นักวิทยาศาสตร์นาซ่า พบปรากฏการณ์ชี้ว่ามีโลกคู่ขนาน ซึ่งเวลาเดินย้อนกลับหลังแบบหนัง Tenet
นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์เก่าแก่อย่าง New Scientist ได้เผยเรื่องราวที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟอย่างไรอย่างนั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์นาซ่ากลุ่มหนึ่งได้เผยว่า บางทีพวกเขาอาจเคยได้พบปรากฏการณ์โลกคู่ขนาน ที่สำคัญคือเวลาของมันเดินย้อนกลับหลังเสียด้วย
ใครนึกภาพไม่ออกเวลาที่เดินย้อนกลับหลัง ก็คล้ายตัวอย่างหนัง Tenet ของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่รถซึ่งพลิกคว่ำไปแล้วกลับหมุนย้อนมาวิ่งถอยหลังเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นนั่นล่ะ แต่ที่พวกนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเขาไม่ได้เห็นชัด ๆ และเข้าใจง่าย ๆ แบบนั้นหรอกนะ
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับทีมนักวิจัยของนาซ่าในพื้นที่แอนตาร์กติกหรือขั้วโลกใต้ นาม ดร.ปีเตอร์ กอร์แฮม กับทีมงาน ในปฏิบัติการ Antarctic Impulsive Transient Antenna (ANITA) พวกเขาได้ทำภารกิจใช้บอลลูนติดเสาสัญญาณเพื่อทำการสแกนหาอนุภาคพลังงานสูงที่เป็นลักษณะสำคัญของเทหวัตถุจากนอกโลก ซึ่งอาจปรากฏอยู่สักที่ในผิวน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายล้านตารางกิโลเมตรของทวีปแอนตาร์กติกา พวกเขาเคยทำการทดสอบนี้มาแล้ว 2 ครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่พบอะไร ซ้ำยังเจอกับสัญญาณรบกวนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย และเหตุการณ์ที่พวกเขาพบก็เกิดในครั้งที่ 3 ของปฏิบัติการ
อนุภาคพลังงานสูงคืออะไร? ทำไมต้องหาที่ขั้วโลก?อนุภาคพลังงานสูงมักเกิดจากการระเบิดที่ปลดปล่อยพลังงานมหาศาล ที่ปล่อยประจุต่าง ๆ ออกมา เช่น ไอออน อิเล็กตรอน โปรตอน)
ซึ่งอนุภาคพลังงานสูงที่เรารู้จักกันดีคือ อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์(Solar energetic particle หรือ SEP) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดปรากฏการณ์พายุสุริยะ (Solar Storm) ซึ่งอนุภาคพลังงานสูงนี้อาจเกิดขึ้นได้ 2 แบบ
แบบแรกเกิดพร้อมกับ เปลวสุริยะ (Solar Flare) ซึ่งเป็นการระเบิดที่ชั้นบรรยากาศโครโมสเฟียร์ที่ลอยบาง ๆ อยู่รอบดวงอาทิตย์ ส่วนอีกแบบหนึ่งเกิดจากการที่ดวงอาทิตย์ ปลดปล่อยก้อนมวลสารจากโคโรนา (Coronal mass ejection หรือ CME) ที่ีมีความเร็วสูงพุ่งแหวกไปในกระแสลมสุริยะ (solar wind) ทำให้เกิดคลื่นกระแทก โดยอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ก็จะเกิดขึ้นในบริเวณคลื่นกระแทกนี้ด้วย
อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์นี้มีระดับพลังงานต่ำมาก เมื่อเทียบกับ รังสีคอสมิก (Cosmic Rays) ซึ่งเป็นรังสีแกมมาจากนอกโลกที่ถูกเร่งให้มีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงและพุ่งเข้าชนชั้นบรรยากาศของโลกในทุกทิศทุกทางตลอดเวลา ทำให้หลายครั้งที่อุปกรณ์ตรวจวัดรังสีคอสมิกที่ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์สูตรของโลกจะไม่สามารถตรวจพบอนุภาคพลังงานต่ำ ๆ จากดวงอาทิตย์ได้ เพราะจะถูกสนามแม่เหล็กโลกโน้มนำไปยังบริเวณขั้วแม่เหล็กใกล้ขั้วโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทีมนักวิจัยถึงต้องหาร่องรอยอนุภาคพลังงานสูงต่าง ๆ มาศึกษาโดยมุ่งไปที่ขั้วโลกใต้ซึ่งเป็นแหล่งรวมการตกชนของอนุภาคพลังงานสูงจากนอกโลกด้วย
ในครั้งนั้นพวกเขาตัดสินใจว่าควรทำการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่เดิมซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะสัญญาณรบกวนที่ถูกมองข้ามในรอบก่อน ๆ และนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ๆ เพราะพวกเขาได้พบว่าสัญญาณรบกวนนั้นเมื่อวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ ก็เจอว่าเป็นสัญญาณหนึ่งของอนุภาคพลังงานสูงที่ปกติจะเกิดการตกหรือแผ่มาจากอวกาศสู่พื้นโลก แต่สิ่งที่ประหลาดออกไปสำหรับสัญญาณนี้ที่พบจนแทบเป็นไปไม่ได้เลยก็คือ
ลักษณะการเกิดของมันคล้ายการพุ่งจากพื้นโลกออกไปสู่อวกาศ ผิดจากอนุภาคพลังงานสูงทั่วไป
การค้นพบอนุภาคนี้เกิดขึ้นในปี 2016 และหลังจากที่กอร์แฮมและทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลได้เผยแพร่งานวิจัยดังกล่าว พวกเขาและกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ต่างได้เอาหลักฟิสิกส์ และทฤษฎีต่าง ๆ ที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบัน พยายามมาอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ทว่าไม่มีกฎหรือทฤษฎีใดเลยที่สมเหตุสมผล นอกจากว่าสมมติฐานหนึ่งจะถูกยอมรับเสียก่อน
ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะยอมรับสมมติฐานนี้ได้
ดร.ปีเตอร์ กอร์แฮม กล่าวกับนิตยสาร NEW SCIENTIST
เพราะทางเดียวที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ คือ การยอมรับว่ามีจักรวาลคู่ขนานที่เกิดร่วมกับการระเบิดครั้งใหญ่หรือ บิ๊กแบง มาพร้อมกับจักรวาลที่เรารู้จัก และจักรวาลคู่ขนานที่ว่านี้มีลักษณะตรงข้ามกับเราทุกประการ กล่าวคือ บวกคือลบ ซ้ายคือขวา และเวลาก็เดินแบบย้อนกลับหลัง ด้วย
บิ๊กแบง ได้ทำให้เกิดมี 2 จักรวาลขึ้น เมื่อ 13,800 ล้านปีก่อน และจักรวาลคู่ขนานนั้นก็มีการไหลของเวลาแบบย้อนกลับ เมื่อมองจากการรับรู้ของจักรวาลเรา
อิบราฮิม ซาฟา หนึ่งในคณะวิจัยของ ANITA
สำหรับโลกของวิทยาศาสตร์นั้น การพูดถึง พหุภพ หรือ Multiverse ซึ่งเป็นการพูดถึงการมีอยู่ของหลายจักรวาล เกิดขึ้นแบบจริงจังครั้งแรกในการสอนของ แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ ผู้วางรากฐานกลศาสตร์ควอนตัม เมื่อปี 1952 ซึ่งเขาเตือนทุกคนว่าสิ่งที่เขากำลังบอกอาจฟังดูบ้าอยู่สักหน่อย เพราะจากการคำนวณสมการของเขายืนยันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีหลายเหตุการณ์แตกต่างกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นความจริงทั้งหมด
และสำหรับโลกของนิยายไซไฟที่เป็นรากฐานให้หนังไซไฟเกี่ยวกับโลกคู่ขนาน นักเขียนคนแรกที่นำศัพท์และคอนเซ็ปต์นี้ไปใช้ก็คือ ไมเคิล จอห์น มัวร์ล็อก ในนิยายปี 1963 เรื่อง The Sundered Worlds ซึ่งพูดถึงการเดินทางไปสำรวจแกแล็กซี่อื่นที่เผยความลับของการมีอยู่ของพหุภพ
ซึ่งในโลกภาพยนตร์ก็มีการนำแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ทั้งเรื่องจักรวาลคู่ขนาน พหุภพ และเรื่องของการย้อนกลับของเวลา โดยเรื่องล่าสุดที่น่าสนใจมากคือTenet ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่กำลังเข้าฉายในเดือนกรกฎาคมนี้
และคงต้องดูกันต่อไปว่าการพิสูจน์ปรากฏการณ์ที่นาซ่าค้นพบนั้นจะมีบทสรุปอย่างไร เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกเราไปแค่ไหน หรืออาจมีคำอธิบายอื่น ๆ ที่เข้ามาแทนในอนาคต ต้องติดตาม
อ้างอิง1
อ้างอิง2
อ้างอิง3
อ้างอิง4
อ้างอิง5
อ้างอิง6
พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส