โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

INTERVIEW: “ถึงไม่ได้ที่หนึ่ง เราก็ได้เพื่อน”—คุยกับครอบครัวน้องเชฟ (มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ไทยแลนด์)

Mood of the Motherhood

อัพเดต 05 ม.ค. 2562 เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 03.43 น. • INTERVIEW

ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของรายการมาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ไทยแลนด์ ซีซั่นหนึ่ง ที่ผ่านมา นอกจากเราจะได้เห็นฝีมือการทำอาหาร การควบคุมอารมณ์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเด็กทั้งสามคนที่ผ่านมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว สถานการณ์ที่แสนจะกดดันในวันนั้น ยังทำให้เราได้เห็นน้ำใจนักกีฬาของเด็กๆ

โดยเฉพาะ น้องเชฟ—ด.ช. สิริศักดิ์ มาทอง หนุ่มน้อยวัย 11 ปี ที่เรียกเสียงปรบมือจากผู้ปกครองและทีมงานในรายการได้หลายครั้ง เพราะนอกจากฝีมือการทำอาหารที่จัดจ้านแล้ว น้องเชฟยังพยายามพูดเชียร์ให้เพื่อนมีกำลังใจ และพยายามให้ความช่วยเหลือเพื่อนในยามคับขันอีกหลายหน

เรามีโอกาสได้คุยกับ คุณพ่อ—อุดมศักดิ์ มาทอง และคุณแม่—สิริเกศ มาทอง สองแรงกำลังสำคัญที่เป็นทั้งแรงบันดาลใจและแรงสนับสนุนให้น้องเชฟทั้งหลงรัก สนุก และมีความสุขกับการทำอาหาร

และชวนทั้งสามคนพ่อแม่ลูกมาคุยกันถึงความประทับใจที่ได้จากการแข่งขันครั้งนี้

“ถึงไม่ได้ที่หนึ่ง เราก็ได้เพื่อน”—น้องเชฟ

น้องเชฟในวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง

แม่: น้องเชฟเป็นลูกคนเดียวค่ะ แล้วก็ไม่มีเพื่อนเล่น (หัวเราะ) และที่บ้านเราทำเคเทอริ่ง (catering) เขาก็เลยได้เห็นพ่อทำอาหารเป็นประจำ

ครอบครัวเป็นเชฟทั้งคุณพ่อคุณแม่

แม่: แม่ไม่ได้เป็นเชฟค่ะ แต่คุณพ่อเมื่อก่อนเป็นเชฟในโรงแรม แล้วเขาออกมาช่วยแม่ทำเคเทอริ่งเต็มตัว น้องเชฟเกิดมาก็เห็นครอบครัวเราทำอาหาร สัก 3-4 ขวบ เขาก็เริ่มเข้าตามเข้าครัวมาหยิบจับนู่นนี่ คุณพ่อเขาก็เริ่มสอน แล้วเขาก็เริ่มทำอาหารได้

พ่อ: ตอนเล็กๆ น้องเชฟเขาอยู่กับคุณปู่คุณย่า แล้วพอดีมีเพื่อนผมซื้อพวกหม้อสแตนเลส กระทะสแตนเลสเล็กๆ เหมือนของเล่น แต่ใช้ทำอาหารได้จริงมาฝาก พ่อก็เลยหาตาแก๊สเล็กๆ มาให้เขา แล้วเขาก็เริ่มจากการลองทอดไข่ พอทำได้เขาก็ติดใจ

คุณพ่อคุณแม่เริ่มเห็นแววชอบทำอาหารของน้องเชฟตอนไหน

พ่อ: ตอนที่เขา 3-4 ขวบ ผมไปแข่งรายการIron Chef Thailand แล้วก็เอาเทปตอนที่ไปออกรายการมาให้เขาดู เขาก็ชอบดูผมทำอาหารอยู่ในโทรทัศน์ พอย้ายจากบ้านปู่ย่ากลับมาอยู่กับพ่อแม่ เขาก็เห็นว่าเราเป็นครอบครัวทำอาหารเต็มตัว เขาก็เข้ามาช่วยทำนู่นทำนี่  ตอนแรกเราก็กลัวเขาจะโดนไฟ แต่พอเขาทำอาหารแล้วมันเกิดประกายไฟ แทนที่เขาจะกลัว เขาดันชอบไปอีก

แม่: เชฟเป็นเด็กชอบเล่นไฟ (หัวเราะ)

พ่อ: เขาไม่กลัว แต่เขารู้นะว่ามันร้อน และเขาก็มีวิธีที่จะไม่ให้ตัวเขาโดนไฟ ตอนหลังเวลาเขาทำให้ไฟมันลุกแล้วมีคนว้าวกับสิ่งที่เขาทำ เขาก็ยิ่งชอบ ยิ่งภูมิใจใหญ่

ทำไมน้องเชฟถึงชอบทำอาหารคะ (หันไปถามน้องเชฟ)

เชฟ: ก็เห็นพ่อกับแม่ทำมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ (คุณแม่แซวว่า จะไม่ตอบมากกว่านี้จริงๆ เหรอ)

จำได้ไหมว่า เห็นคุณพ่อทำเมนูไหนแล้วถึงอยากลองทำบ้าง

เชฟ: สปาเกตตีครับ (เงียบ)

(คุณพ่อบอกว่าน้องเชฟเป็นเด็กขี้อาย ถ้าไม่สนิทมากๆ จะไม่ค่อยคุยเล่นด้วย)

คุณพ่อเริ่มให้น้องเชฟไปช่วยทำอาหารจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

แม่: จำไม่ได้เลยค่ะ คือเวลาไปทำงาน เราก็ไปด้วยกันตลอด จำไม่ได้เลยว่าจริงจังตอนไหน (หัวเราะ) แต่เขาจะคอยช่วยอยู่ข้างๆ พ่อเขาตลอด

พ่อ: งานแรกผมจำได้ว่าเขาไปช่วยทำบาร์บีคิวในงานแต่งงานที่เพชรบุรี ตอนนั้นเป็นงานแรกที่ไปทำงานต่างจังหวัดด้วยกัน ถ้านับงานนั้น เขายังเด็กมาก น่าจะประมาณสามขวบครึ่งได้

เวลาไปช่วยคุณพ่อทำงานกับการไปแข่งในมาสเตอร์เชฟฯ อะไรยากกว่ากันครับ (หันไปถามน้องเชฟอีกครั้ง)

เชฟ: เวลาไปทำงานกับพ่อ ก็มีคนรู้จักที่เคยทำงานด้วยกัน ก็จะรู้ใจกัน แต่เวลาไปแข่ง ก็ได้เจอเพื่อน แต่ว่าไม่เคยทำงานด้วยกันก็จะไม่รู้ใจกัน ก็ทำงานยากขึ้นนิดนึง

แล้วชอบแบบไหนมากกว่า

เชฟ: ทำกับเพื่อนก็สนุกดีครับ เวลาไปแข่งถ้าได้อยู่กับมาร์คก็รู้ใจกันแค่สองคน

ย้อนกลับมาถามคุณพ่อคุณแม่ ตอนที่ตั้งชื่อเล่นให้น้องว่า ‘เชฟ’

แม่: ก็ตั้งใจนะคะ เพราะตอนท้องเราก็ตั้งใจท้องเนอะ (หัวเราะ) แล้วพ่อก็เป็นเชฟ ที่บ้านก็ทำธุรกิจด้านนี้ด้วย เราก็คิดเลยว่าลูกคนแรกให้ชื่อเชฟ แล้วถ้ามีคนที่สองจะให้ชื่อกุ๊ก แต่เผอิญมีคนเดียว (ยิ้ม)

“เขาเห็นพ่อแล่ปลา เขาก็อยากลอง จะได้มาช่วยพ่อแล่ปลา เขาเห็นพ่อเอาหมูมาม้วน เขาก็อยากทำ เราจะไม่ใช้วิธีเรียกเขามาสอน เพราะเขาคงไม่เอา แต่เป็นการทำให้เขาดู ถามเขาว่าอยากลองทำไหม”* *

