โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โอกาสพืชพลังงานป้อนโรงไฟฟ้าชุมชน

The Bangkok Insight

อัพเดต 26 ส.ค. 2564 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 10.51 น. • The Bangkok Insight

"พืชพลังงาน" คำนี้ค่อนข้างคุ้นหูสำหรับคนในแวดวงพลังงาน แต่สำหรับประชาชนทั่วไปอาจยังไม่เข้าใจความหมายมากนัก ซึ่ง พืชพลังงาน หมายถึง พืชที่ถูกปลูกเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลในการผลิตไฟฟ้าโดยการเผาไหม้ หรือ เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมาผลิตไฟฟ้า และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ประกอบกับประเทศไทยมีฐานเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณมาก และยังส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ

พืชพลังงาน

โดยเฉพาะ 5 พืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด ซึ่งเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตเหล่านี้ จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เดิมถูกทิ้งร้าง หรือถูกทำลายทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ภาครัฐจึงมีนโยบายให้นำเศษวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ มาสร้างประโยชน์โดยการนำมาป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า จากการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซชีวภาพ จนทำให้เกิดการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในหลายพื้นที่ที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งนอกจากประชาชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าจะมีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียงแล้ว

เกษตรกรในพื้นที่ยังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า นับเป็นอีกแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งลดของเสีย และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

แต่การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในส่วนของของการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพในประเทศดูเหมือนจะหยุดชะงักลง หลังจากภาครัฐได้เปิดรับซื้อไฟฟ้า "โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. 2560" ที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้า และกำหนดให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 16-20 ตุลาคม 2560 ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 300 เมกะวัตต์ ในรูปแบบเชื้อเพลิงผสมผสาน

โครงการนี้ทำให้มีผู้ผิดหวัง หรือ พลาดสิทธิการเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก จากยอดผู้ยื่นข้อเสนอรวม 85 โครงการ ที่มีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 1,644 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายการรับซื้อกว่า 5 เท่า ส่งผลให้ผู้ที่มีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พลาดโอกาสสร้างรายได้จากการขายพืชพลังงาน เพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า

กระทั่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกระเบียบ หรือประกาศการรับซื้อไฟฟ้าฯ "โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง)" กำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์

โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ซึ่งเป็นพืชพลังงาน ผสมน้ำเสีย/ของเสีย อัตราส่วนไม่เกิน 25% โดยแบ่งเป็น เชื้อเพลิงชีวมวล มีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 6 เมกะวัตต์ต่อโครงการ และก๊าซชีวภาพ มีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 3 เมกะวัตต์ต่อโครงการ ถือเป็นการจุดชนวนความหวังให้กับเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชพลังงานอีกครั้ง

พืชพลังงาน

"โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน" นับว่าสร้างโอกาสให้กับพืชพลังงาน เนื่องจากภาครัฐมีหลักเกณฑ์ว่า พืชพลังงานที่จะนำมาใช้ต้องได้มาจากการปลูกโดยวิสาหกิจชุมชน หรือ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หรือ เกษตรกรบริเวณใกล้เคียง อย่างน้อย 80% และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าสามารถจัดหาเองได้ไม่เกิน 20%

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ภายในชุมชน โดยต้องมีรายละเอียดถึงแปลงที่ดินที่นำมาใช้เพาะปลูก อีกทั้งต้องมีแผนที่ชัดเจนในการจัดการพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงาน ให้เหมาะสม และเพียงต่อความต้องการ

ดังนั้นในส่วนของการจัดหาจากวิสาหกิจชุมชนฯ จะต้องเป็นพืชพลังงานที่ปลูกใหม่ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการจัดหาเอง 20% จะเป็นลักษณะพืชที่ปลูกใหม่ หรือ เศษวัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตร ที่เกษตรกรเป็นผู้ปลูกก็ได้เช่นกัน

จะเห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน มุ่งเน้นการใช้ พืชพลังงาน ที่เป็นพืชปลูกใหม่ เพื่อลดปัญหาการแย่งชิงพืช ที่ใช้เพื่อการบริโภคเป็นอาหารของคนและสัตว์ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรด้วยการปลูกพืชใหม่

ดังนั้น พืชพลังงาน ที่เหมาะสมกับโครงการนี้ ควรเป็นพืชโตเร็ว ค่าความร้อนสูง ความชื้นต่ำ เก็บเกี่ยวง่าย ซึ่งพืชที่ได้รับการกล่าวขาน และเป็นตัวเลือก ได้แก่ พืชประเภท กระถิน ยูคาลิปตัส และไผ่ เป็นต้น

