ปลัดคลังไขข้อข้องใจ กรณี กยศ. หักเงินเดือน 3 พันบาท-ยอดหนี้ไม่ตรง
ปลัดกระทรวงการคลัง แจง คำนวนหนี้ตามกฎหมาย กยศ. ฉบับใหม่ ไม่ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้น แต่ช่วยลดยอดหนี้ เบี้ยปรับ ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ชวนกลุ่มโดนหักเงินเดือน 3,000 บาท เร่งปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค. 68 เพื่อยกเลิกยอด 3,000 บาททันที แนะเช็กยอดหนี้ที่ถูกต้องผ่านเว็บกยศ.
16 พ.ค. 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การใช้กฎหมาย พ.ร.บ. กองทุนกู้ยืมฯ ฉบับใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ปี 66 เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ และช่วยทำให้หนี้ของผู้กู้ยืมลดลงได้จริง ไม่ได้ทำให้หนี้สูงขึ้นอย่างที่มีการเข้าใจผิด เนื่องจากกฎหมายใหม่มีการปรับสูตรคำนวณหนี้ใหม่ ลดเบี้ยปรับ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้กู้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทำให้ยอดหนี้ลดลง ผ่อนได้ยาวขึ้น และผ่อนชำระต่อเดือนน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญยังทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากการรับผิดชอบในการค้ำประกันอีกด้วย
ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อ 30 ก.ย.67 ทางกยศ.ได้คำนวณยอดหนี้ของผู้กู้ตามกฎหมายฉบับใหม่ ที่มีการตัดเงินต้นก่อน ตามด้วยดอกเบี้ย และเบี้ยปรับทั้งหมด 3.8 ล้านบัญชี พบว่า
- มีกลุ่มคนที่ผ่อนเกินจะได้เงินคืนถึง 2.86 แสนบัญชี วงเงิน 3,399 ล้านบาท
- มีกลุ่มที่มียอดหนี้ลดลง 3.54 ล้านบัญชี ยอดหนี้ลดลง 46,225 ล้านบาท
- มีกลุ่มมีหนี้เท่าเดิม 755 บัญชี
- มีกลุ่มที่สามารถปิดบัญชีได้ 80 บัญชี
อย่างไรก็ตามแนะนำให้ผู้กู้ยืมตรวจสอบสถานะของตนเองได้ที่เว็บไซต์กยศ. โดย
- กลุ่มคนที่ผ่อนเกินสามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนที่เว็บไซต์กยศ. และกยศ. จะคืนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีกับบัตรประชาชน
- กลุ่มที่มียอดหนี้ สามารถชำรหนี้ได้ตามปกติ
- กลุ่มมีหนี้เท่าเดิม สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านเว็บไซต์กยศ. โดยผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งที่กยศ. ยังไม่ฟ้องคดีและฟ้องคดีแล้ว หรืออยู่หระหว่างบังคับคดี มีสิทธิ์ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกราย
- กลุ่มที่สามารถปิดบัญชีได้ 80 บัญชี
“จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายใหม่ทำให้ผู้กู้ยืมได้ประโยชน์จริง”
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีความขัดข้องทางเทคนิคในการแสดงยอดหนี้ในแอปฯ กยศ. และ ในเว็บไซต์ไม่ตรงกัน จนทำให้ผู้กู้ยืมเกิดเข้าใจผิด โดยตัวเลขยอดหนี้ที่ปรากฏในแอปฯ กยศ. เป็นยอดที่ไม่ได้อัปเดตเป็นปัจจุบัน ทำให้ผู้กู้เห็นยอดหนี้ที่มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้กู้ยืมเช็กตัวเลขยอดหนี้ล่าสุด ผ่านทางเว็บไซต์ กยศ. https://www.studentloan.or.th/ เท่านั้น เนื่องจากเป็นยอดหนี้หลังการคำนวณตามสูตรใหม่เสร็จ ซึ่งเป็นยอดที่แท้จริง ขณะเดียวกัน กยศ.กำลังเร่งปรับปรุงข้อมูลในแอปฯ ให้ตรงกันด้วย
“ปัจจุบัน คนเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ กยศ.ยังไม่เยอะจาก 3.8 ล้านบัญชี เพิ่งมีเข้ามาปรับโครงสร้างเพียง 5.98 แสนราย จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้กู้ยืมเร่งเข้ามาติดต่อกับ กยศ.เพื่อเร่งปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งทำได้ทั้งแบบกระดาษ รวมถึงออนไลน์ ซึ่งจะทำให้หนี้ และการผ่อนลดลงแน่นอน”
นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกบังคับหักบัญชี 3,000 บาทที่เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย. 68 ขอแนะนำให้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ หากดำเนินภายในวันที่ 24 พ.ค.68 ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องหัก 3,000 บาททันทีในสิ้นเดือน พ.ค. 68
ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีผู้กู้ถูกแจ้งหักเงินเดือน 5.1 แสนบัญชี แต่มีคนเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 2.5 แสนราย เหลืออยู่ 2.6 แสนรายที่ยัง และต้องถูกหักเงินเดือน 3,000 บาทอยู่
“ตัวอย่างจริงของลูกหนี้ที่เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ เดิมเป็นหนี้ กยศ. ถึง 279,445 บาท มีภาระผ่อนต่อเดือน 1,620 บาท และหักเพิ่มอีกเดือนละ 3,000 บาท แต่เมื่อผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ยอดหนี้ใหม่เหลือเพียง 84,959 บาท ชำระต่อเดือน 480 บาทเท่านั้น โดยไม่ถูกหัก 3,000 บาทด้วย”
ส่วนกรณีการคืนเงินให้แก่ผู้กู้ยืมที่ชำระเกิน ภายหลังจากที่มีการคำนวณยอดหนี้ใหม่เสร็จสิ้น เบื้องต้นมีผู้ได้สิทธิรับเงินคืน 2.86 แสนราย คิดเป็นเงิน 3,399 ล้านบาท โดยในปี 67 ก.ย.ศ. ได้จ่ายคืนแล้ว 1,420 บัญชี คิดเป็นเงิน 44.5 ล้านบาท ส่วนปี 68 มีแผนคืนอีก 71,591 บัญชี วงเงิน 838 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้คืนได้แล้ว 1,182 บัญชี 29 ล้านบาท
“สาเหตุที่คืนล่าช้าเพราะผู้กู้ยืมแจ้งขอประสงค์รับเงินคืนน้อย ล่าสุดมีแจ้งขอคืน 26,463 ราย 426 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นขอให้ผู้กู้ยืมเข้าไปตรวจเช็กข้อมูลชำระหนี้ที่เว็บไซต์ ซึ่งกองทุนพร้อมจะคืนเงินให้ทันที สำหรับแนวทางในการติดตามทวงหนี้ ยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงโควิดมา กยศ.ยังไม่มีการฟ้องหรือบังคับคดี ยกเว้นคดีที่ใกล้หมดอายุความเท่านั้น”