โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 สิ่งที่คนญี่ปุ่นนึกถึงเมื่อพูดถึง “ฤดูร้อน” พร้อมศัพท์น่ารู้ประจำซีซั่น!

conomi

อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 15.02 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 09.00 น. • conomi.co

“ฤดูร้อน” ถือว่าเป็น 1 ใน 4 ฤดู ของญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่าง ๆ ก็จะแปรเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของงานอีเวนต์ อาหาร ดอกไม้ พืชพรรณธรรมชาติรวมไปถึงสภาพอากาศ เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมี 4 ฤดู แต่ก็มีฤดูที่บ้านเรามีเหมือนกับเขาก็คือ “ฤดูร้อน” นั่นเองค่ะ (ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยก็มีฤดูหนาวเหมือนญี่ปุ่นแต่เราจะเรียกว่าฤดูหนาวหรือฤดูร้อนน้อยดี? สำหรับผู้เขียนบ้านเราเหมือนจะเป็นฤดูร้อนน้อยมากกว่านะคะ) ว่าแต่พอพูดถึง “ฤดูร้อน” แล้วตามปกติคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เขามักจะนึกถึงอะไรกันนะ? วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังกันโดยแบ่งออกได้เป็น 4 เรื่อง และแถมท้ายด้วยคำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับฤดูร้อน ตามไปดูกันเลยจ้า!

1. งานอีเวนต์ในฤดูร้อน

1.1 งานเทศกาลฤดูร้อน

ฤดูร้อน

งานเทศกาลฤดูร้อนของญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยจะมีการจัดด้วยกันทั่วประเทศ แต่สีสันและรูปแบบของงานเทศกาลก็จะเเตกต่างกันไปตามภูมิภาคและท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้ก็ยังมีรูปแบบในบางส่วนที่เหมือนกันอยู่ และเราก็ยังสามารถสนุกสนานไปกับมันได้เช่นเดิมค่ะ

สำหรับกิจกรรมที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกันในงานเทศกาลฤดูร้อน ได้แก่ การแต่งตัวใส่ชุดยูกาตะเดินเล่นในงานวัด การชมการแห่ศาลเจ้าโอมิโคชิ การทำกิจกรรมรำวงบงโอโดริ หรือการชมดูเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟ เป็นต้น โดยสามารถพูดได้เลยว่า “กิจกรรมงานอีเวนต์หรือเทศกาลฤดูร้อนถือว่าเป็นตัวแทนสำคัญที่สุดเมื่อเราพูดถึงฤดูร้อน และฤดูร้อนก็ยังถือเป็นสื่อตัวแทนสำคัญของฤดูกาลทั้ง 4 ญี่ปุ่น ที่ใคร ๆ ก็ต่างนึกถึงหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี”

1.2 งานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟ

ฤดูร้อน

งานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟส่วนใหญ่จะถูกจัดขึ้นบริเวณแม่น้ำ ทะเลสาบ ในทะเลใกล้อ่าวหรือชายฝั่ง (เนื่องจากปลอดภัยกว่าการจัดในเมืองซึ่งลูกไฟอาจจะเกิดปัญหาผิดพลาดตกลงยังอาคารบ้านเรือนเกิดได้) โดยงานเทศกาลนี้ก็มีตั้งแต่งานขนาดเล็ก ไปจนถึงงานมหกรรมขนาดใหญ่ที่เหล่าช่างทำพลุจะตั้งใจทำดอกไม้ไฟขึ้นมาเพื่อประชันฝีมือกัน ซึ่งเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟส่วนใหญ่ก็มักจะถูกจัดขึ้นพร้อมกับงานเทศกาลฤดูร้อน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลต์เมื่อพูดถึงฤดูร้อนสำหรับคนญี่ปุ่นเลยค่ะ

งานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟนั้น นอกจากจะจุดเพื่อแสดงถึงการต้อนรับการกลับมาของบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลโอบ้งแล้ว ยังเป็นถือเป็นการจุดไฟส่งวิญญาณบรรพบุรุษให้กลับหลังจากเสร็จสิ้นเทศกาลโอบ้งอีกด้วย โดยการจุดไฟส่งถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการปล่อยโคมไฟเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ล่วงลับอีกด้วยค่ะ

สำหรับงานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟที่ริมแม่น้ำสุมิดะ ก็ถูกจัดขึ้นด้วยจุดประสงค์เพื่ออธิษฐานอ้อนวอนให้โรคระบาดหมดไป รวมถึงเป็นพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจากการเสียชีวิตของโรคระบาดและความอดอยากแร้นแค้นในสมัยอดีต นอกเหนือไปจากนี้ ก็ยังมีเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณทหารผู้เสียชีวิตในสงคราม และแบบที่จัดเพื่อจุดประสงค์ในการฟื้นฟูสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัตทางธรรมชาติต่าง ๆ อีกไม่น้อยเลยค่ะ

1.3 การแข่งขันกีฬาเบสบอลโคชิเอ็ง

koshien

“การแข่งขันกีฬาเบสบอลชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ” (Senkoku Koutou Gakkou Yakkyu Senshuken Taikai = 全国高等学校野球選手権大会) หรือที่คนญี่ปุ่นนิยมเรียกกันอย่างสั้น ๆ ว่า “โคชิเอ็ง” คือ การแข่งขันกีฬาเบสบอลชิงแชมป์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น หรือก็คือช่วงเดือนสิงหาคม ที่สนามกีฬาฮันชิงโคชิเอ็ง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองนิชิโนมิยะ จังหวัดเฮียวโงะ โดยเจ้าภาพผู้สนับสนุนในการจัดการแข่งขันก็ได้แก่หนังสือพิมพ์ Asahi และสมาพันธ์เบสบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น

โคชิเอ็ง จะเริ่มการแข่งขันตั้งแต่ระดับหาตัวแทนจังหวัด ไปสู่การแข่งขันเพื่อหาทีมชนะเลิศระดับประเทศต่อไป และในการแข่งขันกีฬาเบสบอลนี้ยังมีอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่น่าสนใจและมักจะถูกพบเห็นได้บ่อยในการเชียร์คือ“การทำพัดถือเชียร์นักกีฬาหรือทีมที่ตัวเองชอบ” โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมทำพัดที่มีการใส่ชื่อทีมหรือโลโก้เข้าไป หรือไม่ก็ดีไซน์ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ออริจินัลค่ะ

สำหรับเหตุผลที่ทำไมต้องจัดโคชิเอ็งขึ้นในฤดูร้อนก็มีหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น ตรงกับช่วงหยุดปิดเทอมโรงเรียนพอดี, การจัดการแข่งในฤดูร้อนช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการแข่งขันกีฬาเบสบอลนี้จะไม่ใช่การแข่งขันระดับมืออาชีพ แต่ก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง จะเห็นได้ว่าพอถึงฤดูร้อนคนญี่ปุ่นก็จะพร้อมใจกันส่งกำลังใจเชียร์เด็ก ๆ มัธยมปลายทั้งจากที่บ้านและที่สนามแข่ง ทว่าอย่างที่รู้กันดีว่าในทุกการแข่งขันถ้ามีผู้ชนะก็ย่อมต้องมีผู้แพ้ แต่แม้ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของเด็ก ๆ เหล่านั้นจะเป็นดั่งความทรงจำฤดูร้อนที่สลักลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาตลอดไปค่ะ!

*เกร็ดความรู้*

ในฤดูใบไม้ผลิที่สนามกีฬาฮันชิงโคชิเอ็งยังมีการจัดการแข่งขัน “เซ็มบัตสึ” ที่ย่อมาจาก “การแข่งขันกีฬาเบสบอลระดับมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทคัดเลือก” (Senbatsu Koutou Gakkou Yakkyu Taikai = 選抜高等学校野球大会)หรือที่เรียกกันว่า “โคชิเอ็งฤดูใบไม้ผลิ” อีกด้วย โดยเป็นการแข่งขันจากทีมที่ถูกรับคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกจะพิจารณาผลการแข่งขันของแต่ละจังหวัดที่จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง)

2. อาหารในฤดูร้อน

2.1 แตงโม

watermelon

แตงโม เจ้าผลไม้ทรงกลม ลวดลายเส้นสีดำบนพื้นสีเขียว เมื่อส่องดูด้านในแล้วจะพบกับเนื้อแตงโมสีแดงสวยสด ดูชุ่มฉ่ำชวนให้ลิ้มลอง แค่ตามลักษณะที่บรรยายมาก็คงไม่เเปลกเลยที่จะเป็นเสมือนหนึ่งในผลไม้ตัวแทนแห่งฤดูร้อนที่ใครต่อใครก็มักจะนึกถึงกันใช่ไหมคะ โดยเจ้าแตงโมนี้แต่เดิมเป็นผลไม้ที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีนในสมัยเฮอัน (ปี ค.ศ. 794 – ปี ค.ศ. 1180) พอเข้าสู่สมัยเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603 – ปี ค.ศ. 1868) ก็กลายเป็นผลไม้ที่พบได้แพร่หลายทั่วไป แตงโม ยังสามารถเขียนเป็นตัวคันจิได้ 2 แบบ ซึ่งอ่านเหมือนกันว่า “ซุยกะ” (Suika = スイカ) คือ “西瓜” กับ “水瓜” ค่ะ โดยที่ญี่ปุ่นหน้าของแตงโมคือช่วง เดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งตรงกับฤดูร้อนพอดี

*เกร็ดความรู้*

แม้ในปัจจุบันแตงโมจะเขียนด้วยตัวคันจิ “西瓜” แต่ในสมัยอดีตจะเขียนด้วยตัวคันจิ “水瓜” ยิ่งไปกว่านั้นเเตงโมในสมัยก่อนไม่ได้มีรสชาติหวานเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงมักจะนิยมโรยน้ำตาลลงบนแตงโมเพื่อเป็นการเพิ่มความหวานซึ่งสวนทางกับในปัจจุบันที่คนญี่ปุ่นในบางภูมิภาคจะโรยเกลือลงบนแตงโมเพื่อให้เกลือช่วยดึงความหวานออกมา และนอกเหนือไปจากที่จะนำแตงโมมากินหรือนำไปทำเป็นขนมหวานแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำแตงโมไปแช่น้ำในแม่น้ำหรือทะเลแล้วนำไปผ่าเล่น เป็นกิจกรรมตีแตงโมกันอย่างสนุกสนานในหน้าฤดูร้อนอีกด้วย!

2.2 โซเม็ง

soumen

“โซเม็ง” อาหารประจำโต๊ะอาหารในฤดูร้อนของคนญี่ปุ่น วิธีการทำก็แสนง่าย แค่นำไปต้มหรือลวกในน้ำร้อนก็สามารถนำไปรับประทานกินได้ทันที โดยฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่คนเรามักจะมีความรู้สึกไม่อยากอาหาร โซเม็งเย็นก็ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยม อีกทั้งยังมักนำไปใช้ส่งเป็นของขวัญกลางปีที่เรียกกันว่า “โอะจูเก็น” (Ochugen = お中元) อีกด้วย

*เกร็ดความรู้*

โซเม็งยังเป็นอาหารที่จะนิยมรับประทานในงานเทศกาล “ทานาบาตะ” (Tanabata = 七夕) ซึ่งมีจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 7 กรกฎาคม ด้วยเหตุผล 2 ข้อด้วยกัน ดังนี้

(1) ในสมัยยุคโบราณของจีนเด็กที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้สูงในวันที่ 7 กรกฎาคมจะกลายไปเป็นเทพเจ้าแห่งความโหดร้าย เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้นก็จะมีการเซ่นไหว้ “ขนมสาคุเบอิ” (Sakubei = 索餅) หรือไม่ก็รับประทานขนมดังกล่าวซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคไข้สูงได้ โดยขนมสาคุเบอิ เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งสาลีผสมรวมกันกับแป้งข้าวเจ้า นำมาผูกคดเป็นรูปร่างทรงเกลียวเชือก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นแบบของโซเม็งในเวลาต่อมา

ขนมสาคุเบอิรูปร่างทรงเกลียวเชือก

(2) จากตำนานความเชื่อในวันทานาบะตะเกี่ยวกับเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่ทำหน้าที่ทอผ้า กับ “พิธีคิโคเด็น” (Kikouden = 乞巧奠) ที่เป็นพิธีที่มาจากประเทศจีนซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่ออธิษฐานขอพรต่อเทพเจ้าให้งานเกี่ยวกับการใช้เข็มประสบความสำเร็จ และ “ทานาบาตะสึเมะ” (Tanabatatsume = 棚機津女) หญิงสาวผู้มีหน้าที่ใช้เครื่องทอผ้าทำการทอผ้าเพื่อนำไปถวายแด่เทพเจ้า ทั้ง 3 สิ่งนี้ล้วนเกี่ยวข้องกันกับการอธิษฐานขอพรให้การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เข็มและการทอผ้าประสบความสำเร็จ คนญี่ปุ่นจึงรับประทานกินโซเม็งกันในวันนี้ เนื่องจากตัวเส้นโซเม็งเมื่อพิจารณามองดูแล้วจะพบว่ามีลักษณะคล้ายเส้นด้ายที่เอาไว้ใช้ทอผ้านั้นเองค่ะ

