WHO ประกาศให้ ‘อหิวาตกโรค’

เป็น ‘ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่’

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์การระบาดของอหิวาตกโรคในระดับโลกนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ “อหิวาตกโรค” (Cholera) เป็น “ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่” หรือ Major Emergency ซึ่งจะต่างจากการประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC) อย่างเช่นโรคโควิด-19 โรคฝีดาษวานร

ดังนั้น การประกาศให้อหิวาตกโรคเป็นภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่จะเป็นคนละนัยยะกับโรคโควิด-19 ที่เมื่อประกาศแล้วจะต้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอหิวาตกโรค เป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ

แต่องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีการพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น และพบในหลายประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มีการรายงาน 44 ประเทศในปี 2565 จากนั้นก็พบมากขึ้นในหลายประเทศอย่างต่อเนื่องมากจนถึงปี 2567

ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้เป็นความกังวล แต่หากทุกประเทศร่วมกันป้องกัน ก็จะช่วยควบคุมการแพร่เชื้อได้ เพราะอหิวาตกโรค ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่เรารู้จักกันอยู่

“อหิวาเป็น 1 ในโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทยลำดับที่ 53 จากทั้งหมด 57 โรค แต่ไม่ใช่โรคติดต่ออันตรายที่มีอยู่ทั้งหมด 13 โรค การป้องกันอหิวาตกโรค สามารถทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย การกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ น้ำที่ใช้ก็จะต้องผ่านการเติมคลอรีน

ส่วนถ้าพบว่ามีอาการป่วย ท้องร่วงก็ต้องรีบไปพบแพทย์ ดังนั้น การที่องค์การอนามัยโลกออกมาประกาศให้อหิวาตกโรคเป็น Major Emergency ก็เพื่อให้แต่ละประเทศเกิดความตระหนักมากขึ้น” นพ.โสภณ กล่าว และว่า

สำหรับสถานการณ์อหิวาตกโรคในประเทศไทย ขณะนี้ยังพบผู้ป่วยอยู่ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ส่วนผู้ป่วยในประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มลดลงแล้ว ซึ่งการที่มีการระบาดของโรคก็จะสร้างภูมิคุ้มกันชั่วคราวให้กับผู้ที่หายป่วย ดังนั้นโอกาสที่จะกลับมาระบาดซ้ำก็จะไม่มาก

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด เช่น การปรับปรุงสุขาภิบาลน้ำ ใช้น้ำสะอาดที่เติมคลอรีน อาหารก็ต้องปรุงสุก ทั้งนี้ การป้องกันบริเวณชายแดนไทยมีความเข้มงวดมาก เพราะหากมีคนข้ามแดนกันไปมา ก็มีโอกาสที่จะเจอผู้ป่วยในประเทศได้มากขึ้น

จับตา 10 โรคควรระวัง

ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรค ออกมาเปิดเผยสถานการณ์และสถิติ 10 โรคควรระวัง ในช่วงสิ้นปี 2567 พร้อมแนะนำวิธีป้องกัน ให้คนไทย “ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2568 ปลอดโรคและภัยสุขภาพ” พร้อมเฝ้าระวัง 7 วันอันตรายสำหรับวันหยุดปีใหม่นี้

กรมควบคุมโรค ยังมีการแถลงข่าวในหัวข้อ “ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ปลอดโรคและภัยสุขภาพ” รวมสถานการณ์สถิติ 10 โรคน่าเป็นห่วงและควรระวังในช่วงสิ้นปี พร้อมแนะวิธีดูแลตนเองและคนในครอบครัวให้แข็งแรงและห่างไกลจากภัยสุขภาพและโรคต่าง ๆ ดังนี้

เปิดตัวเลขโควิด – 19 ปี’67

ป่วยสะสมกว่า 7.7 แสนราย

สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคดรนา(โควิด-19) ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม – 14 ธันวาคม 2567 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสะสม 44,548 ราย เสียชีวิต 220 ราย โดยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสถิติในวันที่ 8 – 14 ธันวาคม 2567 พบผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 730 ราย เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ดี

นั่นเป็นข้อมูลผู้ป่วยสะสมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

แต่หากไปดู ข้อมูลที่ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ล่าสุด ซึ่งเป็นการระบุว่าเป็นข้อมูลที่เปิดเผยสำหรับประชาชน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เฉพาะสัปดาห์สุดท้ายของปี 22-28 ธ.ค. 67 พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 3,039 ราย

