โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พรเทพ” ชี้ธุรกิจกอล์ฟแข่งดุ วอนรัฐหนุนงบฯจัดแมตช์ใหญ่ดึงต่างชาติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 มี.ค. 2566 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2566 เวลา 13.17 น.

“สยามคันทรีคลับ” พัทยา วอนรัฐบาลจัดสรรงบประมาณหนุนภาคเอกชนจัดแข่งขัน “กอล์ฟแมตช์ใหญ่” ระดับประเทศ หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวไทย เผยช่วงไฮซีซั่นชาวต่างชาติ “เกาหลี-ยุโรป-ญี่ปุ่น” บินยกก๊วนแห่บินมาตีกอล์ฟเมืองไทยเพียบ ทำพัทยาเงินสะพัด ชี้ธุรกิจท่องเที่ยวสนามกอล์ฟข้ามชาติแข่งเดือด ไทยมีคู่แข่งสำคัญ ทั้ง “จีน-เวียดนาม-อินโดนีเซีย”

ดร.พรเทพ พรประภา ประธาน บริษัท สยามคันทรีคลับ จำกัด จังหวัดชลบุรี ซึ่งดำเนินธุรกิจสนามกอล์ฟในกลุ่มสยามกลการ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง รัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศ ทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาตีกอล์ฟในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งที่เข้ามาตีกอล์ฟมากที่สุดเป็นประเทศเกาหลีใต้ รองลงมาเป็นกลุ่มยุโรป และญี่ปุ่นตามลำดับ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักกอล์ฟที่เคยเข้ามาใช้บริการช่วงก่อนเกิด
โควิด-19 ในปี 2562 ยังถือว่ามีจำนวนกว่าประมาณ 30%

ปกติธุรกิจการท่องเที่ยวสนามกอล์ฟเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 18-19% หากย้อนกลับไปดูสถิติมูลค่าการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวสนามกอล์ฟของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า ปี 2545 มีมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านบาท ปี 2553 เพิ่มเป็น 4,420 ล้านบาท และปี 2565 เพิ่มเป็น 6,048 ล้านบาท

ดร.พรเทพกล่าวต่อไปว่า สนามกอล์ฟที่ได้รับความนิยมกระจายไปยังทุกภาคของประเทศ เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาท่องเที่ยวและตีกอล์ฟไปด้วย หากจัดอันดับสนามกอล์ฟที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุด อันดับหนึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รองลงมาเป็นภาคตะวันออกนิยมสนามกอล์ฟในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ส่วนภาคใต้เป็นสนามกอล์ฟในจังหวัดภูเก็ต ภาคตะวันตกเป็นสนามกอล์ฟใน
อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และภาคเหนือนิยมไปใช้บริการสนามกอล์ฟในจังหวัดเชียงใหม่

“เฉพาะภาคตะวันออกมีสนามกอล์ฟมากกว่า 30 แห่ง ทำให้แต่ละสนามกอล์ฟมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง และเมืองพัทยาถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีนักกอล์ฟเลือกเข้ามาใช้งานเป็นอันดับต้น ๆ ทำให้เงินสะพัดภายในจังหวัดค่อนข้างมาก โดยสยามคันทรีคลับมีสนามกอล์ฟอยู่ในพัทยา จ.ชลบุรีถึง 4 แห่ง ได้แก่ 1.สยามคันทรีคลับ โอลด์ คอร์ส 2.สยามคันทรีคลับ แพลนเทชั่น 3.สยามคันทรีคลับ วอเตอร์ไซด์ 4.สยามคันทรีคลับ โรลลิ่ง ฮิลส์” นายพรเทพกล่าว

นายพรเทพกล่าวต่อไปว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาดในธุรกิจท่องเที่ยวสนามกอล์ฟของบริษัท สยามคันทรีคลับ พยายามพัฒนาคุณภาพด้านการบริการ และคุณภาพภายในสนามกอล์ฟให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม ดูแลรักษาฐานลูกค้าเดิม และทำการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการ
“ปัจจุบันหลายประเทศทำธุรกิจท่องเที่ยวสนามกอล์ฟ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ดังนั้น รัฐบาลไทยควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการจัดการแข่งขันกอล์ฟแมตช์ใหญ่ระดับประเทศ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย” นายพรเทพกล่าว

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ททท.สำนักงานระยอง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศกลางปี 2565 สนามกอล์ฟ 6 แห่งในจังหวัดระยอง ได้แก่ อ.บ้านฉาง 5 สนาม และ อ.วังจันทร์ 1 สนาม มีนักกอล์ฟและเยาวชนเกาหลีและญี่ปุ่นเข้ามาจำนวนมาก คาดว่าปี 2566 นักกอล์ฟจะเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้นักกอล์ฟต่างประเทศเริ่มเข้ามามาก โดยเฉพาะเกาหลี หากเฉลี่ยจำนวนผู้ตีกอล์ฟแต่ละวันทั้งหมด 6 สนาม (อ.บ้านฉาง 5 สนาม และ อ.วังจันทร์ 1 สนาม) ประมาณวันละ 1,000 คน ค่าใช้จ่ายหัวละ 2,500-3,000 บาท

โดยช่วงเดือนมกราคม 2566 สนามกอล์ฟใน จ.ระยอง ทั้ง 6 สนามเต็มหมด และมี 3 สนามคือ ระยอง กรีนวัลเล่ย์ คันทรีคลับ, เซนต์แอนดรูวส์ 2000 และซิลค์กี้ โอ๊ค นักกอล์ฟเกาหลีออกรอบคนละ 2 รอบ เช้า-บ่าย รอบละ 18 หลุม รวม 36 หลุม รวม 3 สนาม เกือบ 2,000 รอบ/วัน ทำให้เม็ดเงินสะพัดมากขึ้น

นอกจากนี้ ททท.สนง.ระยอง มีโครงการทำโปรโมชั่นช่วงโลว์ซีซั่นที่นักกอล์ฟเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป กลับประเทศ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้นักกอล์ฟทั้ง 6 สนาม สนามละ 300 สิทธิ คาดว่าประมาณคนละ 1,100-1,150 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างสรุปตัวเลขเพื่อกระตุ้นให้กับนักกอล์ฟนอกพื้นที่ จ.ระยอง และชาวต่างประเทศให้เข้ามาใช้บริการที่พัก ร้านอาหารใน จ.ระยอง ในวันธรรมดา จะเริ่มคิกออฟเดือน มี.ค.-พ.ค.นี้ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่าย 3,000-5,000 บาท/คน

ปีนี้คาดว่าตัวเลขนักกอล์ฟต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น อัตราเข้าพักในโรงแรมสูงขึ้นจาก 43% (ม.ค.-ก.ค.) และ 50% (ม.ค.-พ.ย.) และคาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมา 2.3-3 ล้านคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...