พอเห็นว่าน้องชอบเขาครัว ชอบทำอาหาร คุณพ่อต้องสอนอะไรเป็นพิเศษบ้าง

พ่อ: ช่วงแรกก็เน้นเรื่องความปลอดภัย สอนว่าทำยังไงไม่ให้เกิดอันตรายก่อน เพราะเขาต้องใช้อุปกรณ์ เช่น มีด ต้องสอนว่าจับยังไงถึงจะไม่บาดมือ เตาตรงไหนที่จะร้อนบ้าง ก็จะให้เขาลองแตะดูว่าเดี๋ยวมันจะร้อนนะ

แต่ไม่เคยใช้วิธีห้าม…

พ่อ: ไม่เลย ห้ามเขาไม่ได้ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ (หัวเราะ) ยิ่งห้ามเขายิ่งอยากลอง

แม่: คิดว่าให้เขาเรียนรู้จากชีวิตประจำวันของพ่อลูก มันจะไม่เหมือนส่งเขาไปเรียนเทกคอร์ส เพราะเขาจะซึมซับไปเอง อย่างเขาเห็นพ่อแล่ปลา เขาก็อยากลอง จะได้มาช่วยพ่อแล่ปลา เขาเห็นพ่อเอาหมูมาม้วน เขาก็อยากทำ เราจะไม่ใช้วิธีเรียกเขามาสอน เพราะเขาคงไม่เอา แต่เป็นการทำให้เขาดู ถามเขาว่าอยากลองทำไหม แล้วพวกเทคนิคต่างๆ เขาก็จะค่อยๆ ซึมซับไปเอง

พ่อ: เมื่อก่อนผมทำงานในโรงแรม ตอนเย็นแม่เขาก็จะพาน้องเชฟไปนั่งรอผมในห้องอาหาร เขาก็จะเห็นว่าที่โรงแรมมีเตาแบบนี้ ทำไมไม่เหมือนของที่บ้าน เขาจะเป็นเด็กช่างสังเกตว่าอุปกรณ์อะไรมีไว้ทำอะไร อย่างเช่น เตาคอมบิฯ ที่มันหน้าตาเหมือนเตาอบ เขาก็จะสังเกตแล้วรู้เองว่ามันใช้ทำอะไรได้บ้าง

น้องเชฟเริ่มเข้าวงการแข่งขันทำอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่

พ่อ: ครั้งแรกน่าจะเป็นตอน 8 ขวบ แข่งทำแซนด์วิชของขนมปังฟาร์มเฮาส์

แม่: มันเป็นการแข่งสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ขวบ คือช่วยกันคิดสูตร แล้วเขาก็ไปทำไปพรีเซนต์ แล้วก็ได้รางวัลรองชนะเลิศมา ต่อมาก็เป็น Iron Chef Thailand เมื่อสามปีที่แล้ว ก็ยัง 8 ขวบเหมือนกัน

พ่อ: ตอนนั้นเชฟเด็กที่สุดในรายการ ประสบการณ์ที่มีก็มาจากสิ่งที่เขาเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน โชคดีที่พวกอุปกรณ์ต่างๆ เรามีที่บ้านอยู่แล้ว เขาก็รู้ว่าอะไรต้องใช้ยังไง เลยไม่จำเป็นต้องไปเรียนเพื่อที่จะมาแข่ง ก็ใช้ความรู้เท่าที่เขาเรียนรู้มาด้วยตัวเอง

เวลาไปแข่งขัน ครอบครัวเป็นฝ่ายผลักดันหรือน้องอยากไปด้วยตัวเอง

แม่: ก็เอามาถามเขาก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าจะไปแข่ง มันต้องมีการซ้อม ซึ่งเวลาซ้อมเราจะปวดหัวกันมาก เพราะเชฟเขาจะคิดว่าเขารู้แล้ว เขาทำเป็น แล้วเขาก็จะไม่อยากซ้อม

พ่อ: เชฟเขาจะเป็นเด็กที่สมมติว่าเราสอนเขาวันนี้ เขาจะยังไม่ทำ แต่เขาจะเก็บไว้ แล้วสิ่งที่เราสอนไว้วันนี้ เขาก็จะเอาไปทำวันพรุ่งนี้

แม่: เหมือนถ้าสอนแล้วทำตามทันทีเขาจะรู้สึกเสียหน้า (หัวเราะ)

ตอนไปแข่งรายการแรก คุณพ่อคุณแม่กังวลหรือคิดว่ามันยากเกินไปสำหรับเด็ก 8 ขวบไหม

แม่: ตอนนั้น ไม่ค่อยรู้สึกว่ายากนะคะ ไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะตอนถ่ายรายการ เขาให้ผู้ปกครองเขาไปดูได้ มีผู้ใหญ่เข้าไปช่วยเตรียมของได้ แต่ว่าเขาต้องลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง

พ่อ: แต่พอมาแข่งมาสเตอร์เชฟฯ รายการเขาไม่ให้พ่อแม่เข้าไปดูเลย เด็กต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ของก็ต้องหาเอง

แม่: ใช่ค่ะ เราก็รอโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาบ้าง ทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ รู้อีกทีตอนเห็นเด็กคนอื่นร้องไห้ถือเหรียญออกมาแล้ว (หัวเราะ)

“เราบอกกับเขาว่าให้หนูทำดีที่สุดเท่าที่อยากทำนะ มันเป็นโอกาสของหนู แต่ไม่จำเป็นต้องชนะก็ได้ ไม่ต้องไปเครียด แม่ไม่เคยบอกเขาว่าเชฟต้องได้ที่หนึ่ง”* *

ในรายการน้องเชฟดูเอาจริงเอาจัง เป็นเพราะเขาโตและเริ่มมีความคาดหวังหรือเปล่า

พ่อ: ที่จริงก็เป็นโชคดีตรงที่เขาเคยมีประสบการณ์การแข่งขันจากรายการแรกมาก่อน แต่ครั้งนั้นความกดดันมันน้อยกว่า เพราะครั้งนี้ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของเขาอย่างเดียวเลย

แม่: แต่เขาก็ไม่ค่อยเครียดเท่าไรนะคะ เพราะเขาไม่ได้คาดหวังว่าต้องชนะ หมายถึงว่า เราบอกกับเขาว่าให้หนูทำดีที่สุดเท่าที่อยากทำนะ มันเป็นโอกาสของหนู แต่ไม่จำเป็นต้องชนะก็ได้ ไม่ต้องไปเครียด แม่ไม่เคยบอกเขาว่า เชฟต้องได้ที่หนึ่ง

พ่อ: เราบอกแค่ให้เขาทำให้ดี

“มันก็ดีตรงที่ว่า ถ้าเขาชนะไม่ได้ เขาก็จะได้รู้จักคำว่าแพ้ พอรู้จักคำว่าแพ้ เขาก็จะกลับมาพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ”* *

แล้วคิดว่าตัวน้องเชฟเองอยากชนะไหม

พ่อ: คิดว่าเขาก็คาดหวังทุกแมตช์ แต่มันก็ดีตรงที่ว่า ถ้าเขาชนะไม่ได้ เขาก็จะได้รู้จักคำว่าแพ้ พอรู้จักคำว่าแพ้ เขาก็จะกลับมาพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

แม่: เวลาแพ้ มันก็เหมือนเป็นเกราะ พอเขาแข็งแรงแล้วเขาก็คงจะชนะบ้าง

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากการที่น้องไปแข่งขันในรายการ

แม่: เขาดูมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หมายถึงเวลาที่เขาต้องไปเจอโจทย์หรืออะไรที่เขาต้องคิดเอง ยิ่งพอเข้ารอบลึกๆ เขาก็ยิ่งมีความคิดของตัวเอง เช่น มาบอกว่า รอบนี้หนูว่าจะทำอย่างนี้

พ่อ: บางทีอะไรที่เราสอนเขา เขาก็รู้จักที่จะเก็บเอาไว้ก่อน ยังไม่ใช้รอบนี้ รอรอบต่อไปค่อยเอามาใช้ แล้วก็ผสมผสานกับสิ่งที่เขาคิดเอง

เมนูที่เตรียมไปแข่งในรอบสุดท้าย เป็นไอเดียที่น้องเชฟคิดเองหรือเปล่า

พ่อ: ตัวเมนูเราก็ช่วยกันคิดทั้งสามคน แต่เวลาซ้อมก็จะเป็นแบบนึง พอไปทำจริง ก็ออกมาเป็นอีกแบบนึง (หัวเราะ) มันอยู่ที่สถานการณ์เฉพาะหน้า และการตัดสินใจของเขา

แม่: ตอนซ้อมเราก็คิดไว้ว่ามันจะเป็นอีกแบบนึง แต่พอไปทำจริง ด้วยอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนเดิม สถานที่ก็ไม่เหมือนเดิม

พ่อ: ตอนแข่งจริงมันมีข้อจำกัดต่างๆ เขาก็ต้องไปคิดและตัดสินใจเองว่าจะทำยังไง อาจจะเพิ่มอย่างนึง แล้วลดอีกอย่างนึง ทุกอย่างอยู่ที่หน้างานของเขา

แม่: ตอนนั้นมีเมนูแกงรัญจวน เราคิดไว้ว่ามันจะต้องเป็นเจลลี่ แต่พอมันไม่ออกมาเป็นเจลลี่ เขาก็ต้องคิดเองว่าจะแก้ไขยังไง ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีอะไรไปเสิร์ฟกรรมการ

ดูเหมือนเป็นเด็กที่ทำอาหารไทยได้ดี แต่ส่วนตัวน้องเชฟชอบทำอาหารประเภทไหนคะ

เชฟ: ชอบทำอาหารฝรั่งฮะ

แล้วชอบกินอาหารประเภทไหน

เชฟ: ชอบอาหารฝรั่งกับญี่ปุ่น

พ่อ: เขาน่าจะซึมซับมาจากอาหารเช้าที่แม่ทำให้ทุกวัน (ว่าแล้วคุณพ่อก็เปิด อินสตาแกรม อาหารเช้าของน้องเชฟ ที่คุณแม่ทำและถ่ายรูปเก็บไว้ทุกวันมาเป็นเวลาหลายปีให้พวกเราดู)

แม่: ช่วงแรกๆ แม่ก็พยายามทำแบบน่ารักๆ ให้เขา อยากให้เขาเห็นวิธีการจัดแต่งจาน คือเราไม่ได้ใช้วิธีสอนเขาแต่จะทำให้เขาเห็น ทุกเช้าเขาก็จะเห็นแม่ทำอาหารจัดจานสวยๆ แล้วเขาก็กินสองคำอิ่ม แม่นั่งทำตั้งนาน (หัวเราะ)

ชีวิตที่โรงเรียนน้องเชฟเป็นยังไงบ้าง

แม่: จริงๆ เชฟไม่ใช่เด็กเรียนดีเลย (หัวเราะ) เขาเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม วิชาการไม่เด่น เรียกว่าไม่เด่นอย่างมากก็ได้ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสนะ

พ่อ: ผมเองก็เป็นเด็กกิจกรรมมาก่อน ผมก็รู้ว่าเรื่องเรียนมันสำคัญ แต่ถ้าเราทำกิจกรรม เราเข้ากับเพื่อนได้ มันก็จะช่วยให้เราคิดหรือทำอะไรเป็นได้อีกหลายอย่าง อาจจะมากกว่าคนที่นั่งเรียนอย่างเดียวแล้วไม่เอากิจกรรมเลยก็ได้ แต่น้องเชฟนี่ก็เป็นเด็กที่เอากิจกรรมทุกอย่าง (หัวเราะ)

แม่: เขาเหมือนเป็นคนของประชาชน เพื่อนเยอะ คนรู้จักทั้งโรงเรียน กับคุณครูก็เหมือนลูกรัก มีงานกีฬาอะไรเขาก็ไปช่วย ไปเล่นทุกอย่าง… ได้หมด ยกเว้นวิชาการ (หัวเราะ)

ดูเหมือนครอบครัวพร้อมที่จะสนับสนุนทุกด้าน

พ่อ: สนับสนุนทุกเรื่องครับ ไม่จำเป็นต้องเรื่องทำอาหารก็ได้ แต่จะผลักดันไปถึงจุดไหน ทุกอย่างก็อยู่ที่ตัวเขา

ตอนนี้น้องยังมีแววสนใจด้านอื่นนอกจากทำอาหารอีกไหม

แม่: จริงๆ เขาก็ยังชอบหลายอย่างนะคะ ดนตรี ฟุตบอล ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป อย่างฟุตบอลเขาก็ยังชอบเล่นอยู่ แต่ช่วงที่แข่งมาสเตอร์เชฟฯ ก็ต้องเอาเวลาไปซ้อมทำอาหารมากกว่า

พ่อ: แต่พอแข่งในรายการเสร็จแล้ว อย่างวันนี้ที่จริงเขาก็ต้องไปเล่นฟุตบอลที่ชมรม แล้วปกติเขาก็เล่นดนตรีในวงโยฯ

เล่นฟุตบอล เล่นดนตรี แล้วก็ทำอาหาร น้องเชฟชอบอะไรที่สุด

เชฟ: ชอบทำอาหารกับเล่นฟุตบอลครับ

เวลาแข่งขันเสร็จแล้วน้องเคยผิดหวังกับผลงานตัวเองจนคุณพ่อคุณแม่ต้องปลอบใจไหม

พ่อ: ก็มีนะ เราคุยกับเขาตั้งแต่ขึ้นรถมาเลยว่าหนูทำดีที่สุดแล้ว

“มันโชคดีตรงที่เด็กๆ เขารักกัน เขาก็เลยไม่กดดันมาก คือตอนแข่งก็แข่งไป แต่เสร็จแล้วก็ออกมานั่งเล่นเกมกันเหมือนเดิม”* *

รอบไหนที่น้องแข่งออกมาแล้วไม่โอเคหรือเห็นว่าน้องกังวลที่สุด

พ่อ: รอบหกคนสุดท้าย ที่น้องจัสมินเลือกกึ๋นให้

แม่: ใช่ รอบนั้นออกมาหน้าตาเครียดเลย

พ่อ: ถ้าเขาทำแล้วไม่มั่นใจ เขาจะนิ่ง เงียบ เราก็จะบอกเขาว่าไม่เป็นไร แพ้ก็แพ้ เราเป็นลูกผู้ชายพอ แล้วก็จะถามเขาตลอดว่า หนูอยากไปต่อไหม ถ้าอยากก็ต้องพัฒนาตัวเองต่อไป หนูก็เห็นอยู่แล้วว่าเพื่อนที่มาแข่งเก่งกันทุกคน

แม่: มันโชคดีตรงที่เด็กๆ เขารักกัน เขาก็เลยไม่กดดันมาก คือตอนแข่งก็แข่งไป แต่เสร็จแล้วก็ออกมานั่งเล่นเกมกันเหมือนเดิม

เดี๋ยวนี้มีรายการแข่งขันสำหรับเด็กเยอะขึ้น หลายครอบครัวก็ยิ่งพยายามผลักดันให้ลูกได้ลองเข้าสู่การแข่งขัน คุณพ่อคุณแม่มีความเห็นกับเรื่องนี้ยังไงบ้าง

พ่อ: อย่างแรกต้องถามความสมัครใจลูกก่อน เขาชอบไหม สนใจไหม รักมันไหม อยากที่จะทำจริงๆ ไหม ไม่ใช่พ่อแม่เป็นคนยัดเยียดให้เขาไปแข่ง หรือทำตามความต้องการของสังคม อยากให้ลูกมีหน้ามีตา

แม่: ไม่ใช่ทำเพื่อสนองความต้องการของพ่อแม่

พ่อ: เราต้องคอยดูว่าเขาพร้อมแค่ไหนและเขาโอเคไหม อย่างรายการมาสเตอร์เชฟฯ ผมก็ถามเขาก่อนว่าอยากไปไหม พอเขาตอบว่าโอเค เราถึงส่งใบสมัครเข้าไป เพราะว่าตอนที่ไปแข่ง Iron Chef Thailand นี่เขายังเด็กมาก เขาไม่รู้ว่าพอไปเจอสถานการณ์จริงแล้วเขาจะเครียด ก่อนแข่งก็เลยมีอ้วกบ้าง เหมือนเขารับความกดดันตรงนั้นไม่ไหว

แสดงว่าน้องเข้าใจความจริงจังของการแข่งขันแบบผู้ใหญ่

แม่: เขาเข้าใจนะ แต่มันไม่ใช่ความกดดันว่าต้องชนะ แม่คิดว่าเขาเด็ก เขาก็เลยกลัว แต่พอถึงเวลาลงมือทำจริงๆ เขาก็ทำได้

