ทำไมเรากลัว 'ทุนจีน' แต่ไม่กลัว'จักรวรรดินิยมตะวันตก'
ในขณะที่คนไทยกำลังผวากับการไหลทะลักของทุนจีน คนจีน รถจีน หมาล่าจีน ไอศกรีมจีน ฯลฯ มี "ข่าวใหญ่" ข่าวหนึ่งที่ทำให้ผมต้องร้อง "ห๊ะ?"
คือข่าวที่บอกว่ามี "ทุนจีน" โผล่มาตั้งร้านค้า "กลางย่านทำเลทอง" ของโคราช
คนเห็นข่าวก็ด่าทอกันใหญ่ว่า รัฐบาลตาบอดหรือไงถึงปล่อยให้พวกจีนรุกรานเศรษฐกิจเรา
แต่เมื่อผมอ่านข่าวดีๆ ก็พบว่าไอ้ทุนจีนที่เข้ามาบุกโคราช เป็นร้านสะดวกซื้อขายของจีนแค่ร้านเดียว ซึ่งเป็นร้านประเภทเดียวกับที่ผมชอบไปซื้อของจีนบ่อยๆ
ครับ ผมชอบซื้อของจีน พวกชาจีนที่หายาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คนไทยไม่รู้จัก และของกระจุกกระจิก (เช่นพริกหมาล่า) ราคาไม่ถึงร้อย
ผมอุดหนุนร้าน "สินค้าจีน" พวกนี้เพราะเมืองไทยไม่มี ถ้าวันไหนเมืองไทยมีสินค้าเฉพาะที่ทำขายแข่งจีนได้ ผมก็จะซื้อของจากไทย แต่ไม่คิดว่าไทยจะมีหรอก เช่นเดียวกันกับคนจีน ก็คงไม่คิดจะผลิตบะหมี่รสต้มโคล้งขายที่เมืองจีน เพราะมันไม่ถูกปากเขา
การค้าขายมีทั้งการขายของแบบเดียวกันเพื่อแข่งกันให้ตายไปข้างหนึ่ง กับการขายในสิ่งที่ตลาดนั้นไม่มี
ดังนั้นกรณีร้านค้าที่โคราช ผมเห็นแล้วขำเพราะเป็นข่าวกระต่ายตื่นตูมแท้ๆ กะอีแค่ร้านค้าร้านเดียวที่ขายของที่ไม่มีในไทย แถมสภาวะการเป็นคู่แข่งกันในตลาดนั้นก็ยังไม่มีอีก นักข่าวก็ยังเอามาประโคมกัน
ในขณะที่เรากลัว "ทุนภายนอก" ขายของที่คนไทยไม่ได้เป็นคู่แข่งด้วย เราควรกังวล "ทุนภายใน" ที่แข่งขายของประเภทเดียวกันเองจะดีกว่า
และควรตระหนักด้วยว่า ในหลายกรณี "ทุนไม่มีเชื้อชาติ" เพราะสรณะสูงสุดของมันคือ "กำไร" นายทุนในบ้านเราหลายๆ ทุนจึงไม่คิดสงสารทุนชาติเดียวกันเอง ลักษณะแบบ "ทุนไทย" กับ "ทุนจีน" จึงไม่ต่างกัน
แต่เมื่อคิดอีกที ก็รู้สึกว่านี่อาจเป็นการปั่น "ความกลัวจีน" (Sinophobia) ซึ่งเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ส่วนไทยก็มีอยู่บ่อยๆ
ความกลัวจีนมันก็มีส่วนให้กลัวจริงๆ และที่กลัวเพราะถูกปั่นขึ้นมา ที่กลัวจริงๆ ก็เช่นกลัวว่าทุนจีนจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจในประเทศ
ส่วนที่กลัวเพราะถูกปั่น ก็เพราะมีศัตรูของจีนบางพวกยุแยงให้ขยะแขยงทุนจีน เพราะกลัวว่าทุนจีนจะเข้ามาแทนที่ทุนของตน
ดังนั้น คนไทยที่ยังไม่ผวาจนเสียสติ (ในการพิจารณาด้วยเหตุผล) ควรพิจารณาก่อนว่าทุนจีนคุกคามชีวิตหรือไม่ หรือว่าแท้จริงแล้วมันเป็นคุณต่อเรา
เพราะถ้าผวาจนเสียเหตุและผล ก็จะตกเป็นเหยื่อของเกมที่เรียกว่า Grand strategy ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งผมขอเรียกว่า "จักรวรรดินิยม"
