โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังการเปิดโปงคดีหนังสือบุดสมุดข่อยเมืองคอนหาย ดูเอกสารสำคัญ 2 ชิ้นที่ได้คืน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 ก.ค. 2563 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 10.51 น.
เอกสาร 2 ชิ้นที่ได้คืนมาและแสดงต่อสื่อที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนโมกข์กรุงเทพฯ เมื่อ 22 ก.ค. 2563 ด้านบนเป็น “สีมากถา” ด้านล่างคือ “พระอภิธรรม”

ช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 แวดวงวิชาการและงานศึกษาเอกสารโบราณรับทราบข่าวอันน่าตื่นตระหนกว่าหนังสือบุดสมุดข่อยจำนวนมากหายไปจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สิ่งที่ตามมาคือเริ่มมีกระบวนการติดตามและจัดตั้งศูนย์รับบิณฑบาตคืนหนังสือบุดสมุดข่อยเมืองนครขึ้น

ภายหลังเกิดกระแสข่าว ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีนี้เริ่มมีข่าวดีให้ทราบเป็นระลอก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ มีผู้เกี่ยวข้องแจ้งให้ทราบถึงข่าวคราวของเอกสารชิ้นสำคัญซึ่งได้คืนมา ผู้เสวนาในงานเดียวกันยังเปิดเผยถึงเส้นทางการแจ้งเหตุซึ่งทำให้สังคมตื่นรู้และนำมาสู่กระบวนการติดตามเอกสารคืนในเวลาต่อมา

นายสุรเชษฐ์ แก้วสกุล นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปะ ซึ่งเป็นผู้แจ้งเบาะแส เล่าที่มาของการแจ้งเรื่องและหลักฐานว่า สถานะของตนเองเป็นผู้ช่วยพระครูเหมเจติยาภิบาล (โสพิทธ์ อินทโสภิโต) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่พยายามขับเคลื่อนการทวงคืนหนังสือบุด

ภูมิหลังของเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อ 25 กันยายน พ.ศ. 2561 ตนเองพร้อมนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช และพระครูเหมฯ เข้าชมหนังสือบุดซึ่งแสดงที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ตนเองเปิดตู้กลุ่ม “เอกสารยังคัดแยกประเภทไม่ได้” เจอตำรายังไม่มีทะเบียน จึงนำมากางเปิดเพื่อถ่ายภาพเก็บไว้ด้วยความสนใจ

เวลาผ่านมาถึงเดือนเมษายน 2563 เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นจิตรกรอิสระทำงานเกี่ยวกับศิลปะไทยมีคุณยายเป็นเจ้าของพระนิพพานโสตร ซึ่งท่านได้มอบเอกสารให้ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมไว้ด้วย เพื่อนรายนี้อยู่ในแวดวงหนังสือเก่าบ้าง เพื่อนคนนี้เป็นผู้แจ้งข้อมูลให้ตนเอง, นายแพทย์บัญชา และพระครูเหมฯ ว่า มีหนังสือบุดหลุดไปในตลาดหนังสือมืดหลายร้อยเล่ม พิจารณาจากลักษณะแล้วคิดว่าเป็นหนังสือจากงานช่างภาคใต้

เมื่อได้รับแจ้งจึงคิดว่าเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาด มีหนังสือไม่ทราบที่มา ลักษณะสอดคล้องกับงานภาคใต้โดยไม่รู้ที่มา แต่ไม่ได้ดำเนินการใดต่อ

กระทั่งในวันที่ 8 มิถุนายน กลุ่มเฟซบุ๊กกลุ่มหนึ่งที่สมาชิกสะสมเอกสารโบราณซึ่งตกทอดมาในตระกูลนำมาแชร์ความรู้กัน ปรากฏผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สมาชิกกลุ่มแต่เดิม โพสต์ขายสำเนาของตำราเล่มเดียวกับที่สถาบันของราชภัฎ เนื่องจากเคยถ่ายสำเนาไว้ เมื่อเห็นภาพที่โพสต์จึงจำได้ทันทีว่าเป็นเล่มเดียวกับที่เคยเห็นในสถาบันราชภัฏ เลยนึกย้อนถึงสิ่งที่ทราบจากเพื่อนว่ามีหนังสือจำนวนมากหลุดไปในตลาดมืด แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เลยแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมซึ่งเคยติดต่อกันมา

จนท. แจ้งว่าหนังสือพร่องไปจริง 200-300 เล่ม แต่คิดว่านำไปทำสำเนาดิจิทัล หรือกิจกรรมอื่นๆ เมื่อแจ้งไปแล้วคิดว่า ตนเองได้แจ้งเบาะแสแล้วคงมีดำเนินการภายในเอง

แต่เมื่อ 17-18 มิ.ย. พบการโพสต์โชว์ภาพเอกสาร 2 เล่มคือ หนังสือพระมาลัย และตำรานวดจับเส้น