ตอนนั้นคุณแม่ไม่กลัวว่าน้องจะทำไม่ได้หรือรับมือไม่ไหวเหรอ

พ่อ: เราคอยถามเขาตลอดว่าไหวไหม โอเคไหม ถ้าไม่ไหวก็ไปถอนตัวกันนะ แต่ก็ต้องอธิบายให้เขาฟังว่า ถ้าหนูถอนตัว ทีมงานจะมีผลกระทบอะไรบ้าง

แม่: แม่มั่นใจในตัวเขา คือเราเชื่อว่า ถ้าเขาบอกว่าไหว หรือเขายืนยันที่จะทำต่อ เขาก็จะผ่านมันไปได้

เวลาต้องไปถ่ายรายการ น้องเชฟมีงอแงหรืออยากล้มเลิกกลางคันไหม

แม่: ไม่มีเลย เขามีความรับผิดชอบมาก

ดูเหมือนเด็กๆ จะมีความสุขกับการไปแข่งขันในรายการมาก

แม่: โอ้โห เขามาบอกแม่ว่า อยากให้รายการเลิกตีสาม จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน เวลามีถ่ายสัมภาษณ์ทีละคน เขาจะไปขอทีมงานว่าขอถ่ายเป็นคนสุดท้าย อยากเลิกดึก ไม่อยากไปโรงเรียน

อยากให้เล่าถึงเหตุการณ์วันแข่งรอบชิงชนะเลิศ

(ทีมงานช่วยบอกว่า วันถ่ายการแข่งขันรอบสุดท้าย ทีมงานนัดทุกคนมาหกโมงเช้าและเริ่มถ่ายจริงประมาณเก้าโมง)

พ่อ: เขาเรียกเชฟเข้าไปเก็บตัวตอนแปดโมง

แม่: เราก็คิดว่าเดี๋ยวก็คงได้ออกมาพักบ้าง แต่ไม่ใช่เลย เข้าไปทีเดียวแล้วก็หายไปเลย

พ่อ: คือเวลาแข่งรอบปกติ เขาจะมีเบรกกินข้าว เด็กก็ออกมาเจอผู้ปกครองได้ แต่วันที่แข่งรอบสุดท้าย เด็กสามคนนี้เหมือนถูกกักบริเวณเลย ไม่ได้ออกมาเลย (หัวเราะ)

แม่: กว่าจะเสร็จก็…​ ตีสองได้

พ่อ: ที่ในรายการเห็นว่าน้องมาร์คง่วง นั่นเขาง่วงจริงๆ เพราะว่ามันดึกมาก (หัวเราะ)

แม่: แต่วันนั้นเป็นครั้งแรกที่พ่อแม่ได้เข้าไปเห็นข้างในสตูดิโอ ก่อนหน้านั้นเราจะไม่เคยเห็นว่าลูกอยู่ในนั้นเป็นยังไง ถูกดุ ถูกว่าบ้างไหม

พ่อ: ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ที่เข้าไปในรายการนี้เก่งกันทุกคน ขนาดเด็กตัวเล็กๆ แต่ใจเขาใหญ่มาก แล้วเราเจอกันทุกสัปดาห์มันก็ผูกพันกัน สนิทกันมาก

แม่: ลูกใครออก พ่อแม่คนอื่นก็น้ำตาไหลไปด้วย

น้องเชฟจำได้ไหมว่าเมนูสุดท้ายเริ่มลงมือทำกันตอนกี่โมง

เชฟ: ห้าทุ่มครับ

แล้ววันนั้นทำไมถึงพยายามช่วยน้องมาร์ค

เชฟ: คือตั้งแต่แข่งมาทั้งวัน ผมเห็นมาร์คเขาทำพลาดหลายอย่าง ยิ่งตอนเมนูที่สาม ตั้งแต่ทำทาร์ตร่วง ตอกไข่ แล้วก็… (นึกไม่ออก)