tanabata

2.3 น้ำแข็งใส

kakigori

น้ำแข็งใส ราดน้ำเชื่อมแสนหวาน ถือเป็น 1 ในอาหารที่ช่วยดับกระหายและช่วยให้ร่างกายเย็นลงได้ดีในฤดูร้อน โดยน้ำแข็งใสปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกใน “หนังสือข้างหมอน” (Makura no Soshi = 枕草子) ซึ่งเป็นบทประพันธ์ร้อยแก้วของ เซ โชนากง (Sei Shonagon = 清少納言) นักประพันธ์หญิงในสมัยเฮอันซึ่งมีชื่อเสียงเหมือนกับ มุราซากิ ชิคิบุ (Murasaki Shikibu = 紫式部) โดยสมัยนั้นจะเรียกว่า “เคซึริฮิ” (Kezurihi = 削り氷) เวลารับประทานก็แค่นำน้ำหวานอามาสึระ ซึ่งเป็นน้ำหวานที่ได้จากการต้มยางไม้เลื้อย มีรสชาติหวานเหมือนน้ำผึ้ง มาเทราดลงบนน้ำแข็ง

อย่างไรก็ตาม ในสมัยอดีตคนที่จะสามารถรับประทานน้ำแข็งใสได้มีเพียงแค่เชื้อพระวงศ์หรือคนชั้นสูงเท่านั้น เนื่องจากว่าในสมัยก่อนไม่มีตู้เย็น จึงต้องเก็บน้ำแข็งที่ได้มาจากน้ำในฤดูหหนาวไว้ในถ้ำ เลยทำให้น้ำเเข็งใสถือเป็นของที่ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ง่ายๆ นั่นเองค่ะ

3. กิจกรรมนันทนาการในฤดูร้อน

3.1 การเล่นดอกไม้ไฟ

hanabisenkou

ก่อนหน้านี้เราได้อธิบายเกี่ยวกับงานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟไปแล้ว ดังนั้นในส่วนนี้เราจะมาคุยเกี่ยวกับการเล่นดอกไม้ไฟกันค่ะ โดยการเล่นดอกไม้ถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยเมื่อถึงฤดูร้อน ซึ่งดอกไม้ไฟถือมือก็มีเสน่ห์น่าค้นหาไม่ต่างกับดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นในงานเทศกาลจุดพลุดอกไม้ไฟเลย ทั้งราคาไม่แพง แถมใช้พื้นที่ไม่มากอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น แสงไฟจากปลายก้านดอกไม้ไฟที่ดับลงอย่างแผ่วเบายังสะท้อนถึงความพิถีพิถัน ความสงบและความเรียบง่ายตามแบบฉบับคนญี่ปุ่นได้ดีอีกด้วย

3.2 การว่ายน้ำที่ทะเลหรือสระว่ายน้ำ

pool

การว่ายน้ำที่ทะเลหรือสระว่ายน้ำ ถือว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่นิยมทำกันในฤดูร้อน โดยสระว่ายน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือสถานที่ราชการก็มักจะเปิดให้บริการ สามารถลงไปว่ายน้ำหรือเล่นน้ำผ่อนคลายความร้อนได้ ในส่วนของช่วงเวลาในการเปิดให้ลงเล่นน้ำในทะเลหรือในสระว่าจะเป็นได้เมื่อไรนั้น ก็จะต่างกันไปทุกปี เนื่องจากองค์กรหรือหน่วยงานผู้ควบคุมดูแลจะเป็นผู้ตัดสินใจ โดยคำนึงจากอุณหภูมิน้ำหรือคุณภาพของน้ำในทะเลหรือสระ เป็นต้น

3.3 กิจกรรมแคมปิง

camp

ในปัจจุบันแม้กระแสของกิจกรรม แกลมปิ้ง (Glaming) หรือ โซโลแคมป์ จะกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ การตั้งแคมป์ ก็ยังถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงชอบมาทำร่วมกันในช่วงฤดูร้อนอยู่เช่นเดิม

ยิ่งหากไปตั้งแคมป์ที่บริเวณใกล้ใกล้แม่น้ำหรือทะเล มีหรือจะพลาดกิจกรรมการเล่นน้ำหรือตกปลาที่ถือได้ว่าเป็นของคู่กัน! หรือถ้าใครอยู่ใกล้ภูเขา ก็มักจะนิยมไปทำกิจกรรมเดินป่าหรือปีนเขา ยิ่งไปกว่านั้นการทำ BBQ การหุงข้าวด้วยหม้อต้มสนาม รวมไปถึงการกางเต็นท์นอนท่ามกลางธรรมชาติ ก็ถือว่าเป็นจุดที่มีเสน่ห์ดึงดูด น่าลองไปเปิดประสบการณ์ดูสักครั้ง!

*เกร็ดความรู้*

แกลมปิ้งหรือ Glamping เหมือนการตั้งแคมป์หรือ Clamping ที่รู้จักกันแต่จะถือว่าหรูหรากว่าเนื่องจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมากกว่าการตั้งแคมป์ปกติทั่วไป โดยส่วนใหญ่แล้วภายในสถานที่พักจะมีเตียงนอน แอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมห้องน้ำในตัว อ่างอาบน้ำ บริการอาหารและความบันเทิงต่าง ๆ เป็นต้นอย่างครบครันอีกด้วย

4. ดอกไม้ประจำฤดูร้อน

4.1 ดอกฮิมาวาริหรือดอกทานตะวัน

himawari

ดอกฮิมาวาริหรือดอกทานตะวันมีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเหนือ โดยช่วงพีคคือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคที่ปลูก โดยจากการที่เป็นดอกไม้ที่มักจะหันหน้าเข้าพระอาทิตย์เลยมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Sunflower” และในสมัยก่อนจะเขียนด้วยตัวคันจิและฮิรางานะ คือ “ฮิ” (Hi= 日) ที่แปลว่า “พระอาทิตย์” กับ “มาวาริ” (Mawari = 廻り) ที่แปลว่า “วนหรือหมุน” และนอกเหนือจากที่ดอกทานตะวันจะเป็นหนึ่งในตัวแทนดอกไม้ประจำฤดูร้อนแล้ว ยังเป็นดอกไม้ที่มีประโยชน์ในหลายด้าน เช่น นำไปสกัดทำเป็นน้ำมันสะกัดดอกทานตะวันที่ใช้สำหรับนวดหรือบำรุงเส้นผม ในส่วนของเมล็ดก็นำไปรับประทานได้อีกด้วย

4.2 ดอกอาสะกะโอะหรือดอกบานเช้า

asakao

ดอกอาสะกะโอะหรือดอกบานเช้า ถือว่าเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เด็กประถมญี่ปุ่นแทบทุกคนจะต้องเคยปลูกเลี้ยงกัน โดยดอกอาสะกะโอะมีถิ่นกำเนิดจากพื้นที่เขตกึ่งร้อน โดยช่วงพีคคือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาคที่ปลูก โดยเป็นดอกไม้ที่จะบานในช่วงเช้า ซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรคันจิ 2 คำ คือ “อาสะ” (Asa = 朝) ที่แปลว่า “เช้า” กับคันจิคำว่า “กะโอะ” (Kao = 顔) ที่แปลว่า “หน้าหรือใบหน้า”

ดอกอาสะกะโอะ ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 พันธุ์ด้วยกัน คือ “ดอกอาสะกะโอะญี่ปุ่น” และ “ดอกอาสะกะโอะฝรั่ง” โดยดอกอาสะกะโอะญี่ปุ่นจะบานระหว่างเวลาตี 3 ไปจนถึงประมาณช่วง 9 โมงเช้าก็จะเริ่มหุบดอกลง ส่วนดอกอาสะกะโอะฝรั่งจะตรงข้ามคือจะบานในช่วงเย็นของวันแทนค่ะ

4.3 ดอกอะจิไซหรือดอกไฮเดรนเยีย

ajisai

ดอกอะจิไซ (Ajisai = 紫陽花 ) หรือ ดอกไฮเดรนเยีย จัดว่าเป็นดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากญี่ปุ่น โดยช่วงพีคคือระหว่างเดือนมิถุนายนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยคำว่าอะจิไซ มาจากการเปลี่ยนเพี้ยนมาจากคำว่า “อะซึสาอิ” (Azusai = 集真藍) ซึ่งมีความหมายคือ “การร่วมตัวกันของดอกไม้เล็กๆ หรือสิ่งเล็กๆ สีกรมท่า”

สำหรับสีของดอกอะจิไซที่พบเห็นได้บ่อยนั้นจะมี 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีฟ้า สีม่วงและสีชมพู อีกทั้งสีเหล่านั้นก็ยังเปลี่ยนไปตามระดับความเป็นกรดของดิน โดยดินที่มีค่าความเป็นกรดสูงสีของดอกจะออกเป็นตระกูลสีฟ้า ส่วนดินที่มีค่าความเป็นกรดกลางหรือมีค่าความเป็นกรดต่ำสีของดอกจะออกเป็นสีตระกูลแดงหรือชมพู ในส่วนของดอกอะจิไซสีม่วง จะเกิดจากการนำดินที่มีค่าความเป็นกรดกลางหรือค่าความเป็นกรดต่ำ มาใส่ปลูกดอกอะจิไซสีฟ้าค่ะ

คำศัพท์น่ารู้ประจำฤดูร้อน

1. ทะเล

sea

“อุมิ” (Umi = 海) หรือ “ทะเล” ถือว่าเป็นคำศัพท์แรก ๆ ที่ผู้คนมักจะนึกถึงกันเมื่อพูดถึงฤดูร้อน เวลาที่อากาศมันร้อนใคร ๆ ก็คงอยากที่จะไปว่ายน้ำเล่นกันที่ทะเลใช่ไหมคะ? แม้ว่าทะเลจะเป็นที่ที่เราสามารถไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ผิวน้ำทะเลสีฟ้าครามที่ส่องแสงสะท้อนระยิบระยับชวนให้ผู้คนหลงใหลของทะเลในฤดูร้อน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนอยากจะไปเที่ยวทะเลกันในฤดูร้อนมากกว่าฤดูอื่น ๆ นอกเหนือไปจากนี้แล้วคำว่า “อุมิบิรากิ” (Umibiraki = 海開き) หรือ “การเปิดให้ลงเล่นน้ำในทะเลได้” ก็เป็นอีกหนึ่งคำศัพท์เกี่ยวกับทะเลที่ผู้คนมักจะนึกถึงกันค่ะ

2. ร้อนจัด

hot

“โมโช” (Mousho = 猛暑) หรือ “ร้อนจัด” เป็นคำศัพท์ที่มักจะพบเห็นได้บ่อย ๆ เวลาที่มีข่าวพยากรณ์อากาศ โดยสำนักงานกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้กำหนดไว้ว่าวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสจะเรียกว่า “วันโมโช” (Moushobi) หรือ “วันที่อากาศร้อนจัด” แต่ก็ยังมีคำศัพท์อีกหนึ่งคำที่มีความหมายแทบไม่ต่างกันคือคำว่า “โคคุโช” (Kokusho = 酷暑) หรือ “อากาศร้อนจัด” โดยช่วงอากาศร้อนจัดของญี่ปุ่นตามปกติช่วงระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคมของทุกปีค่ะ

3. เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ

obake

เมื่อถึงฤดูร้อนก็เชื่อได้เลยว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยชอบที่จะทำการ “ไคดัน” (Kaidan = 怪談) หรือ “การเล่าเรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ” กัน เหตุผลที่ทำไมผู้คนชอบทำเช่นนั้นก็เพราะว่าอยากที่จะรู้สึกเย็นในฤดูร้อนค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถึงฤดูร้อนงานเทศกาลโอบ้งซึ่งเป็นเทศกาลที่เชื่อกันว่าดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะกลับมายังโลกปัจจุบัน จึงทำให้การเล่าเรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญจึงนิยมทำกันค่ะ

summer

สรุปแล้วแม้ว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนมาก บางวันอากาศร้อนยิ่งกว่าประเทศไทยของเราเสียอีกที แต่ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวหรือสัมผัสบรรยากาศและสีสันต่าง ๆ ของฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นก็เชื่อว่าคงติดใจกันอยู่พอสมควรค่ะ เพราะว่านอกจากจะมีทั้งงานเทศกาล กิจกรรมอีเวนต์ต่าง ๆ ให้ได้เข้าร่วมสนุกแล้ว อาหาร เสื้อผ้า ราคาตั๋วเครื่องบินจากประเทศไทยมาก็ถือว่าถูก มีราคาไม่แพงมากอยู่นะคะ ยังไงก็หวังว่าทุกคนคงมีโอกาสได้มาเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูร้อนกันดู เชื่อได้ว่าจะได้ความทรงจำในฤดูร้อนที่ดีกลับไปค่ะ

สรุปเนื้อหาจาก : utiwaya.com
เรียบเรียงโดย : XROSSX

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...