นายสุรเชษฐ์ จับสังเกตได้ว่า ภาพที่โพสต์ลงในระบบเป็นการถ่ายภาพลักษณะกางหนังสือถ่ายบนฟูกนอนของตัวเอง คิดว่าในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมไม่น่ามีฟูกนอนในพื้นที่ เมื่อทักไปพูดคุยว่าได้มาอย่างไร ขายไหม เลยทราบว่า “เป็นของผู้โพสต์เอง” และได้บอกราคามา ทำให้ปักใจว่าหนังสือหลุดไปจากราชภัฎแล้ว จึงได้เริ่มประชุมกันกับผู้เกี่ยวข้อง 2-3 ครั้ง และทำหนังสือโดยแจ้งข้อมูลเปรียบเทียบกับภาพที่ถ่ายไว้ กับภาพในโลกออนไลน์ รวมถึงข้อสังเกตที่พบเจอในอินเทอร์เน็ตและตลาดมืดแจ้งให้ม.ราชภัฎทราบในวันที่ 30 มิถุนายน วันรุ่งขึ้น 1 ก.ค. อธิการบดีจึงแต่งตั้งนิติกรและคณะกรรมการตรวจสอบไปแจ้งความ

วันที่ 2 ก.ค. ทางราชภัฏ และตำรวจมาพบคณะและขอข้อมูล หลังจากนั้นได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันพอสมควร ในระยะต่อมาพบว่าการทำงานเป็นไปในลักษณะตามหาคนผิด ในด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่หนังสืออาจถูกซื้อไปโดยเอกชนแล้ว อาจหายสาบสูญ เก็บเข้ากรุไปแบบเงียบๆ ถูกทำลาย หรือถูกขายไปยังต่างประเทศซึ่งจะตามคืนมาได้ยาก

ภายหลังกลุ่มที่เกี่ยวข้องจึงเริ่มตั้งกรรมการซึ่งนำโดยฝ่ายสงฆ์ หลักการของกรรมการชุดนี้คือ ขอบิณฑบาตคืนในนามของคณะสงฆ์และให้สัญญากับผู้มอบคืนว่า หากไม่ประสงค์จะแจ้งตัวตนว่าตนเองเป็นใคร ได้เอกสารมาอย่างไร คณะสงฆ์รับปากให้เป็นเช่นนั้น ขอเพียงส่งมอบคืนเอกสารที่เป็นมรดกความทรงจำอันล้ำค่าของนครศรีธรรมราชกลับมา

หลังแถลงรับคืน มีช่องทางให้ทางเพจ ฯลฯ เท่าที่ตำรวจมีส่งให้คืน 37 เล่ม และส่งให้ศูนย์รีเช็ก หลังจากนั้นศูนย์ได้รับ 2 เล่มคือ “สีมากถา” และ “พระอภิธรรม” ซึ่งได้นำมาแสดงต่อสื่อในงานเสวนาที่กรุงเทพฯ เมื่อจบงาน คณะจะนำกลับไปที่นครศรีธรรมราชในทันที

นายแพทย์บัญชา อธิบายเพิ่มเติมว่า ตำรา “สีมากถา” มีความสำคัญมาก เป็นคู่มือการผูกพัทธสีมาพร้อมภาพประกอบ ขณะที่นายสุรเชษฐ์ แสดงความคิดเห็นว่า เป็นเอกสารที่มีอายุอยู่ในช่วงกลางสมัยรัชกาลที่ 4 ราวทศวรรษ 2400

“หลังจากพระท่านตัดสินใจตั้งศูนย์ฯ และกำลังจะแถลง ผมเลยตัดสินใจเอารูปที่พวกเราถ่ายโพสต์ขึ้นไป หลังโพสต์ภายใน 1 ชั่วโมงมีคนโทรมาหาผมทันที บอกว่าคุณหมอ สีมากถาเล่มนั้นอยู่ที่ผม ผมไม่รู้ว่าเป็นของขโมยมา เห็นเขาขาย ผมก็เห็นว่าเป็นของมีค่า ก็เจรจาขอซื้อ…ขอนัดคืนได้ไหม แล้วเขาก็นำมาคืนเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ค.)” นายแพทย์บัญชา กล่าว

นอกเหนือจาก เอกสาร 2 ชิ้นที่นำมาแสดงต่อสื่อในวันนี้ นายสุรเชษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่กลับคืนไปยังนครศรีธรรมราช มี 3 ลัง แต่ยังไม่ได้เปิด จะเปิดในวันที่ 24 ก.ค. เพื่อนับจำนวน ขณะที่เช้าวันนี้ (22 ก.ค.) ได้รับติดต่อแจ้งความประสงค์จะคืนอีก 4 เล่ม เป็นพระมาลัยขนาดใหญ่ และที่ผ่านมาเคยส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว 37 เล่ม เป็นเล่มที่ตำรวจตามสืบย้อนไปยังผู้ขาย

นายแพทย์บัญชา เผยว่า นับโดยประมาณ เอกสารที่รวบรวมคืนมาได้เวลานี้มีร่วมร้อยเล่มที่กำลังจะมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...