แปลว่าเราทำเมนูของตัวเองไป แต่ก็คอยดูเพื่อนไปด้วยเหรอ

เชฟ: เปล่าฮะ ผมได้ยินเพื่อนข้างบนตะโกนลงมา (หัวเราะ) แล้วก็เห็นกรรมการเดินมาหามาร์ค ผมก็เลยบอกมาร์คว่าให้สู้ๆ

ตอนนั้นน้องมาร์คไม่อยากทำต่อแล้วเหรอ

เชฟ: ใช่ฮะ เขาบอกว่าไม่อยากเอาไปเสิร์ฟกรรมการแล้ว

แล้วถ้าทำได้ จริงๆ เชฟอยากช่วยมาร์คทำอะไรบ้าง

เชฟ: ผมอยากให้เขาทำให้เสร็จทันเวลา จะได้มีของไปเสิร์ฟกรรมการ

แล้วเราพอใจในเมนูของตัวเองแล้วใช่ไหม

เชฟ: ตอนนั้นของผมเสร็จแล้ว ผมก็อยากช่วยมาร์ค เพราะถ้าเราทำเสร็จแต่เพื่อนไม่เสร็จ มันก็… (คิดนาน) อยากให้ทำเสร็จทั้งสามคนมากกว่า

แล้วรู้ไหมว่าตอนนั้นทุกคนที่ดูรายการประทับใจมาก

เชฟ: ไม่รู้ครับ (ทีมงานแอบบอกว่า ในไลฟ์ของรายการ มีคนคอมเมนต์ชมว่าน้องเชฟเป็นเด็กใจหล่อ)

เชฟ: ดีใจฮะ (หัวเราะ)

แล้วถ้าวันนั้นเมนูของตัวเองยังไม่เสร็จล่ะ

เชฟ: ผมก็ไม่ไปช่วย (หัวเราะ)

เสียใจไหมที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง

เชฟ: ไม่เสียใจฮะ เพราะว่าก็มีคนที่เก่งกว่าเรา ถึงไม่ได้ที่หนึ่ง เราก็ได้เพื่อน

ตั้งแต่ไปแข่งขันมาอะไรสนุกที่สุดในรายการ

เชฟ: ก็ได้เจอเพื่อน รอให้แข่งเสร็จจะได้ออกมาเล่นเกม

ตอนนี้รายการจบแล้วมีแพลนจะทำอะไรต่อ

เชฟ: ไปเล่นฟุตบอลฮะ (หัวเราะ)

สุดท้ายแล้วคุณพ่อคุณแม่คิดว่าน้องเชฟได้อะไรจากการแข่งขันครั้งนี้

พ่อ: จริงๆ ต้องขอบคุณรายการ คิดว่าเขามาแข่งรายการนี้ ต่อไปทำอะไรเขาก็ไม่กลัวแล้ว

แม่: แล้วเขาได้เจอทีมงานที่ดี เพื่อนที่ดี พ่อกับแม่ก็ได้เจอเพื่อนใหม่ไปด้วย จบรายการออกมาก็ยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ยังคงนัดเจอกันอยู่

หลังรายการจบน้องน่าจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แม่: ก็มีคนรู้จักมากขึ้นนะคะ ไปไหนก็เริ่มมีคนมาขอถ่ายรูปบ้าง แม่ก็บอกว่าเขาว่าจะทำอะไรก็ต้องให้เกียรตินามสกุลมาสเตอร์เชฟฯ ด้วยนะ แต่ส่วนมาก คนที่เข้ามาหาเขา ก็มาแบบเอ็นดู เราเป็นพ่อแม่ก็ภูมิใจ

พ่อ: เมื่อก่อนน้องเชฟจะไม่ชอบถ่ายรูป ถ่ายรูปทีก็แทบจะทะเลาะกันตาย แต่เดี๋ยวนี้เขาก็รู้แล้วว่ามันต้องมีบ้าง แล้วก็มารยาทดีขึ้น เมื่อก่อนเขาจะชอบอยู่เงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร ใครมาทักเขาก็เฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้เวลามีคนมาทักเขาก็จะสวัสดีบ้าง ขอบคุณบ้าง มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เหมือนเขาเรียนรู้ได้จากการทำงาน

แม่: เอ๊ะ หรือว่ารายการสอนมา (หัวเราะ)

สัมภาษณ์วันที่ 21 ธันวาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...