โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

*เรื่องจริงผ่านจอ!!! เปิด "10คดีฆาตกรรม" สุดสะเทือนขวัญของไทย ที่ถูกตีแผ่บนภาพยนตร์!!! (รายละเอียด)

TNews เผยแพร่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 07.18 น. • Tnews
*เรื่องจริงผ่านจอ!!! เปิด
*เรื่องจริงผ่านจอ!!! เปิด “10คดีฆาตกรรม” สุดสะเทือนขวัญของไทย ที่ถูกตีแผ่บนภาพยนตร์!!! (รายละเอียด)

 

 

           ถือเป็นคดีสยองขวัญที่คนไทยหลายคนไม่อาจลืม แต่สำหรับคนรุ่นหลังอาจจะยังไม่ทราบกันดีนัก งานนี้ทางทีนิวส์จึงนำคดีอาชญากรรมสุดสะเทือนใจที่เกิดจากเรื่องจริง (บางส่วน) และนำมาทำเป็นหนัง มาให้ได้ชมกัน จะมีเรื่องใดบ้างนั้น ไปดูกันเลยจ้า….

 

"คดีนวลฉวี"
       เมื่อวันที่12 กันยายน พ.ศ.2502 เวลา  08:00 น. มีผู้พบศพหญิงสาวนิรนามลอยน้ำทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดนนทบุรี สภาพศพขึ้นอืด มือพาดอก สวมเสื้อสีฟ้าอ่อนแขนกุด และสวมกระโปรงสีดำ พบหลักฐานเป็นนาฬิกาเรือนทองยี่ห้อโอเมก้าและแหวนลงยาสลักสกุลรามเดชะ การชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายถูกแทงที่ชายโครงซ้าย 1 แผล ชายโครงขวา 2 แผล โลหิตตกใน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 24 ชั่วโมง ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าหญิงสาวผู้ตายคือนางนวลฉวี สุญาณเศรษฐกร พยาบาลสาวสถานพยาบาลโรงงานยาสูบ และเป็นภรรยาของนายแพทย์อธิป สุญาณเศรษฐกร แพทย์โรงพยาบาลรถไฟ

        โดยนางนวลฉวีได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน จากการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่พบพิรุธบางอย่างในคำให้การของนาบแพทย์อธิป สามีของนวลฉวี นอกจากนั้นยังตรวจพบบาดแผลเป็นรอยข่วนหลายแห่งบนร่างกายของนายแพทย์อธิป ซึ่งให้การอ้างว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากการทำคลอดคนไข้ จากรอยบาดแผลที่เป็นพิรุธและพฤติกรรมที่น่าสงสัย ทำให้นายแพทย์อธิปตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมนวลฉวี ภรรยาของตนเอง

            ลำดับเหตุการณ์ที่นำมาสู่คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ จุดเริ่มต้นมาจากในช่วงปี 2501 นายแพทย์อธิปได้พบรักกับนวลฉวีที่จังหวัดลำปาง จนกระทั่งตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2502 แต่หลังจากนั้นเพียง 6 วัน นายแพทย์อธิปได้จดทะเบียนสมรสซ้อนกับนางสาวสมบูรณ์ สืบสมานอีกคน ปมปัญหาจึงเริ่มก่อตัวขึ้น 13 กรกฏาคม 2502 นวลฉวีได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ให้ดำเนินคดีกับหมออธิปในข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยขณะเข้าแจ้งความนวลฉวีมีบาดแผลที่ตาซ้ายและจมูกมีรอยช้ำบวม จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 10 กันยายน มีพยานพบเห็นนายแพทย์อธิป ขับรถพานวลฉวีเดินทางออกไปจากโรงพยาบาลยาสูบ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีผู้พบเห็นนวลฉวีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนที่เธอจะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

              โดยเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2503ศาลอาญามีคำพิพากษาความผิดของนายแพทย์อธิป ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานก่อให้ผู้อื่นร่วมกระทำความผิด ให้ระวางโทษประหารชีวิต ในขณะเดียวกันศาลก็มีคำพิพาษาให้จำคุกตลอดชีวิต นายมงคล เรื่อเรืองรัตน์ ฐานร่วมกระทำความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ภายหลังนายมงคลที่ถูกระบุว่าเป็นมือมีดสังหารนางนวลฉวีได้รับพระราชทานอภัยโทษ หลังจากถูกกักขังในเรือนจำเป็นเวลา 8 ปี ในขณะที่นายแพทย์อธิปก็ได้พระราชทานอภัยโทษ หลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 12 ปี

 

 

 

 

 

 

 

"คดีศยามลค"

                33 ปี จากคดีนวลฉวี ไม่มีใครคาดคิดว่าคดีพิศวาสฆาตกรรมได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง29 กันยายน 2536 พบรถเก๋งนิสสันสีขาว หมายเลขทะเบียน ก-2344 ประจวบคีรีขันธ์ จอดอยู่ข้างถนนในเขตอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ภายในมีเสียงร้องเด็กดังออกมา เมื่อเดินไปที่รถ พบผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง บนตัวของเธอมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกอดศพร้องไห้อย่างน่าเวทนา

               การสืบสวนทราบว่าผู้ตายคือ นางศยามล ลาภก่อเกียรติ เจ้าของร้านเสื้อบารมีในศูนย์การค้าหัวหินคอมเพล็กซ์ โดยนางศยามลได้หายตัวไปตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ตั้งประเด็นฆาตกรรมไปที่อดีตสามี นายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ มีความขัดแย้งกันรุนแรงในประเด็นเรื่องชู้สาว 

               แม้ว่าฆาตกรจะพยายามอำพรางให้เป็นคดีฆ่าข่มขืนและชิงทรัพย์ ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า นายบรรจบ นิลห้อย คือผู้ประสานงานในการว่าจ้างกลุ่มฆาตกรในการสังหารนางศยามล การสอบปากคำนายบรรจบนำมาสู่การจับกุมนายแพทย์บัณฑิต ในข้อหาจ้างวานสังหาร และสามารถจับกลุ่มผู้ร่วมลงมือฆ่าศยามลสามคน

             22 ธันวาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตัดสินให้ประหารชีวิตนายแพทย์บัณฑิต 2 ตุลาคม 2538 ศาลอุทธรณ์ยืนยันคำพิพากษาตัดสินของศาลชั้นต้น และ 23 กันยายน 2539 ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตนายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์

 

 

 

 

 

 

 

 

"คดีเชอรี่ แอน ดันแคน"

              เป็นเรื่องของรัก 4 เส้า ชาย 1 หญิง 3 ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยิ่งกว่านวนิยายจน ความรัก ความหึงหวง ความอิจฉาริษยา ความโลภ นำไปสู่โศกนาฏกรรมการตาย ของ "เชอรี่แอน"

            โดยพบศพเธอที่ป่าแสมริมถนนสุขุมวิทเก่า ใกล้บางปู และมีการจับกุมนาย วิชัย ชนะพานิชย์ นักธุรกิจ พร้อมบริวาร ในฐานะผู้ต้องหาจ้างฆ่า แต่นายวิชัยรอดพ้นข้อหาได้อย่างหวุดหวิด แต่บริวาร 4 คนของเขา ก็ถูกสร้างพยานเท็จหลักฐานปลอม จนถูกศาลขั้นต้นสั่งประหารชีวิต 

             แพะทั้งหมดต้องถูกจองจำ เผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายในคุกไม่น้อยกว่า 6 ปี กว่ากระบวนการศาลอุทธรณ์และศาลฏีกา ภายใต้การรื้อฟื้นคดีของกองปราบ จะพิสูจน์ได้ว่าทั้ง 4 คน เป็นคนผู้บริสุทธิ์ แต่เขาทั้ง 4 ล้วนพบกับสภาพครอบครัวแตกสลาย หนึ่งคนตายในคุก สองคนออกมาเสียชีวิตหลังพ้นจากเรือนจำไม่นาน เหลืออีกหนึ่งเดียว ต้องอยู่อย่างพิการไปชั่วชีวิต (และเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว เมื่อ 12 ตุลาคม 2555) เป็นผลจากระบบการสืบสวนผู้ต้องหา ของตำรวจเลวเพื่อเค้นให้รับสภาพ และในที่สุดก็นำไปสู่การ สืบหา ติดตาม ไล่ล่า และ จับฆาตกรตัวจริง นายสมัคร ธูปบูชาการและนายสมพงษ์ บุญญฤิทธิ์ และผู้จ้างวาน นส.สุวิมล พงษ์พัฒน์ มาลงโทษจนสำเร็จ

         จากคดีฆาตกรรมเด็กสาวลูกครึ่ง อายุ 16 ปี เชอรี่แอน เมื่อปี 2529 และกลายเป็นคดี แพะประวัติศาสตร์ ของวงการยุติธรรมไทย นำสูการเปลี่ยนแปลงในการรับฟังพยานบุคคลในศาล ในปัจจุบัน และ การที่กระบวนการยุติธรรมต้องชดเชยในกรณีตัดสินผิดพลาดแก่เหยื่อ ถูกสร้างเป็นหนังเมื่อปี 2544 กำกับโดยจรูญ วรรธนะสิน แสดงโดย รุ่งนภา บรู๊ค รับบท เชอรี่แอน และ ชฎาพร รัตนากร รับบท ทนายสาว, ปราบ ยุทธพิชัย วันเข้าฉาย 9 พฤศจิกายน 2544

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"โศกนาฎกรรมรัก ณ สะพานสารสิน"

         สะพานรักสารสิน เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่แตกต่างกัน ด้วยชาติตระกูลและฐานะทางสังคม ฝ่ายหญิงชื่อ"อิ๋ว" เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู ส่วนฝ่ายชายชื่อ "โกไข่" เป็นเพียงคนขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง พ่อเลี้ยงอิ๋วแบบเผด็จการไม่ให้อิสระ และต้องการให้แต่งงานกับคนมีฐานะ จึงถูกขัดขวางความรักอย่างหนัก ทั้งสองคนพยายามต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้รักของเธอและเขาสมหวัง

          ความรักที่เหมือนนิยายน้ำเน่าของหนุ่มขับรถสองแถวและรับจ้างกรีดยาง ที่มีฐานะยากจนมาก แต่กลับไปหลงรักกับหญิงสาวที่มีฐานะสูงส่งและมีพื้นฐานครอบครัวที่เผด็จการ ไม่ให้อิสระทางความคิดกับลูกสาว แม้ว่าลูกสาวโตจนมีอาชีพเป็นครูแล้วก็ยังถูกกีดขวางจากผู้เป็นพ่อ ที่พยายามจะคลุมถุงชนลูกสาวให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่มีฐานะดี และพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกสาวได้คบกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว 

           หลังจากที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นถึงความตั้งใจ และความรักที่ทั้ง 2 มีให้แก่กัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล เมื่อผู้เป็นพ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมเปิดใจรับ หลายครั้งที่อิ๋วฝ่ายหญิง ถูกผู้เป็นพ่อทุบตีเยี่ยงสัตว์เพราะแอบมาพบเจอกับโกไข่ หนุ่มขับรถสองแถว และผู้เป็นพ่อก็พยายามทุกวิถีทางที่จะยัดเยียดลูกสาวให้กับเศรษฐีมีเงิน

              ชาวบ้านท่าฉัตรไชย จังหวัดภูเก็ต ต่างก็ทราบดีถึงความรักที่มีอุปสรรคของหนุ่มสาวทั้งสอง หลายคนพยายามแนะนำให้โกไข่เลิกกับครูอิ๋ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทั้งคู่ และผู้ใหญ่หลายคนพยายามพูดคุยกับพ่อของครูอิ๋ว เพื่อที่จะให้ยอมรับโกไข่ เป็นลูกเขย แต่ไม่ได้รับการยินยอม ไม่ว่าจะทำด้วยวิถีทางใด

              ในที่สุดเมื่อความรักถึงทางตัน22 กุมภาพันธ์ 2516 โกไข่ นายหัวรถสองแถวและครูอิ๋ว สาวผู้สูงศักดิ์ ก็ได้ตัดสินใจเอาผ้าขาวม้าผูกมัดตัวทั้งสองติดกัน แล้วกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำ ทิ้งเรื่องราวความรักที่เป็นอมตะ ให้ผู้คนได้กล่าวขานถึงปัจจุบันนี้ 

 

 

 

 

 

 

 

"เหตุเกิดที่พรหมพิราม"

