โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจ Podcast มีอะไรน่าสนใจ ? ทำไม Spotify ถึงกล้าทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อสิ่งนี้

Marketing Oops

อัพเดต 11 ก.พ. 2562 เวลา 05.04 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2562 เวลา 11.36 น. • mao lom ron
Spotify

พ็อดคาสท์ (Podcast) คือ รายการเผยแพร่เสียงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจะมีผู้ดำเนินรายการออกมาเล่าเรื่อง หรือพูดคุยในราวเรื่องต่างๆ ให้อารมณ์เหมือนเราฟังรายการในวิทยุ แต่ความพิเศษของพ็อดคาสท์คือจะมีการแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอนๆ หรือแบ่งหัวเรื่องอย่างชัดเจน เช่น เล่าเรื่องการเริ่มต้นการทำธุรกิจร้านอาหารทะเล เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของพิซซ่า เป็นต้น โดยเนื้อหาก็มีหลากหลายแนวให้เลือกฟัง เนื้อเรื่องไม่ยาวนาน ไฟล์ไม่ใหญ่มาก สามารถดาวน์โหลดมาฟังแบบออฟไลน์ได้ ฟังเพลินๆ ระหว่างทำงานหรือกิจกรรมอื่นๆ ด้วยเอกลักษณ์ที่ตอบโจทย์ พ็อดคาสท์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

พ็อดคาสท์ ถือเป็นสื่อใหม่ที่น่าจับตามอง และกำลังจะกลายเป็นธุรกิจขนาดในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันยอดขายโฆษณาในอุตสาหกรรมพอดแคสต์ของสหรัฐคาดว่ามีมูลค่าประมาณ 659 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ต่างจากเมื่อก่อนที่อุตสาหกรรมสามารถสร้างรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ได้จากการระดมทุนและการขายสินค้าผ่านโฆษณาเสียง

thumbnail-2

Spotify หวังเป็นผู้นำตลาด Podcast

สปอติฟาย (Spotify) บริษัท สตรีมมิ่งเพลงรายใหญ่ระดับโลก เล็งเห็นทิศทางการเติบโตที่ดีของธุรกิจพ็อดคาสท์ ประกาศซื้อกิจการจากเจ้าของธุรกิจพ็อดคาสท์รายใหญ่ถึง 2 แห่งคือ Gimlet Media ทีมผู้ผลิตคอนเทนต์พ็อดคาสท์ชื่อดัง และ Anchor ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแพลตฟอร์มคอนเทนต์ สำหรับการซื้อกิจการมีข่าวลือว่าสปอติฟายใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อครอบครอง Gimlet Media

ทั้งนี้ ในปี 2019 สปอติฟาย เตรียมทุ่มเงินกว่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อสานต่อธุรกิจพ็อดคาสท์ ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี 2018 สปอติฟายเปิดตัวหมวดใหม่เนื้อหาเนื้อหาเกี่ยวกับพ็อดคาสท์และมีรายการจาก Gimlet Media และในเดือนตุลาคม เริ่มให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของช่องพ็อดคาสท์ในโปรแกรมเบต้าอีกด้วย

ที่มา cnet

ที่มา cnet

Daniel Ek ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารของ Spotify เผยว่า บริษัทของเขาจำเป็นต้องเจาะตลาดพ็อดคาสท์ เพื่อสร้างรายได้นอกเหนือจากบริการธุรกิจเพลงของบริษัท หลังจากมีบริการดังกล่าวผู้ฟังใช้เวลาบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งหมายความว่าสามารถสร้างรายได้จากผู้โฆษณามากขึ้น นอกจากนี้พ็อดคาสท์มีค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์น้อยกว่าการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลง เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการใช้เพลงบนแพลตฟอร์มเสียอีก

ด้านนักวิเคราะห์ กล่าวว่า Spotify พยายามเป็น “Netflix of audio” การที่สปอติฟายผันตัวเองมาทำพ็อดคาสท์ เพื่อต้องการแข่งกับสตรีมมิ่งเพลงค่ายอื่น เช่น Apple Music และ Tidal ชิงส่วนแบ่งทางการตลาด

สปอติฟาย ให้ข้อมูลเชิงลึก เสริมดังนี้ ไตรมาสสุดท้าย ปี 2018 มีสมาชิกที่ชำระเงินเพิ่มขึ้นเป็น 96 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อนหน้า มีผู้ใช้บริการโฆษณาเพิ่มขึ้น 29% จากการเปรียบเทียบกับ Apple Music มีสมาชิกที่ชำระเงินแล้วกว่า 50 ล้านราย

ในอนาคต สปอติฟาย คาดการณ์ว่าจะมีสมาชิกที่ชำระเงิน 97 ล้านถึง 100 ล้านคนภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และผู้ใช้งานรายเดือนจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 215 ล้านถึง 220 ล้านรายและมีรายรับเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาสนี้

อย่างไรก็ตาม แม้พ็อดคาสท์จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่พ็อดคาสท์ในสหรัฐอเมริกายังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เกือบทั้งหมดให้บริการฟรีและตัวชี้วัดสำหรับผู้ชมและการมีส่วนร่วมนั้นค่อนข้างจำกัด ซึ่งหมายความว่าพ็อดคาสท์ส่วนใหญ่จะไม่ทำเงินจนกว่าพวกเขาจะมีผู้ชมจำนวนมาก พ็อดคาสท์ยังไม่สร้างรายได้จากโฆษณามากนัก ในปี 2560 ผู้โฆษณาในสหรัฐอเมริกาใช้เงินประมาณ 314 ล้านดอลลาร์สำหรับโฆษณาพ็อดคาสท์

ที่มา : BBC 1, BBC2Engadget, Washingtonpost, Theguardian, Cnet

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...