ราษฎรตามกฎหมายไม่ใช่แรงงานต่างด้าว
สำนักข่าวไทย Online
อัพเดต 10 ก.พ. 2566 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2566 เวลา 06.40 น. • สำนักข่าวไทย อสมทกกต. 10 ก.พ.- “แสวง” เลขา กกต. ร่ายยาว ทำความเข้าใจคำว่า “ราษฎร” ตามกฎหมาย ที่มีทั้งคนไทยแท้ๆ คนที่ได้สัญชาติตามกฎหมาย ไม่ใช่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ตัดพ้อพูดจริงก็ไม่มีคนเชื่อ
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ถูกโจมตีว่านำต่างด้าวมาคำนวณในการเทียบจำนวน ส.ส.ในแต่ละพื้นที่เขตเลือกตั้ง ว่า คำว่าจำนวนราษฎร กับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นต่างกัน ซึ่งชาวไทยตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งเราต้องดูว่าประชาชนคนไทย ระบุหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญนั้น คนไทยทุกคนก็ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ทางการเมืองที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดคุณสมบัติอย่างน้อยดังนี้ 1.คุณจะต้องเป็นคนไทย 2. ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามกฎหมายไม่ได้บอกว่าให้เอาผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาคำนวณ แต่ให้นำจำนวนราษฎรทั้งประเทศ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย โดยนายทะเบียนราษฎรกลาง ซึ่งคำว่า “ราษฎร” ตามกฎหมายมี 2 ประเภท คือ 1.คนที่เป็นคนไทยแท้ๆ มีเลข 3 นำหน้าในบัตรประชาชน 2.คนต่างด้าวที่เป็นบุคคลประเภทที่ 8 เข้าตามเงื่อนไขของกฎหมายไทย คนที่ กกต.เอามาคำนวณเทียบจำนวน ส.ส.นั้น ไม่ใช่แรงงานพม่าที่มาทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ตามบ้าน เขาไม่มีสิทธิ์อยู่แล้ว หรือแรงงานตามโรงงาน แม้จะเข้าเมืองโดยถูกกฎหมาย แต่ไม่เข้าเงื่อนไข 2 ข้อข้างต้น จึงไม่อยู่ในประเภทราษฎรตามกฎหมายนี้
“สงสัยว่าถ้าอย่างนั้นแทนที่คุณจะไปด่ากระทรวงมหาดไทย ว่าทำไมคุณประกาศคนต่างด้าวเป็นราษฎร แต่กลับมาด่ากกต. ที่เอาข้อมูลกระทรวงมหาดไทยมาคำนวณจำนวน ส.ส.แต่ละพื้นที่ เราเข้าใจว่าเราไม่น่าเชื่อถือ พูดจริงคนก็ไม่เชื่อ เมื่อมีคนพูดทำให้คนสับสนเหมือนกับบอก ว่า นำแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว เขมร ที่มาทำงานแม่บ้าน มาคำนวณด้วย” นายแสวงกล่าว
เลขาธิการ กกต. กล่าวอธิบายเพิ่มเติม ว่า ส่วนแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้อง แต่ไม่เข้าเงื่อนไข 2 อย่าง คือ ไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของประเทศนั้นกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง จะพิจารณาอนุญาตด้วยความเข้มงวดมาก ในการออกเลขประจำตัว 13 หลักให้ เพื่อใช้ควบคุมคน บอกตัวตนของบุคคล ซึ่งกรณี “โค๊ชเช” โค้ชยิมนาสติกไทย ก็อยู่ในประเภทบุคคลที่ได้ใบสำคัญคนต่างด้าวนี้ หลังจากนั้นขอแปลงสัญชาติเกาหลีเป็นสัญชาติไทย จะเป็นบุคคลที่มีตัวเลข 8 เป็นตัวแรกในบัตรประชาชน และได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองไทยโดยมีทะเบียนบ้านในไทย (บุคคลประเภทที่ 8) แต่เลข 13 หลัก ยังคงเป็นเลขเดิม
“ไม่ใช่พูดจาส่งเดช ว่าเอาแรงงานต่างด้าวมาคำนวณ ซึ่งพูดให้คนสับสน คนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้อง แต่ไม่มี 2 อย่างคือ ไม่มีเลข 13 หลัก ตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดภูเก็ต มีคนอาศัยอยู่จำนวนล้านคน แต่ กกต.คำนวณ ส.ส.เทียบจากราษฎรแค่ 400,000 คน คนพวกนั้นเขาเข้ามาทำงาน โดยเป็นคนที่ได้รับการอนุญาตให้มาทำงาน ในประเทศ แต่ไม่เป็นราษฎรตามกฎหมาย เพราะขาดคุณสมบัติ 2 ข้อข้างต้นดังกล่าว ในขณะเดียวกันคนต่างด้าวจำนวนมากมาอาศัยอยู่เมืองไทยเป็นเวลานาน 10-20 ปี แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทยก็มีจำนวนมาก แต่เมื่อลูกของเขาเกิดมาก็จะได้สัญชาติไทยทันทีตามหลักกฏหมายดินแดน นั้น กรณีนี้พ่อแม่ของเขาก็มีสถานะเป็นราษฎร ซึ่งข้าราชการหลายคนก็อยู่ในกลุ่มนี้
ต่อข้อถามว่าที่บอกว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ยอมคือมีเห็นตาม กกต. ใช่หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ไม่ใช่ ที่บอกว่านายวิษณุยอม คือเราทำตามกฎหมายแล้วท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร คือคนที่สื่อไปถึงท่าน เหมือนจะบอกว่าคนต่างด้าว คือคนที่เราเห็นทั่วไป ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะข้าราชการหลายคนที่เกิดในเมืองไทยแต่พ่อแม่เป็นคนจีนหรือเป็นต่างด้าว เพราะไปขอสัญชาติไม่ได้ แต่ถ้าหากเขาขอสัญชาติได้ ก็จะเป็นบุคคลประเภทที่ 8 เหมือนโค้ชเช ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.บัตรประชาชน ก็จัดว่าเขาเป็นราษฎรตามกฎหมายของเรา แต่สำหรับคนที่ทำงานแม่บ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทยที่ต้องมีใบอนุญาติทำงานในประเทศไทย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่ได้เลข 13 หลัก และไม่มีทะเบียนบ้านในเมืองไทย คนกลุ่มนี้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มราษฎรตามกฎหมาย .- สำนักข่าวไทย