และเมื่อรวมยอดสะสมทั้งปีตัวเลขอยู่ที่ 776,506 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตสัปดาห์สุดท้ายขปงปี 2567 เสียชีวิต 1 ราย แต่เมื่อรวมตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 405 ราย (ดูกราฟฟิกประกอบ)

นั่นหมายความว่า ตลอดปี 2567 มีผู้ป่วยโควิด-19 สะสมทั้งหมด 7.7 แสนราย แต่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพียง 4.4 หมื่นรายเท่านั้น

ฤดูหนาว จับตาหลายโรคระบาด

กรมควบคุมโรคย้ำเตือนว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แนวโน้มการระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมักเพิ่มขึ้น อย่างกรณีโรคไข้หวัดใหญ่

จากสถิติผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 ธันวาคม 2567 พบผู้ป่วย 639,108 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กและวัยเรียน และผู้เสียชีวิต 48 ราย เป็นกลุ่มที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง, ไม่ได้รับวัคซีน และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

ส่วนโนโรไวรัส ที่ไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับประชาชน บางคนเพิ่งมาได้ยิน แต่แพทย์บอกว่าไม่ใช่โรคใหม่ มีมานานแล้ว

โดยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หรืออาหารเป็นพิษจากเชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2561 – 2567 พบผู้ติดเชื้อ Norovirus GI, GII จำนวน 729 ราย เป็นเพศชาย 422 ราย เพศหญิง 307 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ในปีนี้ 2567 สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันหรืออาหารเป็นพิษจากเชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 ธันวาคม 2567 พบการระบาด 85 เหตุการณ์ พบมากที่สุดในโรงเรียน จำนวน 12 เหตุการณ์ มีผู้ป่วย 991 ราย

และคำแนะนำพื้นฐานที่ใช้ป้องกันเกือบจะทุกโรค ล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบจับอาหาร

วัคซีน

และยังมีอีกหลายโรคที่กรมควบคุมโรคแนะให้เฝ้าระวัง เช่น ไข้หวัดนก ฝีดาษวานร เฉพาะสถานการณ์ในปี 2567 พบผู้ป่วยจำนวน 19,823 ราย เสียชีวิต 73 ราย และในทวีปแอฟริกา พบผู้ป่วย 13,257 ราย เสียชีวิต 60 ราย

สำหรับประเทศไทยในปี 2567 ตั้งแต่ต้นปี – 14 ธันวาคม 2567 พบผู้ป่วย 175 ราย ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Clade II ส่วนสายพันธุ์ Clade Ib ยังคงพบแค่ 1 ราย

นอกจากนี้ยังมีโรคไข้โอโรพุช พาหะหลัก คือ ตัวริ้น และอาจพบได้ในยุง พบผู้ป่วยมากในทวีปอเมริกา ระยะฟักตัว 4-8 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้เฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อปวดข้อ ปวดกระบอกตา และผื่น มีเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดกำเดา และตามไรฟัน

และยังมีโรคระบาดที่ไม่ทราบสาเหตุในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ลักษณะทางระบาดวิทยาและอาการของผู้ป่วย คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก เพศหญิง อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอ ร่างกายอ่อนเพลีย เป็นต้น

อ่านข่าว :เปิดสถานการณ์ 10 โรคควรระวัง เตรียมพร้อมก้าวสู่ปีใหม่ 2568 สุขภาพดี

โควิดรอบใหม่-สงกรานต์ 66

นี่ยังไม่นับรวมปัญหาฝุ่นพิษ ฝุ่น PM2.5 ที่กำลังจะตามมา ก็คือโรคระบบทางเดินหายใจ

เพราะฉนั้นสิ่งสำคัญในการป้องกันตัวเองจากโรคภัยต่างๆเหล่านี้ ส่วนหนึ่งที่ป้องกันได้ไม่ยากที่กระทรวงสาธารณสุขย้ำเตือนบ่อยครั้ง

ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด เป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร หรือประกอบอาหาร นอกจากนี้ให้ “รับประทานอาหารปรุงสุก กินร้อน ช้อนกลาง”

และควรใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งหากต้องเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก อย่างโรงพยบาล ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า รถสาธารณะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อหิวาห์” คัมแบ็ค เปิดยอดป่วยโควิดปี’67 จับตาโรคเก่า-ใหม่ ระบาดซ้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...