ทำไมถึงเรียก "จักรวรรดินิยม" (Imperialism)? บางคนอาจท้วงว่านี่มันภาษาเวิ่นเว้อ ฟังแล้วโบราณล้าหลัง
โปรดทราบว่าคำว่า "จักรวรรดินิยม" ไม่มีวันล้าหลัง และมันกระทบต่อชีวิตของพวกท่านแล้วในเวลานี้
การล่าดินแดนมันจบไปแล้ว ในเวลานี้คือการครอบงำเนียนๆ ผ่าน "ทุน" และการยึด "ตลาด"
คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าจักรวรรดินิยมหมายถึงการที่ประเทศมหาอำนาจไปยึดบ้านเมืองอื่นมาเป็นเมืองขึ้น แล้วกอบโกยทรัพย์สินของเมืองขึ้นนั้นไปจนหมด
ความจริงลัทธิล่าเมืองขึ้นก็ยังไม่จบสิ้นไป เพียงแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกมหาอำนาจตะวันตกไม่สามารถรักษาเมืองขึ้นไว้ได้อีก เพราะเมืองขึ้นสู้กลับ และตัวเองก็อ่อนแอจากสงคราม จึงยอมให้เอกราชอาณานิคมเหล่านั้น
แต่โปรดทราบว่า อาณานิคมพวกนั้น (ซึ่งมักอยู่ในแอฟริกาและมั่งคั่งด้วยทรัพยากร) เป็นเอกราชแต่ในนาม ในทางเศรษฐกิจ ประเทศพวกนี้ต้องยอมให้ "ประเทศเจ้านายเก่า" ควบคุมทรัพยากรของชาติเอาไว้ในรูปของการบังคับให้ปล่อยสัมปทานแบบนานหลายชั่วโคตร
ประเทศเจ้าอาณานิคมเก่าจึงยังรวยเอาๆ เพราะปล้นทรัพยากรจากอาณานิคมเก่าแบบนี้ ตัวอย่างชัดๆ คือฝรั่งเศสทำกับประเทศแอฟริกาตะวันตกและแถบซาเฮล (ชายขอบทะเลทรายซะฮารา) อันร่ำรวยไปด้วยยูเรเนียม ทองคำ เพชร และแร่ธาตุสำคัญทางเศรษฐกิจ
ถามว่าทำไมประเทศพวกนี่ที่ได้เอกราชมาแล้วแท้ๆ ถึงยอมฝรั่ง? คำตอบคือพวกชนชั้นนำแบ่งผลประโยชน์กับฝรั่ง ฝรั่งก็จะคอบคุ้มครองทางการทหารและการเมืองโลก (ไม่มีใครกล้าแตะ) ชนชั้นนำพวกนี้ก็จะครองอำนาจยาวๆ ไป ประเทศตัวเองก็จนไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่รวยทรัพยากรแท้ๆ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ และกำลังดำเนินอยู่ด้วยซ้ำ เรียกว่า "ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่" (Neocolonialism) หรือจักรวรรดินิยมใหม่ก็ได้ แต่จักวรรดินิยมใหม่มีลักษณะที่ต่างออกไป
จักรวรรดินิยม คือการที่ประเทศใหญ่สั่งสมทุนปริมาณมหาศาล จนผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีที่ปล่อยสินค้า ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ทุนงอกเงยด้วยกำไร จึงต้องผลิตไปเรื่อยๆ การผลิตไปเรื่อยๆ จะต้องอาศัยทรัพยากร
ด้วยเหตุนี้ ประเทศใหญ่จึงต้อง "บุก" ประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า เพื่อหาตลาดใหม่ๆ ในการระบายสินค้า และเพื่อแสวงหาทุนใหม่ๆ
ในเวลาเดียวกันธุรกิจของประเทศจักรวรรดินิยมก็จะย้ายมายังประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
และในเวลาเดียวกัน จักรวรรดินิยมก็จะ "เหยียบตีนกัน" เพราะแย่งตลาดกันเอง บางครั้งทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อใส่กัน (เช่น บอกว่าประเทศ A หรือ B มันเลวอย่างนั้นมันโกงอย่างนี้)
บางครั้งก็ปะทะกันตรงๆ เช่น จีนเข้าไปแทรกตัวในประเทศแอฟริกาเพื่อ "ปลดปล่อยอาณานิคมใหม่" จากพวกฝรั่ง ด้วยการให้เงินช่วยเหลือและสร้างสาธารณูปโภคให้ ส่วนรัสเซียถึงกับส่งกองกำลังรับจ้างไปช่วยทำสงครามปลดปล่อยจากฝรั่งให้ด้วยซ้ำ เช่นที่ประเทศมาลี (เขตอิทธิพลของฝรั่งเศสแต่เดิม) ในเวลานี้ แน่นอนว่า รัสเซียคงไม่ได้ช่วยฟรีๆ หรอก
เพราะการทับซ้อนกันของผลประโยชน์ทำให้พวกนี้ต้องพยายาม "หาพวก" หรือเรียกว่าการสร้าง "อาณาบริเวณอิทธิพล" (spheres of influence) คือแย่งกันว่า "นี่ตลาดข้า" หรือ "นี่เป็นแหล่งทรัพยากรของข้า"
ดังนั้น เราจึงเห็นโพลสำรวจความเห็นจำพวก "ประเทศไหนที่เป็นมิตรกับจีนมากกว่า" และ "ประเทศไหนที่เป็นฝ่ายเชียร์สหรัฐฯ" โพลพวกนี้คือดัชนีชี้วัด spheres of influence ของพวกจักรวรรดินิยมนั่นเอง และโพลเดียวกันนี่เองก็ใช้ชี้นำความเห็นของคนในประเทศเหล่านั้นด้วย
นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วที่ไทยเป็น spheres of influence ของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และขายสินค้าที่ญี่ปุ่นผลิตในไทย จนกระทั่งในช่วง 14 ตุลาฯ 2516 ขบวนการนักศึกษาประชาชนถึงต่อต้าน "จักวรรดินิยมญี่ปุ่น" เพราะผูกขาดอำนาจเหนือเศรษฐกิจไทย
ใครอยากรู้ว่าจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นทรงพลังแค่ไหน โปรดอ่านหนังสือชื่อ Japan's Commercial Empire ของ Jon Woronoff (เป็นต้น)
แต่ต่อมาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นลูกน้องตะวันตกแท้ๆ ใหญ่โตเกินหน้าลูกพี่ จึงถูกตัดตอนจากมาตรการต่างๆ เช่น Plaza Accord ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มทรุด และพังลงเพราะฟองสบู่ในประเทศตัวเองด้วย ทำให้จักรวรรดินิยมญี่ปุ่นหมดสภาพ
แต่ที่ญี่ปุ่นยังยืนไหวก็เพราะได้ "อาณานิคมทางเศรษฐกิจ" ในเอเชียที่ช่วยค้ำอุตสาหกรรมหนักให้ เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นไม่มีวี่แววจะกระเตื้องขึ้น แถมยังหยุดสร้างนวัตกรรมเอาดื้อๆ ส่วนเศรษฐกิจไทยก็แย่ลงไปด้วย จนกระทั่งจีนเข้ามาในเวทีอำนาจ
จีนค่อยๆ แกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถูกมองว่าเป็นจักรวรรดินิยม จนกระทั่งหลังทศวรรษที่ 2010 ชาติตะวันตกก็เริ่มวาทกรรมให้คนเข้าใจว่าจีนกำลังล่าอาณานิคม (ในแอฟริกา) เพื่อหาแหล่งทรัพยากร และเอาประเทศอื่นเป็นเมืองขึ้นผ่านกับดักหนี้ (เช่นในเอเชีย) เพื่อใช้ประเทศพวกนี้รองรับทุนและระบายสินค้า
นับแต่นั้นความกลัวจีน หรือ Sinophobia ก็รุนแรงขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงในไทย
มาถึงตอนนี้หลายคนอาจจะถามว่า "อ้าว ทุนจีนมันก็จักรวรรดินิยมนี่หว่า" ครับ มันก็คือจักรวรรดินิยมเหมือนกัน และเราควรกลัวมันเช่นกัน
แต่การเลือกกลัวจักรวรรดินิยมจีนโดยอ้าแขนรับจีกรรวรรดินิยมอื่นๆ จะเป็นการทำลายกลไกดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของไทยเอง
และทำให้ไทยกลายเป็น "เบี้ย" ของพวกจักรวรรดินิยมอื่นแบบไม่รู้ตัว คนไทยที่ภูมิใจกันว่า "เรานี่เก่งเรื่องการทูต" ไม่มีวันตกเป็นเมืองขึ้นใคร โปรดทราบว่า กองทัพจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจกำลังจะเขมือบหัวเราอยู่แล้ว
ผมกำลังจะบอกอะไร? ผมกำลังจะบอกว่าในเมื่อพวกจักรวรรดินิยมมันตีกันแบบนี้ เราก็ควรจะใช้ประโยชน์จากการตบตีกันอย่างชาญฉลาดเข้าไว้ เช่น ทุนตะวันตกก็ต้อนรับ ทุนจีนก็เปิดบ้านให้ ทุนญี่ปุ่นก็รั้งไว้อย่าให้หนี
จากนั้นก็ถ่วงดุลให้ด้วยมาตรการต่างๆ เหมือนกับที่เราเก่งเรื่องถ่วงดุลทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศทำดีแล้วครับ แต่นี่เป็นสงครามจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ มันจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงค้าๆ ขายๆ และหน่วยงานจำพวกนั้น
ในเวลานี้ผมเห็นว่าการถ่วงดุลล้มเหลว และคนไทยกำลังทะเลาะกันว่า "ทุนจีนดี" อีกคนก็บอกว่า "ตะวันตกสิวะดีกว่า" ดังนั้นกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังทำงานไม่ดี เพราะบ้านเมืองกำลังแตกแยก
โปรดมองด้วยภาพใหญ่ของการทำ "ยุทธศาสตร์ใหญ่" ระหว่างมหาอำนาจ อย่าได้มองด้วยสายตาอันจิ๊บจ๊อยเป็นอันขาด
ป.ล.
ผมแปลกใจกับข่าวสำเพ็งถูกทุนจีนยึดไปแล้ว คนไทยแสดงความเห็นราวกับเราเสียแผ่นดินไปแล้ว แต่วันที่เขียนบทความนี้ ผมไปเดิน MBK เห็น "ทุนแขก" คือพวกตะวันออกกลางกับเอเชียใต้เต็มไปหมด กลับไม่เห็นใครจะร้องแรกแหกกระเชอกับคนเหล่านี้
อีกเรื่องก็คือ ถ้าจะด่าทุนจีน ควรจะถ้าพวกนอมินีคนไทยกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ละเมิดกฎหมายด้วย เพราะปรบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอกครับ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
TOPSHOT - ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2023 แสดงให้เห็นช่างเทคนิคกำลังดำเนินการทดสอบผลิตภัณฑ์วัสดุใหม่ที่ห้องปฏิบัติการวิจัยของบริษัท Ningbo Shuxiang New Materials ในหนิงปัว มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน (ภาพถ่ายโดย AFP) / CHINA OUT