โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Tokopedia-Shopee-Lazada แห่ขึ้น ค่าคอมมิชชัน หวังดึงกำไร ขณะแข่งขันดุเดือด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ก.ย 2567 เวลา 17.31 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2567 เวลา 08.28 น.

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Tokopedia Shopee Lazada และ TikTok แห่ขึ้น ค่าคอมมิชชัน จากผู้ค้า หวังดึงกำไรเพิ่ม หลังการแข่งขันดุเดือดในตลาดอาเซียน

วันที่ 26 กันยายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ค้า ในขณะที่พยายามเพิ่มผลกำไรในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากลำบากและการแข่งขันสูง

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น ช้อปปี้ (Shopee) โทโกพีเดีย (Tokopedia) และ ลาซาด้า (Lazada) มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มอัตรา ค่าคอมมิชชัน ที่เรียกเก็บจากผู้ขาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มรายได้ เนื่องจากการเติบโตของยอดขายชะลอตัวลง ในขณะที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อของตามหน้าร้านค้าอีกครั้ง หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

HSBC Global Research ระบุว่า ในวันที่ 16 ก.ย. Tokopedia ของอินโดนีเซีย ได้ปรับขึ้นค่าคอมมิชชันขึ้นสู่ระดับ 10% ของราคาขาย โดยขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และประเภทของร้านค้า โดยก่อนหน้านี้ ค่าธรรมเนียมสูงสุดอยู่ที่ระดับ 6.5% ทางด้าน Shopee ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ซี (Sea) ของสิงคโปร์ ก็ได้ปรับเพิ่มค่าคอมมิชชันในอินโดนีเซีย ขึ้นเป็นตั้งแต่ 4.25% ถึง 8% จากเดิมที่ระดับที่ 3.5% ถึง 6.5%

ทั้ง Tokopedia และ Sea ต่างไม่ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว

นายไค หวัง นักวิเคราะห์อาวุโสของ Morningstar กล่าวว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าอาจไม่พอใจกับการปรับขึ้นค่าคอมมิชชัน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อกำไร อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าอาจมีไม่มีทางเลือ หากต้องการเพิ่มกำไรโดยรวม

รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บรรดาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ต่างปรับค่าธรรมเนียมอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันคู่แข่ง โดยหลังจากที่ Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในมาเลเซียในเดือนก.ค. นั้น Lazada และ ติ๊กต๊อก ช็อป (TikTok Shop) ก็ปรับขึ้นตามอย่างรวดเร็ว

HSBC รายงานว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์มต่างมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงผลกำไร ด้วยการรักษาวินัยในอุตสาหกรรมในโครงสร้างค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ผู้ค้าบางรายพิจารณาทางเลือกอื่น

ด้าน นายเจียงกาน หลี่ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Momentum Works กล่าวว่า แม้ว่าบรรดาผู้ค้าจะไม่พอใจเป็นจำนวนมาก แต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรดาร้านค้ามากนัก

นับตั้งแต่ช่วงปี 2553 เป็นต้นมา แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Tokopedia, Lazada และ Shopee ได้เข้ามาครองตลาดในอาเซียนด้วยการเสนอส่วนลด โปรโมชั่น และค่าคอมมิชชันต่ำ เพื่อดึงดูดผู้ขายและลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังสิ้นสุดช่วงโควิด บวกกับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลักดันให้บริษัทเหล่านี้หาทางลดต้นทุน รวมถึงลดจำนวนพนักงานลงด้วย

การแข่งขันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2564 TikTok ได้เปิดตัวบริการอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมและอาศัยฐานผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้ TikTok เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสินค้าความงามและแฟชั่น นอจากนี้แล้ว TikTok ยังมีค่าคอมมิชชันที่ต่ำของ ซึ่งดึงดูดผู้ขายได้เป็นจำนวนมาก จนทำให้ Shopee ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคหันมาลงทุนในฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมที่คล้ายคลึงกันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้

ด้าน Tokopedia ซึ่งพยายามดิ้นรนเพื่อให้ทันกับ Shopee และ Lazada ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บริษัทและตัดสินใจขายหุ้น 75% ให้กับ TikTok ในเดือนธ.ค. 2566 และการเข้าซื้อกิจการเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี 2567

ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น แพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจที่มากกว่าแค่การขึ้นค่าคอมมิชชันและการเสนอโปรโมชั่น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Shopee ได้ร่วมมือกับ YouTube เพื่อเปิดตัวบริการช้อปปิ้งออนไลน์ใหม่ในอินโดนีเซีย โดยให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าที่เห็นบน YouTube ผ่านลิงก์ของ Shopee และคาดว่าความร่วมมือนี้จะขยายไปยังประเทศอื่น เช่น ไทยและเวียดนาม ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม นายหวังชี้ว่า เนื่องจากสินค้าจำนวนมากที่วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มดเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกัน และไม่แตกต่างกันมากนัก โดยหากแพลตฟอร์มใดมีกำไรมากเกินไป แพลตฟอร์มคู่แข่งก็อาจกลับมากระหน่ำเสนอส่วนลดและแรงจูงใจต่าง ๆ อีกครั้ง

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Momentum Works ระบุว่า ในปี 2566 นั้น Shopee ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 48% ในแง่ของยอดขายสินค้าออนไลน์รวม (GMV) ตามด้วย Lazada ที่ระดับ 16.4% ส่วน TikTok และ Tokopedia ครองส่วนแบ่งเท่ากันที่ 14.2%

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซึยน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...