             คืนบาปพรหมพิราม สร้างจากคดีสะเทือนขวัญ ปี 2520 ที่อ. พรหมพิราม จ. พิษณุโลก   โดยเรื่องของเรื่องก็มีว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อนางสำเนียง 
             เป็นคนอำเภอบ้านดารา ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปจากอำเภอพรหมพิราม   เธอได้หายจากบ้านไปตั้งแต่ปี 19  แต่อยู่ๆ ในปีถัดมา ก็มาอยู่ที่สถานีรถไฟพรหมพิรามในตอนกลางคืน  ผู้ที่พบเห็นให้การว่าเธอเป็นคนเอ๋อ จะว่าเต็มก็ไม่ใช่ จะว่าปัญญาอ่อนก็ไม่เชิง   ตอนนั้นไม่มีใครรู้หัวนอนปลายตีน ว่าเป็นใครมาจากไหนถึงได้มาโดนรถไฟทับตัวขาดกระเด็นสามท่อน ทุกคนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ กระทั่ง คดีถูกปิดแฟ้มไปเรียบร้อย 

          แต่มีนักข่าวท้องถิ่นคนหนึ่งไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุและเริ่มเขียนขุดคุ้ย ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เรื่องดังขึ้นมา  เมื่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีข่าวไปทั่วประเทศ กรมตำรวจจึงรื้อคดีขึ้นมาใหม่  สืบสวนใหม่ก็พบว่า มันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่องฆาตกรรมอำพราง ตำรวจทำงานอย่างหนักพบว่านางสำเนียงคนนี้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา โดยพวกผู้ชายในอำเภอนี้มากกว่ายี่สิบคนจนถึงแก่ความตาย  แล้วเกิดกลัวความผิดจึงเอาศพไปวางให้รถไฟทับเป็นการอำพราง

           และ คดีถึงที่สุดพวกกระทำผิดทั้งหมดถูกจับกุม เขาว่าเกือบทั้งอำเภอ แน่นโรงพักไปหมด และหลายคนติดคุกชดใช้กรรมชั่วกันไป บางคนเพิ่งจะพ้นโทษเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง บางคนตายไปแล้วก็มี

           โดยหนัง "คืนบาป พรหมพิราม" เป็นภาพยนตร์อาชญากรรม ที่สร้างจากนวนิยายเชิงอาชญวิทยา ของนที สีทันดร (สันติ เศวตวิมล)  ภาพยนตร์เขียนบทและกำกับโดยมานพ อุดมเดช อำนวยการสร้างโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ภาพยนตร์ถ่ายทำที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นหากถ่ายทำในสถานที่จริง เดิมภาพยนตร์จะใช้ชื่อว่า คนบาป พรหมพิราม  แต่ถูกประท้วงอย่างหนักจากชาวอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกพาดพิงและไม่ยอมให้ภาพยนตร์เข้าฉาย ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คืนบาป พรหมพิราม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"บุญเพ็งหีบเหล็ก"

              บุญเพ็ง เป็นฆาตกรฆ่าหั่นศพแบบต่อเนื่องรายแรกของประเทศไทย และเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการถูกบั่นศรีษะ ใน รศ. 242 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475    ฉายา บุญเพ็งหีบเหล็ก เนื่องจาก เขาฆาตกรรมผู้หญิงและหั่นศพใส่หีบเหล็กโยนทิ้งน้ำ เหยื่อของเขาล้วนแต่ ตกหลุมสวาทของเขา   เนื่องจากเขาเป็นคนรูปร่างดี ดูสุภาพอ่อนโยน และพูดจาดี อีกทั้งเรียนทางไสยเวทย์มา ตั้งสำนักหมอผี ให้บริการดูดวง สะเดาะเคราะห์ และทำเสน่ห์ยาแฝด อยู่บริเวณคลองบางลำพู เหยื่อของเขามีถึง 7 คน ก่อนที่จะถูกจับได้

            นับว่าเป็นคดีที่โหดร้ายมาก และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการประหารบุญเพ็ง ว่าไม่สามารถบั่นหัวได้ในครั้งแรก และศพของเขาก็ไม่เผาใหม้บริเวณรอยสัก ญาติเก็บกระดูกใส่เจดีย์ไว้ข้างอุโบสถ์วัด จนช่วงหลังเจดีย์ถูกรื้อออก ปัจจุบันทางวัดภาษีฯ จึงได้ให้ช่างปั้นรูปปั้นจำลองไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อ พ.ศ.2537 ตั้งไว้ในศาลเล็ก ๆ ติดกับวิหาร ซึ่งเป็นอนุสรณ์ว่า เขาเป็นนักโทษประหารคนสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2474

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"16 ปีแห่งความหลัง คดียิง สุรพล สมบัติเจริญ"

           สุรพล สมบัติเจริญ (เดิมชื่อลำดวน) เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2473 เป็นคนสุพรรณบุรีโดยกำเนิด   เขาได้สมัครเข้าไปเป็นทหารอยู่ที่โรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อชะตาเขาพลิกผกผัน หลังจากเขาได้หนีราชการทหารเรือ จนได้รับโทษถูกคุมขัง เขาได้กลายเป็นขวัญใจของนักโทษ ด้วยการร้องเพลงกล่อมก่อนนอน

         สุรพลมีโอกาสได้ร้องเพลงในงานสังสรรค์กองทัพอากาศ น้ำเสียงของเขาได้โดนใจหัวหน้าคณะนักมวยเลือดชาวฟ้า อย่างเรืออากาศศรีปราโมทย์ วรรณพงษ์ จึงเรียกตัวเขาไปพบในวันรุ่งขึ้น และยื่นโอกาสให้สุรพลย้ายไปเป็นนักร้องประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ

           ในปี พ.ศ. 2496 เพลง 'น้ำตาลาวเวียง' เป็นเพลงแรกที่ได้บันทึกเสียง แต่เพลงที่ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วไปคือเพลง 'ชูชกสองกุมาร' หลังจากนั้นชื่อเสียงของสุรพล ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น และมีผลงานชุดใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น'สาวสวนแตง' 'เป็นโสดทำไม' 'ของปลอม' 'หนาวจะตายอยู่แล้ว' 'หัวใจผมว่าง' 'สาวจริงน้อง' 'ขันหมากมาแล้ว' 'น้ำตาจ่าโท' 'มอง' และ อีกหลายเพลง ตลอดชีวิตของการเป็นนักร้อง สาเหตุที่ทำให้ "สุรพล" ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาเพลงลูกทุ่ง 

            "สุรพล สมบัติเจริญ" ถูกลอบยิงเสียชีวิต หลังจากการแสดงบนเวทีที่วิกแสงจันทร์ บริเวณริมถนนมาลัยแมน ตรงข้ามวัดหนองปลาไหล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม    เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2511   (เวลา 01.00 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2511) เมื่ออายุเพียง 37 ปี 10 เดือน 23 วัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"คดี ตี๋ใหญ่"

               "ตี๋ใหญ่" มีชื่อจริงว่า"กรประเสริฐ ช่างเขียน" เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เกิดเมื่อปลายปี พ.ศ. 2495 ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เดิมมีชื่อว่า "ไพโรจน์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรประเสริฐ เป็นลูกชายคนโตในจำนวนลูก ๆ ทั้ง 7 คนของครอบครัว เมื่อยังเด็ก ตี๋ใหญ่เป็นคนนิสัยสุภาพเรียบร้อย ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นอาชญากรได้เลย จนกระทั่งเรียนจบ ป.4 แม่ได้ส่งเข้ามาทำงานที่กรุงเทพที่ตลาดมหานาค ณ ที่นั่นตี๋ใหญ่ถูกนักเลงเจ้าถิ่นรังแก เลยทำให้เป็นคนสู้คนขึ้นมา จนกระทั่งก่ออาชญากรรมได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อพ่อของตี๋ใหญ่ทราบว่าลูกชายเป็นโจร ก็ประกาศตัดขาดความเป็นพ่อ-ลูกกันและไม่ยอมให้ตี๋ใหญ่กลับเข้าบ้านอีกเป็นอันขาด

             ตี๋ใหญ่มักจะอยู่ไม่เป็นที่ ต้องคอยหลบหนีตลอด โดยเวลานอนจะจุดธูปหนีบไว้ที่นิ้วเท้าเมื่อธูปหมดดอก ก็จะย้ายไปที่อื่น ตี๋ใหญ่มีเอกลักษณ์ประจำตัวคือ มักจะแต่งกายด้วยเสื้อเชิร์ตลายสก๊อต กางเกงยีนส์สีดำ สวมแว่นตาดำ และรองเท้าผ้าใบ เวลาตี๋ใหญ่ออกปล้นมักจะฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วยความโหดเหี้ยม โดยจะส่งเสียงขู่ด้วยน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัว แต่ก็เสียงเล่าลือกันอีกว่า ในบางครั้งตี๋ใหญ่ก็ปล้นแต่เฉพาะคนรวย และใครเคยช่วยเหลือก็ไม่เคยลืมบุญคุณและจะนำทรัพย์สินที่ปล้นได้มาแบ่งให้ โดยวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่เล่าลือของตี๋ใหญ่คือ เมื่อหลบหนีตำรวจ จะใช้วิธีดำน้ำโดยการใช้ปากดูดอากาศจากก้านบัวเหมือนหลอด ซึ่งตี๋ใหญ่เคยทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยยังเด็กๆ เพราะสภาพแวดล้อมแถวบ้านเป็นเรือกสวนไร่นาและลำคลอง

             ตี๋ใหญ่ได้เสียชีวิตในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 โดยตำรวจโดยการนำของ พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ (ยศในปัจจุบัน-อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล) เล่ากันว่าที่ตี๋ใหญ่เสียชีวิตนั้น เพราะกำลังหลบหนี ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันได้ให้ลูกน้องขับรถกระบะไปรับเพื่อไปหาพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่ง คือพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) หรือหลวงพ่อสุด วัดกาหลง ที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อไปขอพระจากท่านเพราะของเดิมถูกเพื่อนขโมยไปทั้งตะกรุดและพระ แต่ไม่พบ ขณะที่เดินทางกลับ ได้ถูกเพื่อนร่วมเดินทางซึ่งเป็นลูกน้องหักหลังยิงตี๋ใหญ่จนตาย แล้วรีบออกจากรถ หลังจากตำรวจมาถึงรถที่ตี๋ใหญ่ตายอยู่ในรถก็ได้ระดมยิงถล่มรถอีกครั้งโดยไม่รู้ว่าตี๋ใหญ่ได้ตายอยู่ในรถก่อนหน้านี้แล้ว

 

 

 

 

"คดีสยองฆ่าหมกศพในแท๊งค์น้ำ"

         จากคดีสยองขวัญชวนอาเจียน กรณีพบศพสาววัยรุ่นสวมเสื้อสายเดี่ยว กางเกงลายพรางทหารขาสั้นถูกฆาตกรรมอำพรางใช้ของแข็งทุบหัวและรัดคอ นำศพห่อหุ้มด้วยถุงดำหมกในถังน้ำขนาด 2,000 ลิตร บนดาดฟ้าของหอพักแห่งหนึ่งย่านคลองหลวง

            จากศพที่เน่าเหม็นทำให้คนในหอพักพากันใช้น้ำที่มีกลิ่นเน่าเหม็นผิดปกติ กระทั่งขึ้นไปตรวจสอบในถังน้ำถึงกับผงะเจอศพอืดกลิ่นโชยตลบ เบื้องต้นสันนิษฐานถูกลวงมาฆ่าทิ้งนั้นต่อมาตั้งแต่เช้าวันที่ 19 ก.ค. ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ในหอพักพัชรินทร์และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมสาปแช่งฆาตกรที่ลงมือฆ่าอย่างอำมหิต รวมทั้งเรื่องน้ำเน่าจากศพที่ขึ้นอืดในถังน้ำที่ชาวหอต่างนำมาใช้อาบ ล้างหน้า แปรงฟันบางคนนำมาหุงข้าวกินโดยไม่ทราบมาก่อนว่ากลิ่นเหม็น ของน้ำเป็นน้ำแช่ศพเน่า พอมารู้ภายหลังหลายคนถึงกับอาเจียนไปตามๆกัน ขณะเดียวกันคนที่พักในหอพากันอพยพย้ายไปอยู่ที่ใหม่หลายสิบห้อง เนื่องจากเข็ดขยาดกับน้ำในหอและหวาดผวาวิญญาณผีเฮี้ยนของสาวเหยื่อฆาตกรรม

            จากแนวทางการสอบสวน สันนิษฐานว่าคนร้ายที่ก่อเหตุต้องรู้จักกับผู้ตายเป็นอย่างดีและน่าเชื่อว่า ต้องเป็นคนในหอ อาจจะลวงมาเจรจาปัญหาบางอย่างแต่ตกลงกันไม่ได้เลยลงมือฆ่าแล้วนำศพมายัดถัง

 

 

 

 

 

 

"ซานติก้า สยองรับปีใหม่"

             1 มรกราคม ไฟไหม้ซานติก้าผับ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 00.20 น. นับเป็นเหตุสลดประเดิมศักราช ปี 2552 และคงเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายๆคน ที่คิดจะเปิดสถานบันเทิง เพื่อสร้างความสุขให้อย่างแท้จริงสลด! รับปีวัว ผ่านปีใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไฟไหม้โหมกระหน่ำ ซานติก้า ผับย่านเอกมัย ซอย 9 ผับหรูชื่อดัง กลางกรุง นักเที่ยวไทย เทศ หนีตายอลหม่านรถดับเพลิงกว่า 10 คัน ระดมเร่งสกัดไฟ แต่อุปสรรคสำคัญกลับเป็นทางเข้า-ออกผับ ที่ค่อนข้างคับแคบ เจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบเหตุอย่างยากลำบาก

                 ขณะที่ภายในมีนักเที่ยวราตรีฉลองรับปีใหม่อย่างแออัดยัดเหยียดเฉียดๆ พันคนผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง แม้สามารถคุมเพลิงได้ แต่ภาพที่เห็น ยิ่งสลดใจ สภาพศพนอนเกลื่อนกว่าครึ่งร้อย ส่วนใหญ่สำลักควันและถูกเหยียบ ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีกกว่า 200 คน ถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลต่างๆ

                  เบื้องต้นคาดสาเหตุ เกิดจากนักท่องเที่ยวแอบจุดพลุฉลองรับปีใหม่ เปลวไฟพุ่งขึ้นติดโฟมด้านบน และลุกไหม้อย่างรวดเร็วซานติก้า ผับเปิดตัวในปี 2547 ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างสีสัน ความสุข และความบันเทิงที่แปลกใหม่ให้กับคนกรุงเทพฯ ซานติก้า เป็นภาษาสเปน แปลว่า ธรรมชาติที่สวยงาม ดำเนินการโดยบริษัท White & Brothers (2003) จำกัด ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซานติก้า มีชื่อเสียงและมีกระแสตอบรับที่ดี มีลูกค้าเฉลี่ยถึง 700 คนต่อวัน และเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นคืนสุดท้ายที่ผับแห่งนี้ เปิดให้บริการ ก่อนจะปิดตัวเพราะหมดสัญญาเช่าที่ แต่ก็กลับเป็นคืนสร้างเหตุสยองประเดิมศักราช 2552

 

 

 

 

 

  
"คดีศพทารก 2002 ศพที่วัดไผ่เงิน"

            วันที่ 16 พฤศจิกายน 2553  มีชาวบ้านพบถุงพลาสติกทิ้งไว้หน้าโกดังเก็บศพของวัด เมื่อปิดถุงดูก็พบว่าด้านในมีการซุกศพทารกแรกเกิดอยู่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของคดี  ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกรเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และพบศพในโกดังเก็บศพช่องที่ 17 ที่มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา ด้านในมีถุงพลาสติกกว่า 250 ถุง บรรจุซากทารกที่สมบูรณ์ทั้งหมด กว่า 348 ศพ   "สุเทพ ชะบางบอน" สัปเปร่อ และ "สุชาติ ภูมี" ผู้ช่วยสัปเปร่อ สารภาพว่านำศพทารกดังกล่าวเก็บไว้แล้วหลายปี และทยอยเผาไปบางส่วน แต่ช่วงหลังมาเมรุของวัดเสียหายจึงไม่ได้เผา โดยศพดังกล่าวรับมาจากคลินิกทำแท้งย่านบางคอแหลมหลายแห่ง

           หลังจากนั้นประมาณครึ่งเดือนสุเทพได้เปิดเผยว่ายังมีศพทารกอีกนับพันซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บหมายเลข 9 และ 10 ของโกดังเดียวกัน โดยซุกซ่อนศพมาเป็นเวลากว่า 6 ปี และไม่มีใครระแคะระคาย เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบนับศพได้ 1,656 ศพ รวมแล้วพบศพเด็ก 2,002 ศพ  เมื่อมีรายงานข่าวแล้ว มีผู้คนนำของบูชามากราบไหว้ให้กับวิญญาณ บางคนมาขอหวย บางคนมาดูเพราะความสงสาร เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตำรวจและกระทรวงสาธารณสุขหันมาให้ความสนใจกับปัญหาการทำแท้งมากขึ้น

 

 

      

 

 

ที่มา : https://pantip.com/topic/32326095
 

ดูข่าวต้นฉบับ