โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทุกวินาทีของพระองค์ทรงคุณค่ายิ่งนัก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ก.ย 2563 เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2563 เวลา 23.29 น.
สมเด็จกรมเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ เมื่อทรงรับราชการในกองทัพเรือ

“—เวลาเป็นของมีค่า เมื่อมันล่วงไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก ถ้าเรามีโอกาสจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ แล้วไม่ใช้มันก็เป็นที่น่าเสียดาย—”

เป็นพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ซึ่งมักจะทรงกล่าวพระราชทานแก่ลูกศิษย์หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อเร่งให้ทุกคนใช้เวลาทุกนาทีให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติและประเทศชาติ พระราชดำรัสนี้เมื่อเวลาผ่านไปและหวนกลับมาคิดถึงก็จะรู้สึกสะเทือนในหัวใจของทุกคน เพราะดูราวกับว่าจะทรงรู้พระองค์ว่าทรงมีเวลาไม่มากนักสำหรับที่จะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ความเร่งรีบในทุกพระภาระที่ทรงปฏิบัติเพื่อความรุ่งเรืองมั่นคงของกิจการแพทย์ น่าจะเป็นพยานยืนยันถึงความมุ่งหวังผลสำเร็จในเวลาที่ยังทรงดำรงพระชนมชีพในโลกมนุษย์ เพราะ“—เมื่อมันล่วงไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก—”

สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อทรงเจริญพระชันษาโปรดให้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาทหารเรือที่ประเทศเยอรมนี ครั้นสำเร็จการศึกษาโปรดเข้ารับราชการในกองทัพเรือไทย ทรงมุ่งมั่นในการที่จะทำให้กองทัพเรือไทยเจริญรุ่งเรืองเท่าเทียมอารยประเทศ แต่เกิดความขัดข้องคับพระราชหฤทัยอันเนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพเรือ ดังที่สมเด็จกรมพระยาชัยนาททรงเล่าไว้ว่า

“—กองทัพเรือไทยในเวลานั้นมีเรือน้อย เกือบจะเรียกกองทัพเรือไม่ได้จริงๆ เจ้าฟ้ามหิดลมีนิสัยเป็นทหารจริงๆ จึงรู้สึกคับพระทัย ทรงคิดถึงเรื่องเรือรบเป็นอันมาก ท่านสนพระทัยในเรือเล็กๆ ที่ไทยน่าจะมีไว้มาก—”

ขณะที่ทรงกำลังผิดหวังกับพระราชประสงค์ในการที่จะทำประโยชน์ให้กองทัพเรือไทยนั้น สมเด็จกรมพระยาชัยนาทฯ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัยและโรงพยาบาลศิริราช พระภาระสำคัญคือการพัฒนาสถาบันทั้งสองให้รุ่งเรืองและมั่นคง จึงทรงชี้ให้เห็นถึงวิถีทางอื่นในอันที่จะสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากิจการทหาร นั่นคือกิจการแพทย์ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สำคัญประการหนึ่ง เพราะบ้านเมืองจะเจริญมั่นคงไม่ได้อย่างแน่นอนหากประชาชนมีสุขภาพพลานามัยไม่สมบูรณ์อ่อนแอจนไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆ ได้ และยิ่งเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นในความยากลำบากของผู้เจ็บป่วยที่ต้องการการรักษาแต่ขาดแคลนทั้งแพทย์ผู้รักษา อาคารสถานที่ ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์

จึงตัดสินพระราชหฤทัยที่จะหันมาช่วยพัฒนากิจการแพทย์และสาธารณสุขให้เจริญมั่นคงเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ…

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 26 สิงหาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...