โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เพิ่มพูน ชิดชอบ’ ฉายภาพปี68 สร้างความเชื่อมั่นการศึกษาไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2567 เวลา 05.19 น.

หมายเหตุมติชน สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงภาพรวมการพัฒนาการศึกษาในรอบปี 2567 และทิศทางการพัฒนาการศึกษาในปี 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน

•การเดินหน้านโยบาย ปี 2567 เรื่องใดบ้างที่มีความคืบหน้าและเห็นเป็นรูปธรรม?

นโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการคือ เรียนดี มีความสุข มุ่งเน้นการลดภาระของครูและนักเรียนเพื่อสร้างความสุขในระบบการศึกษา ซึ่งมีความเป็นรูปธรรมหลายเรื่อง เช่น การยกเลิกครูเวร การจัดหานักการภารโรง ถือเป็นการดำเนินการที่ตอบโจทย์นโยบาย ลดภาระครู ขณะเดียวกัน ยังลดงานเอกสาร ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (ว9/2564) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้การประเมินรวดเร็วขึ้น ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 3 เดือน เร็วสุด 17 วัน รวมทั้ง ลดค่าใช้จ่ายในการผลิต และทำเอกสาร ซึ่งเดิมมีค่าใช้จ่ายกว่า 20,000 บาทต่อคน สามารถตรวจสอบสถานะต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ลดช่องว่างไม่ให้มีการทุจริต มิติในส่วนนี้ ยังส่งผลไปถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งที่ผ่านมา ครูบางรายอาจตกเป็นเหยื่อผู้ที่มาแอบอ้างว่าจะช่วยให้การประเมินผ่าน มีการกู้เงินเพื่อไปจ่าย เกิดเป็นหนี้สิน

อีกนโยบายที่สำคัญคือ จัดให้มีระบบจับคู่การย้ายครูคืนถิ่น หรือ Teacher Matching System (TMS) สามารถจับคู่ครูที่มีความต้องการย้ายกลับถิ่นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้มีการประกาศใช้ระบบย้ายข้าราชการครู สังกัด ศธ. หรือระบบ Teacher Rotarion System (TRS) ซึ่งจะเข้ามาแทนที่การขอย้ายแบบเดิม ที่มีขั้นตอนยุ่งยาก

เรื่องที่น่าพอใจอีกอย่าง คือ การแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ศธ.ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง มีการจัดตั้งสถานีแก้หนี้ จำนวน 245 สถานีตามจำนวนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สถานีแก้หนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษา ประสานงาน และเจรจาหนี้อย่างใกล้ชิดในระดับพื้นที่ นับตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2567 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯแล้ว 7,762 ราย โดยสามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จแล้วรวม 1,391 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสีแดง ที่ถูกฟ้อง 83 ราย กลุ่มสีแดงที่ไม่ถูกฟ้อง 860 ราย และกลุ่มสีเหลือง คือ กลุ่มที่กำลังเป็นหนี้และขาดสภาพคล่อง 448 ราย ผลการดำเนินงานส่งผลให้มูลค่าหนี้สินที่ได้รับการแก้ไขสำเร็จรวมทั้งสิ้น 4,173 ล้านบาท การแก้ไขหนี้สินครู จะมุ่งให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ขาดสภาพคล่อง มีการทำความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 40 แห่งลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้ไม่เกินร้อยละ 4.75 ช่วยให้ครูกว่า 439,858 คน มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต มีการจัดอบรมพัฒนาทักษะทางการเงินของครูและนักเรียน ให้ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ามาอบรมผ่านโครงการนี้แล้วกว่า 3 แสนคน

•นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครองมีเรื่องใดบ้างที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม?

นโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime เริ่มคัดเลือกสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการเรียนรู้ จัดทำสื่อต้นแบบครอบคลุม 8 กลุ่มสาระ เช่าใช้ระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ รองรับทุกแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และในปี 2568 เตรียมจัดหาอุปกรณ์ให้กับนักเรียน นำร่องชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยให้เป็นโครงการยืมเรียน เมื่อจบการศึกษา ต้องส่งต่ออุปกรณ์ให้รุ่นน้องใช้ต่อไป นโยบายนี้ได้มีการพูดคุยกับโรงเรียนที่มีความพร้อม เช่น โรงเรียนพญาไท โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ฯลฯ ช่วยจัดทำสื่อการเรียนการสอน ให้โรงเรียนที่ขาดแคลนครู หรือไม่ชำนาญการในบางวิชาได้นำสื่อเหล่านี้ไปใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ที่มีการถ่ายทอดสดการสอนไปยังโรงเรียนใกล้เคียง เป็นการแบ่งปันทรัพยากร โดยตั้งใจจะนำโมเดลนี้ ไปใช้ในทุกจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู คาดว่า จะมีการของบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในนโยบาย Anywhere Anytime

อีกเรื่องที่ตัวผมพอใจ คือ นโยบายสุขาดี มีความสุข ซึ่งเกิดจากปัญหาสุขาในโรงเรียนที่ไม่มีมาตรฐาน เป้าหมายให้มีสุขาในโรงเรียน 29,000 แห่ง และจัดสรรงบให้โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนละ 10,000 บาท ใช้ปรับปรุงห้องน้ำให้สะอาด สะดวก ถูกสุขลักษณะสวยงาม ครูและนักเรียนใช้ร่วมกันได้ ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

•นโยบายหลักๆ จะมุ่งเน้นที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับการศึกษามากขึ้น?

ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก็อยากจะนำเทคโนโลยีมาใช้กับการศึกษาในหลายๆ ด้าน และเริ่มทำไปแล้วบางส่วน เช่น มิติของ Anywhere Anytime ก็มีความคิดที่อยากจะนำเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดเข้ามาใช้ในห้องเรียน เพื่อให้ครูที่สอนด้วยระบบการศึกษาทางไกลสามารถโต้ตอบกับนักเรียนในห้องเรียนได้ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปถึงการเรียน ในรูปแบบโฮมสคูล

•มีนโยบายใดบ้างที่ถือว่า ยังทำไม่สะเด็ดน้ำในปี 2567?

“การจัดระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต ซึ่งยังไม่เป็นไปตามที่คิด อีกเรื่องคือ ระบบเทียบโอนผลการเรียน ซึ่งได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นผู้ดำเนินการ แต่คิดว่ายังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร”

•ผลการดำเนินการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา?

“เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ของการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล โดย ศธ.ได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจ พบว่า มีเด็กนอกระบบการศึกษาวัยเรียน (อายุ 3-18 ปี) จำนวนทั้งสิ้น 1,025,514 คน แบ่งเป็นเด็กไทย 767,304 คน และเด็กต่างชาติ 258,210 คน ติดตามได้ 365,231 คน หรือคิดเป็น 47.60% ขณะที่ยังติดตามไม่ได้ 402,073 คน หรือคิดเป็น 52.40% สำหรับเด็กต่างชาติ สามารถติดตามได้ 31,816 คน หรือคิดเป็น 12.32% และยังติดตามไม่ได้ 226,394 คน หรือคิดเป็น 87.68%

ศธ.จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายและโครงการต่างๆ เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เช่น โครงการ 1 โรงเรียน 3 ระบบ ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เน้นกระบวนการ 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกัน, แก้ไข, ส่งต่อ และติดตามดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าเด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ

•การเดินหน้าศึกษาเท่าเทียม มีเรื่องใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ?

การสร้างโรงเรียนเครือข่ายในสังกัดเดียวกัน และต่อยอดไปยังสังกัดอื่น เช่น โรงเรียนสังกัด สพฐ.กับโรงเรียนเอกชน ซึ่งมิตินี้เกิดแล้ว ที่่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเดิมเรียกว่า โรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง แต่หลังจากเริ่มดำเนินจริงกลับกลายเป็นโรงเรียนเพื่อนที่คอยแบ่งข้อมูลความรู้ให้กันและกัน อีกทั้งยังมีโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ที่ ศธ.จะให้การสนับสนุนความพร้อมเชิงกายภาพ เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ สื่อการเรียนที่ทันสมัย เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างเครือข่าย ให้โรงเรียนคุณภาพ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ใช้ทรัพยากรร่วมกับโรงเรียนใกล้เคียง พร้อมสนับสนุนค่าพาหนะเดินทาง ให้นักเรียนโรงเรียนเครือข่ายจัดรถโรงเรียนรับ ส่ง สร้างความปลอดภัยในการเดินทาง โดยปัจจุบัน มีโรงเรียนคุณภาพสังกัด สพฐ. จำนวน 1,808 แห่ง

และผมยังคิดต่อยอดไปถึงการนำกลุ่มโรงเรียนในเครือเดียวกัน เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นต้น ให้มาช่วยถ่ายทอดความรู้ ไปสู่กลุ่มโรงเรียนอื่นๆ การแบบนี้จะส่งผลให้โรงเรียนในพื้นที่ได้พัฒนาไปตามโรงเรียนคุณภาพ เปรียบเสมือนการหย่อนเม็ดสีลงไปในน้ำที่จะค่อยๆ กระจายตัวไปจนทั่ว”

•การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือปิซ่า ปี 2025 มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหน?

ผมมีความมั่นใจ 1,000 เปอร์เซ็นต์ ว่าผลประเมินปิซ่า จะออกมาดีเป็นที่พอใจ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ต่างร่วมกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยได้มอบ สกศ.เป็นเจ้าภาพหลัก รับผิดชอบการประเมินปิซ่าแทนที่ สสวท. เนื่องจาก สสวท. จะมีหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการการสอบและต้องเป็นกรรมการ ฉะนั้นเพื่อความโปร่งใส ต้องไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการในการขับเคลื่อน นอกจากนี้จะยกระดับการสอบปิซ่าให้ครอบคลุมทั้งนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดอบรมครูเกี่ยวกับการออกข้อสอบในรูปแบบเดียวกับการประเมินปิซ่าเพื่อให้นักเรียนคุ้นเคยกับข้อสอบที่เน้นการคิดวิเคราะห์และมาตรฐานสากล อีกทั้งยังปรับรูปแบบข้อสอบสำหรับการสอบคัดเลือกและการเลื่อนตำแหน่งครูและผู้บริหาร ศธ.วัดทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาลักษณะเดียวกับข้อสอบปิซ่า ซึ่งข้อสอบรูปแบบใหม่นี้ได้พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป เป้าหมายคือให้ครูสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง และถ่ายทอดความรู้ที่ได้ให้กับนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานสากลได้อย่างแท้จริง

•การทำงานที่ผ่านมา มองว่าเรื่องใดยังเป็นจุดอ่อนอยู่บ้าง?

“จุดอ่อนคือ เรื่องที่เราไม่รู้ เรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วคงไม่มีปัญหา ตอนนี้ผมมีความรู้ในการบริหาร ศธ.มากพอสมควร และในปัจจุบัน บุคลากรของ ศธ.ก็มีความรู้ความสามารถในการทำงานเพิ่มขึ้นจากอดีตอย่างชัดเจน เพราะมีการทำงานในรูปแบบเครือข่าย มีการประชุมประสานภารกิจทุกวันพุธ ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จุดอ่อนน่าจะมาจากปัจจัยอื่น เช่น เรื่องของงบประมาณที่อาจยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ส่งผลให้คิดโครงการหรือนโยบายใหม่ๆ ออกมาได้ยาก เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจะมีการกำหนดอยู่แล้วว่าต้องนำไปใช้ในเรื่องใด

•การสร้างความเชื่อมั่นด้านการศึกษาให้กับประชาชน-นักเรียน?

ที่ผ่านมาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระทรวงศึกษาธิการอาจจะลดน้อยลงจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและไม่สามารถไปบังคับใครให้มาเชื่อมั่นได้ แต่การจะเรียกคืนความเชื่อมั่นนั้นอยู่ที่การกระทำของเราเอง กระทรวงศึกษาธิการจะทำตามนโยบายที่วางไว้อย่างตั้งใจ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามแนวทาง “เรียนดี มีความสุข” ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เพิ่มพูน ชิดชอบ’ ฉายภาพปี68 สร้างความเชื่อมั่นการศึกษาไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...