จากงานวิจัย "ความสำเร็จจากงานวิจัยด้านไม้โตเร็วและพืชพลังงาน" โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกไม้โตเร็วเป็นพืชพลังงาน

พืชพลังงาน

ศักยภาพไม้โตเร็วที่สามารถใช้เป็นพืชพลังงานในประเทศไทย

จากการเก็บข้อมูลพบว่า ไม้โตเร็วที่นิยมปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นไม้ต่างถิ่น ได้แก่ กระถินยักษ์ กระถินอาคาเซีย ยูคาลิปตัส สนประดิพัทธ์ สนทะเล เสม็ดขาว และไผ่

กระถินณรงค์ (Acacia auriculiformis) ระยะปลูก 1.5×2 หรือ 2×2 หรือ 2×3 หรือ 4×4 เมตร อายุการตัดฟัน 4-5 ปี ต้นทุนการปลูก 6,700 บาท ต่อไร่ (ไม่รวมค่าตัดฟัน) รายได้สุทธิในการตัดฟันครั้งแรก 2,000-3,000 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ต่อปี 3 ตัน (น้ำหนักสด) ค่าความร้อน 4,700-4,800 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

กระถินเทพา (Acacia mangium) ระยะปลูก 2×2 หรือ 2×3 หรือ 3×3 เมตร อายุการตัดฟัน 6-7 ปี ไม่ไว้หน่อ ต้นทุนการปลูก 3,000-4,500 บาท ต่อไร่ ไม่รวมค่าตัดฟัน รายได้สุทธิในการตัดฟันครั้งแรก 4,000-4,500 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ ต่อปี 11.2 ตัน (น้ำหนักสด) ระยะเวลาการปลูก 5 ปี ค่าความร้อน 4,700-4,900 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

กระถินยักษ์ (Leucaena leucocephala, Tarramba) ระยะปลูก 1×1 หรือ 1.5×15 หรือ 2×1 เมตร อายุการตัดฟัน ทุก 1-2 ปี แตกหน่อ ต้นทุนการปลูก 3,000-4,500 บาท ต่อไร่ (ไม่รวมค่าตัดฟัน) รายได้สุทธิ การตัดฟันครั้งแรก 4,000-5,000 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ ต่อปี 2 ตัน (น้ำหนักแห้ง) ค่าความร้อน 4,200-4,600 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม

สนประดิพัทธ์ (Casuarina junghuhniana) ระยะปลูก 2×2 หรือ 2×3 เมตร อายุการตัดฟัน 5-7 ปี ต้นทุนการปลูก 3,000-8,000 บาท ต่อไร่ (ไม่รวมค่าตัดฟัน) ไม่มีข้อมูลรายได้สุทธิในการตัดฟันครั้งแรก ส่วนผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ ต่อปี 3-5 ตัน (น้ำหนักสด) และมีค่าความร้อน 4,500-4,700 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม

สนทะเล (Casuarina equisetifolia) ระยะปลูก 4×4 เมตร อายุการตัดฟัน 5-10 ปี ไม่มีข้อมูลต้นทุนการปลูก รายได้สุทธิหลังตัดฟันครั้งแรก และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี ส่วนค่าความร้อนอยู่ที่ 4,900-5,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

ยูคาลิปตัส (E. camaldulensis, E. urophylla, E. pellita) ระยะปลูก 2×1 หรือ 2×2 หรือ 2×3 หรือ 2×4 เมตร อายุการตัดฟัน ทุก 3-5 ปี แตกหน่อ 2-3 รอบ ต้นทุนการปลูก 6,000-7,000 บาท ต่อไร่ รายได้สุทธิ การตัดฟันครั้งแรก 2,000-3,000 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี 3-5 ตัน (น้ำหนักสด) และมีค่าความร้อน 4,200-4,500 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) ระยะปลูก 3×4 หรือ 4×4 เมตร อายุการตัดฟัน 3-6 ปี ต้นทุนการปลูก 15,000 บาท ต่อไร่ 6 ปี รายได้สุทธิ การตัดฟันครั้งแรก 10,000-15,000 บาท ต่อไร่ 6 ปี ไม่มีตัวเลขผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี มีค่าความร้อน 4,400-4,500 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

ไผ่ (Bambusa, Dendrocalamus) ระยะปลูก 4×4 เมตร อายุการตัดฟัน ตัดครั้งแรก 3 ปี จากนั้นตัดทุกปี ต้นทุนการปลูก 6,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี รายได้สุทธิ การตัดฟันครั้งแรก 21,000 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อปี 7-11 ตัน (3-5 ปี) ค่าความร้อน 4,500-4,600 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum) มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เหมาะสมนำมาผลิตไฟฟ้า คือ สายพันธุ์ปากช่อง 1 ซึ่งปลูกได้ทุกภาคของประเทศ สามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 6-7 ปี และปีละ 5-6 ครั้ง ต้นทุนการปลูก 6,500 บาท ต่อไร่ มีรายได้ปีละ 16,000 บาท ต่อไร่ มีค่าความร้อน 3,350-4,300 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม

พืชพลังงาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐที่ขานรับต่อโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน โดยการประชุมคณะทำงานจัดทำแนวทางสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล ครั้งที่ 2/2564 ได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ (ไม้โตเร็ว)

เพื่อเป็นวัตถุดิบ หรือ เชื้อเพลิง สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งยึดหลักการตลาดนำการผลิต โดยนำความต้องการวัตถุดิบหรือ เชื้อเพลิง สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ของ กระทรวงพลังงาน มาใช้ คาดการณ์ปริมาณความต้องการ และพื้นที่ปลูกไม้โตเร็ว

เบื้องต้นพบว่า กลุ่มพื้นที่เป้าหมายที่มีโอกาสในการส่งเสริม ให้มีการปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้โตเร็ว ได้แก่ พื้นที่นาดอนนอกเขตชลประทาน จำนวน 18.53 ล้านไร่ และพื้นที่ตามนโยบายลดพื้นที่ปลูกของรัฐบาล เช่น การปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) จำนวน 6.11 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกพืชชนิดเดิมและให้ผลตอบแทนต่ำ

ทั้งนี้คณะทำงานจัดทำ แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ (ไม้โตเร็ว) ได้เสนอผลการศึกษาไม้โตเร็ว จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ กระถินณรงค์ กระถินเทพา กระถินยักษ์ ยูคาลิปตัส ไผ่ และหญ้าเนเปียร์ พบว่า ไม้เศรษฐกิจโตเร็วหลายชนิดเหมาะสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล

โดยเฉพาะกระถินยักษ์ที่มีจุดเด่นสำคัญ คือ สามารถปลูกและเติบโตได้ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ สามารถปลูกและเริ่มตัดใช้ประโยชน์ได้ในปีที่ 3

และเริ่มแตกหน่อ พร้อมตัดใหม่ได้ทุก ๆ 2 ปี โดยโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ จะมีความต้องการไม้สับประมาณปีละ 15,000 ตัน จึงต้องใช้พื้นที่ปลูกไม้โตเร็ว (กระถินยักษ์) ปีละ 1,364 ไร่ ส่งผลให้มีพื้นที่ส่งเสริม รวม 3 ปี ทั้งสิ้น 4,091 ไร่ ต่อโรงไฟฟ้าชีวมวล 1 เมกะวัตต์

ดังนั้น โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์ จะมีความต้องการไม้สับปีละ 1,125,000 ตัน ใช้พื้นที่ปลูกไม้โตเร็ว (กระถินยักษ์) ปีละ 102,300 ไร่ พื้นที่รวม 3 ปี จะต้องใช้พื้นที่ทั้งสิ้น 306,900 ไร่

นอกจากนี้ พืชพลังงาน ที่เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ก็สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้เช่นกัน ได้แก่ กากอ้อย แกลบ ทะลายปาล์ม ไม้สับ เป็นต้น

เกษตรกร หรือ วิสาหกิจชุมชนฯ ที่เข้ารวมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน จะเลือกปลูกพืชชนิดใดเพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้า ควรจะต้องคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการปลูกพืชแต่ละชนิดหรือไม่ ซึ่งหากผ่านการศึกษาและวิจัยอย่างรอบครอบแล้ว ก็เชื่อว่าการปลูกพืชพลังงาน ป้อนโรงไฟฟ้าชุมชน จะเป็นแนวทางเสริมรายได้อย่างยั่งยืน

เพราะโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนกำหนดให้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจะต้องลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU) ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างหลักประกันและผลประโยชน์ของเกษตรกรผ่านวิสาหกิจชุมชน ไปตลอด 20 ปี ตามอายุโรงไฟฟ้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...