ฝ่ามรสุมสงคราม ‘ยูเครน-รัสเซีย’ กับ...4 “กองหุ้น” ตอบโจทย์ทั้ง ‘การเติบโต & หลบภัย’ !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 09.57 น. • สรวิศ อิ่มบำรุงลายแทงกองทุน: ในเดือนมีนา-ปีขาล ยังถูกปกคลุมด้วยสงคราม “ยูเครน-รัสเซีย” ที่ทวีดีกรีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนกระทบบรรยากาศการลงทุนไปทั่วโลก
โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมัน” ที่ไต่เพดานบินขึ้นมาจนทะลุ100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะน้ำมันดิบ WTI ขยับมาอยู่ที่ 114.62 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล ในขณะที่ Brent 116.92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล
ก็เป็นปัจจัยเร่งทำให้ “เงินเฟ้อ” ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ล่าสุดทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ก็ส่งสัญญาณชัดเจนในการพร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.นี้แล้ว 0.25% กลับกลายเป็นปัจจัยบวกเล็กๆ ที่เข้ามาในตลาด (จากที่คาดว่าจะขึ้นแรง 0.5%)
ในภาวะสงคราม เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยขึ้น…“กองทุนไหน” มีภูมิต้านทางสูง เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้ ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“KFINDIA”…ธีมหุ้นอินเดีย
ใน “ภาวะสงคราม เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยขึ้น ตลาดหุ้นผันผวน” ระยะสั้นจังเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุน “กองหุ้น” อย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะนี่คือเครื่องจักรในการสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีในระยะยาวให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณนั่นเอง
เริ่มที่ “ตลาดหุ้นอินเดีย” เป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับการแนะนำให้ลงทุนมาตั้งแต่ต้นปี มหาอำนาจอันดับ2 ของเอเชีย ประเทศที่มีเศรษฐกิจโตสูงอันดับต้นๆ ของโลก ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโต 9% ในปี21 และโต 9% และ 7.1% ในปี22 และ23 ตามลำดับ
ไม่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงต่อเนื่องเท่านั้น อินเดียยังมีเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่สูง เป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก และ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมีเงินไหลเข้าลงทุนต่อเนื่องแล้วช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ทาง“Wealth Advisory by CIMB Thai Bank” ยังคงน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย หลังตลาดปรับลตัวลงมาราว 8% สามารถยืนเหนือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 200 วันได้ Valuation Forward P/E อยู่เหนือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ +1SD เล็กน้อย
โดยแนะนำ “KFINDIA: กองทุนเปิดกรุงศรีอินเดียอิควิตี้” ที่เน้นหุ้นอนุทวีปอินเดีย ได้แก่ อินเดีย, ปากีสถาน, ศรีลังกา และบังคลาเทศ ผ่านกองทุนหลัก ‘FSSA Indian Subcontinent Fund’
ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน 3 อันดับแรก (ณ 31 ม.ค. 22) ได้แก่ ICICI Bank 9.1%, HDFC Bank 9.0%และ Colgate-Palmolive (India) Limited 5.7% ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับ ได้แก่ Financials29.4%, Consumer Staples16.2% และ Consumer Discretionary15.7%
ในแง่ของผลตอบแทนเองนั้น ‘KFINDIA’ YTD -0.29%, ย้อนหลัง 1 ปี +19.12%ต่อปี และ 3 ปี +10.97% ต่อปี
“PRINCIPAL-VNEQ”…ธีมหุ้นเวียดนาม
“ตลาดหุ้นเวียดนาม” เองก็เป็นตลาดที่มากับ Growth Story เช่นเดียวกับอินเดีย เพียงแต่มาจาก “ตลาดชายขอบ (Frontier Market)” ที่มีการเติบโตที่โดดเด่นที่สุดในโลกตลาดหนึ่ง และกำลังเป็นเป้าหมายการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลกเช่นเดียวกัน นี่คือตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาสและความผัน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและหวังผลในระยะยาว กับโอกาสขยับไปสู่ดัชนี MSCI Emerging Market ในอนาคต (คาดว่าภายใน 5 ปี)
ทาง “Phillip Fund SuperMart” ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนาม โดยแนะนำเป็น Core Port ถือลงทุนมากกว่า 1 ปี ให้รอย่อเข้าซื้อสะสมได้ และแนะนำ“PRINCIPAL VNEQ-A: กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า” ที่เน้นลงทุนในหุ้นเวียดนามทั้งในและนอกปท.ตลอดจนหุ้นประเทศอื่นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุน 3 อันดับแรก (ณ 31 ม.ค. 22) ได้แก่ SSIAM ETF VNFIN LEAD VND10000 : FUESSVFL VN 8.71%, VINGROUP JOINT STOCK COMPANY : VIC VN 7.38%และ Vietnam Joint Stock Commercial Bank For Industrial And Trade : CTG VN 7.07%
ส่วนผลตอบแทนนั้น ‘PRINCIPAL VNEQ-A’ สามารถทำได้ YTD 2.54%, ย้อนหลัง 1 ปี +54.87%ต่อปี และ 3 ปี +20.97% ต่อปี
“SCBPGF”…ธีมหุ้นทั่วโลก
“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” ยังคง Outperform กลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่” ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงสงครามเช่นนี้ ก็ยังสามารถที่จะทำผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง เพราะผลกระทบค่อนข้างจำกัดและมีหลายอุตสาหกรรมที่มีความทนทานต่อความผันผวนในช่วงวิกฤติได้เป็นอย่างดี จึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับจะหลบภัยในช่วงสงครามเช่นนี้ ที่สำคัญยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้เช่นกัน
ทาง “BLS Top Funds” แนะนำให้หลบกองหุ้นเติบโต (Growth) มาเข้าสู่กองหุ้นคุณค่า (Value) ในช่วงนี้ โดยแนะนำ “SCBPGF: กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ แพลทตินัม โกลบอล ฟันด์ (ชนิดสะสมมูลค่า)”ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยคัดเลือก 3 กลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยของ CROCI Economic P/E ต่ำที่สุด จาก 9 อุตสาหกรรม มีการปรับพอร์ตทุก 3 เดือนผ่านกองทุนหลัก ‘DWS Invest CROCI Sectors Plus ใน Share Class FCH (P)’
สำหรับหุ้นที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับแรก (ณ วันที่ 30 ธ.ค. 21) ได้แก่ Vertex Pharmaceuticals Inc (Health Care)3.8%, Consolidated Edison Inc (Utilities) 3.7% และ Edison International (Utilities)3.7%
โดย 3 อุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ Utilities34.3%, Healthcare 32.9% และ Consumer Staples 32.7% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้มั่นคง, กระแสเงินสดดี และราคาหุ้นไม่แพงเหมาะกับสถานการณ์ในช่วงนี้เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนผลการดำเนินงานของ ‘SCBPGF’ (ณ วันที่ 31 ม.ค. 22) นั้น YTD +1.02%, ย้อนหลัง 1 ปี 25.77%, 3 ปี 19.61% ต่อปี, 5 ปี 12.77% ต่อปี และ 10 ปี 11.16% ต่อปี
“K-AEC”…ธีมหุ้นอาเซียน
สุดท้ายคือ “ตลาดหุ้นอาเซียน” ที่ Laggard และกำลังฟื้นตัวของขึ้นมาสวนทางเศรษฐกิจกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วที่กำลังชะลอตัวลง ถือว่าอยู่ในวงจรเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตและเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในกลุ่ม TIPs (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ตั้งแต่ต้นปี22 เป็นต้นไป
จึงถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ทาง “NOMURA iFUND” ให้น้ำหนัก Overweight ในตลาดหุ้นอาเซียนนี้ โดยแนะนำ “K-AEC: กองทุนเปิดเค อาเซียน อีโคโนมิค คอมมูนิตี้ หุ้นทุน” ที่เน้นลงทุนในหุ้นอาเซียนและหุ้นประเทศอื่นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน
สำหรับหุ้นที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับแรก (ณ วันที่ 28 ม.ค. 22) ได้แก่ DBS GROUP HOLDINGS LTD (DBS.SP) 8.49%, UNITED OVERSEAS BANK LTD (UOB.SP) 5.71% และ BANK CENTRAL ASIA TBK PT (BBCA.IJ)5.61%
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 3 อันดับได้แก่ FINANCE-SINGAPORE 18.54%, BANK-INDONESIA 12.21% และ FINANCIALS-VIETNAM7.83%
ด้านผลตอบแทนของ ‘K-AEC’ ทำได้ YTD +1.78, ย้อนหลัง 1 ปี 21.93% ต่อปี, 3 ปี 3.00% ต่อปี และ 5 ปี 1.32% ต่อปี
ทั้งหมดนี้คือ “4 กองทุนเด่น” ในเดือนมีนา-ปีขาล ที่เหมาะกับการลงทุนในช่วงสงคราม “ยูเครน-รัสเซีย” เป็นจังหวะลงทุนเพื่อหวังผลระยะยาวก็ได้ หรือหลบภัยในระยะสั้นก็ดี ไว้พบกันใหม่ครั้งหน้ากับ “ลายแทงกองทุน” ครับ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน