เผยโฉม 5 หุ้น ผลิตแบตเตอรี่ เกาะเทรนด์นวัตกรรมรถยนต์ EV
จากประเด็นคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ได้มีการประชุมและพิจารณา การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดเป้าหมายการใช้ Zero Emission Vehicle (ZEV) รถยนต์ที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ ซึ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานแบตเตอรี่ BEV (Battery Electric Vehicle) และ FCEV (Fuel Cell EV) จำนวน 3หมื่นคัน ในปี 2565และจะเพิ่มเป็น 2.25แสนคัน ในปี 2568เพิ่มเป็น 4.4แสนคัน ในปี 2573และเพิ่มเป็น 1.15ล้านคัน ในปี 2578ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแผนเดิมปี 2583 นั้น
แน่นอนว่าประเด็นดังกล่าว แม้จะเป็นแผนงานระยะยาวต่อภาคธุรกิจรถยนต์ EV รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ EVแต่ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจะมีหุ้นอะไรบ้างที่ได้รับปัจจัยเชิงบวก วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมมาให้นักลงทุนแล้ว
“ประเด็นนี้ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตแบตเตอรี่ประเภทต่างๆที่ใช้ในรถยนต์ EV รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ EV ถึงแม้เป้าหมายจะเป็นเป้าหมายในระยะยาวค่อยๆเกิดขึ้นในช่วง 14ปี ข้างหน้า อาจยังไม่เห็นผลกำไรในในระยะสั้น แต่นั่นหมายถึงการที่ผู้ประกอบการต่างๆจะต่อยอดฐานกำไรจากธุรกิจแบตเตอรี่และรถยนต์ EV เป็นไปได้ไม่ยากจากการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศไทยที่ผลิตแบตเตอรี่ในปัจจุบันมีจำนวนมาก”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว
สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลท.ที่มีภาพการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ที่ชัดเจน ได้แก่ EA ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรายใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้นำร่องธุรกิจแบตเตอรี่ในประเทศไทย ปัจจุบันลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ผ่านบริษัทย่อย Amita Taiwan ( EA ถือหุ้นราว 70.0%) ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ประเภท Lithium-ion กำลังการผลิต 400 MWh โดยมีกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และรถสาธารณะในประเทศไต้หวัน
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย phase 1 (Amita Taiwan ถือหุ้น 100.0%) ขนาด 1.0พัน MWh ซึ่งคาดจะแล้วเสร็จ และเริ่มผลิตแบตเตอรี่ cell แรกได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2564โดย EA มีแผนจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่คาดจะเริ่มผลิตและส่งมอบให้กับลูกค้าได้ในช่วงกลางปี 2564รวมถึงในอนาคตยังมีแผนจะนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในกลุ่มของ EA ด้วย ส่วนในระยะถัดไป มีแผนจะขยายการผลิตไปให้ถึง 4.9หมื่น MWh หากโรงงาน phase 1พัฒนาไปได้ด้วยดี และมีกลุ่มลูกค้ารองรับในอนาคต
ตามด้วย GPSC ที่เป็นบริษัทลูกของ PTT ซึ่งเป็น flagship ในธุรกิจแบตเตอรี่ โดยล่าสุดได้กำหนดให้ธุรกิจแบตเตอรี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ New S-Curve ของบริษัท เริ่มต้นจะป็นโครงการนำร่อง (Pilot project) สร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบ 30.0 MWh ด้วยเทคโนโลยี semi-solid ซึ่งเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิตแบตเตอรี่ Lithium- ion ของบริษัท 24M Technologies (GPSC ถือหุ้น 18.0%) ที่ลดความซับซ้อนของกระบวนการผลิต และจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนการผลิตลงได้
โดยในเบื้องต้นจะนำมาทดลองใช้ภายในกลุ่ม PTT โดยเน้นในการติดตั้งเพื่อใช้กักเก็บพลังงาน (energy storage) เป็นหลัก และหากมีผลลัพท์ที่ดี จะพัฒนาเป็นผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป โดยโรงงานดังกล่าวคาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 2/64
นอกจากนี้ GPSC ยังได้เข้าถือหุ้น 11.1%ในบริษัท AXXIVA ในประเทศจีน กำลังการผลิตแบตเตอรี่ 1.0พัน MWh ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดจะแล้วเสร็จภายในปี 2564และสามารถผลิตเชิงภาณิชย์ได้ภายในปี 2565โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้กับอุตสาหกรรมกลุ่มยานต์ยนต์ไฟฟ้า โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักอยู่ในประเทศจีน ในเบื้องต้น ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมถึงประมาณการรายได้จากโครงการดังกล่าว
ขณะที่ BANPU และ BPP เข้าถือหุ้น 50.0%ในบริษัทย่อย BANPU NEXT ที่ลงทุน 47.0%ในบริษัท Durapower Holdings Pte Ltd., ในประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ผลิต และติดตั้งระบบแบตเตอรี่จัดเก็บพลังงานแบบ Lithium-ion เพื่อใช้ทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศจีนและยุโรป โดยโรงงานดังกล่าวสามารถรองรับการผลิตได้ 1.0พันMWh ซึ่งปัจจุบันได้ขยายกำลังการผลิตสู่ 380.0 MWh จากจุดเริ่มต้นที่ 80.0 MWh โดย ทั้ง BANPU และ BPPเริ่มมีการรับรู้กำไรจากธุรกิจนี้ราว 1-2ล้านบาทต่อปี
ต่อมา BCPG ถือเป็นผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนระดับแนวหน้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีโครงการต้นแบบจากการนำแบตเตอรี่ 1.4 MWh มาใช้สำหรับโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ควบคู่กับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังการผลิตตามสัญญา 9.0เมกะวัตต์ เพื่อช่วยลดความผันผวนของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากกังหันลม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ในเวลาที่เหมาะสม โดยโครงการดังกล่าวเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในเดือนเมษายน 2562
“ฝ่ายวิจัยแนะนำ ซื้อ GPSC ราคาเป้าหมาย 82บาท ที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี upside จากมูลค่าพื้นฐาน อีกทั้งถึงแม้ในช่วงสั้นธุรกิจแบตเตอรี่จะยังไม่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมีนัยฯ เพราะยังอยู่ในจุดเริ่มแรกของการลงทุน แต่ยังมีธุรกิจหลักโรงไฟฟ้าที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมยามนี้”
แต่อย่างไรก็ตามยังสามารถเก็งกำไรช่วงสั้นตาม sentiment เชิงบวกจากประเด็นข่าวดังกล่าวได้ทั้งกลุ่ม ได้แก่ EA (Switchราคาเป้าหมาย 54บาท), BANPU (Switchราคาเป้าหมาย 10.5B), BPP (Switchราคาเป้าหมาย 16บาท), BCPG (Switchราคาเป้าหมาย 13บาท) แต่อาจต้องใช้ความระมัดระวังเนื่องจากธุรกิจแบตแตอรี่ยังไม่สามารถสร้างกำไรที่มีนัยฯต่อกำไรรวมของบริษัทฯในช่วง 1-2ปี ข้างหน้า อย่างแน่นอน
ขณะที่ตามเป้าหมายการใช้รถยนต์ ZEV ที่ทยอยเพิ่มขึ้นในช่วง 14ปี ข้างหน้า ก็ถือเป็น sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น ถึงแม้ปริมาณการใช้น้ำมันจากรถยนต์ประเภทเชื้อเพลิง fossil ยังมีอยู่ แต่อัตราการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาวจะแนวโน้มลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนในช่วง 5ปี ข้างหน้า
แต่เชื่อว่าหลังจาก 5ปี ข้างหน้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะเริ่มส่งผลต่อทิศทางกำไรของผู้ประกอบการกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต่างๆต้องหาวิธีการปรับตัว อาทิ การปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีมากขึ้น ซึ่งในหลายๆบริษัทก็มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในระยะยาว ดังนั้นราคาหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นได้ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าจนเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้วเกือบทุกตัว ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะมีการปรับฐานทั้ง TOP (ราคาเป้าหมาย 55บาท), BCP (ราคาเป้าหมาย 22บาท), IRPC (ราคาเป้าหมาย 3.4บาท) และ PTTGC (ราคาเป้าหมาย 65 บาท)
EA เตรียมความพร้อมรับเมกะเทรนด์ด้านนี้ได้ดีที่สุด
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า EA (เป้า Consensus 66.1 บาท) รับ Sentiment บวกจากแผนที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย 100% ภายในปี 2578 (ปรับเป้าใหม่เร็วขึ้น จากเดิมปี 2583) และจะสนับสนุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อรองรับ (คาดเคาะสิทธิประโยชน์ทางภาษีเดือน พ.ค.นี้)
ขณะที่ประเมินผลการดำเนินงานปีนี้ ได้แรงหนุนจากรถบัสอีวี (ผลิตโดย บ.ลูก NEX) ที่จะเริ่มส่งมอบภายในกลางปีนี้ (คาดส่งมอบให้กับรถร่วมบริการก่อน เนื่องจากการเปลี่ยนรถ ขสมก ยังล่าช้า) … นักลงทุนอาจพิจารณาเก็งกำไร NEX แนวรับ 5.1 บาท / แนวต้าน 5.4 - 5.6 บาท (Stop loss 4.9 บาท)
ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กโทรนิกส์ และนิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากขึ้น แต่ใช้จำนวนชิ้นส่วนยานยนต์น้อยลงไปมาก คาดว่าหลักทรัพย์ที่จะถูกจับตามมองที่สุดคือ EA เพราะเตรียมความพร้อมรับเมกะเทรนด์ด้านนี้ได้ดีที่สุด มีโรงงานผลิตแบตเตอรีที่เป็นหัวใจสำคัญด้วย ราคาพื้นฐานตาม Consensus ของ IAA มีค่าเฉลี่ยเป็น 53.63 บาท (อยู่ในช่วง 42.50-69.00 บาท) ต่ำกว่าเทียบกับราคาปิดวานนี้ที่ 58.75 บาท การเข้าลงทุนจึงอาจจะต้องรอจังหวะอ่อนตัว แต่ระยะสั้นอาจจะมีการเก็งกำไรข่าวนี้ก่อน
STANLY -IRC-PACO รับผลบวก
ด้านนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เรามองตลาด EV -Car ถือเป็นตลาดที่น่าจับตา และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในตลาดต่างประเทศได้รับความนิยมและมีแนวโน้มเติบโตสูง สำหรับประเทศไทยภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้ รถพลังงานไฟฟ้า ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ระยะ คือระยะสั้นปี 2563 2565 ผลิตรถสำหรับราชการ รถสาธารณะ 60,000-110,000 คัน ระยะกลาง ปี 2563-2568 ผลักดัน ECO EV จำนวน 100,000 250,000 คัน และสมาร์ท ซิตี้บัส 300,000 คัน ส่วนระยะยาว ปี 2569-2573 ให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 750,000 หรือราว 30% ของการผลิตในประเทศทั้งหมด
สำหรับบริษัทที่เรามองว่าได้ผลกระทบเชิงบวกคือบริษัทที่มี R&D และได้ปรับเทคโนโลยีรองรับ EV Car แล้ว ได้แก่ STANLY IRC และ PACO สำหรับล่าสุดในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในเดือน มี.ค นี้ คาดโมเดลรถไฟฟ้า EV -Car เปิดตัวมากกว่า 10 รุ่น แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่นที่นำเข้ามาจากตลาดต่างประเทศ สำหรับตลาด EV -Car ในบ้านเราติดปัญหาเพียงเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน สถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งภาครัฐพยายามส่งเสริมโดยจับมือกับภาคเอกชน หากสามารถทำได้เร็วก็มีโอกาสที่ตลาด EV -Car ในบ้านเราก็สามารถ ทำให้ Mass ได้เร็วขึ้น