หนังผีอินโดนีเซีย: พัฒนาการ ผีผู้หญิง และต้นกำเนิดมูเตลู
ชาวอินโดนีเซียนิยมดูหนังผีมาก หากคุณบอกคนอินโดนีเซียว่าเป็นคนไทยแล้วชวนคุยกันเรื่องบันเทิง ร้อยละ 99.99 จะต้องเอ่ยถึงภาพยนตร์ ‘นางนาค’ อย่างแน่นอน ภาพยนตร์สยองขวัญหรือหนังผีเป็นหนึ่งในประเภทหนังที่เป็นที่นิยมผลิตและบริโภคในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินโดนีเซียอย่างมาก หนังผีอินโดนีเซียหลายเรื่องถูกส่งออกไปฉายจนได้รับรางวัลและความสนใจจากคนทั่วโลก เช่น ภาพยนตร์ ‘Dara’ (2007) ที่ได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามเมื่อได้ฉายในงาน New York City Horror Film Festival ปี 2007, ภาพยนตร์ ‘Pintu Terlarang’ (ประตูต้องห้าม) (2009) ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงาน Pucheon International Fantastic Film Festival ประเทศเกาหลีใต้, ภาพยนตร์ ‘Modus Anomali’ (2012) ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในงาน Molins Film Festival ประเทศสเปน, ภาพยนตร์ ‘Pemandi Jenazah’ (ผู้อาบน้ำศพ) (2024) ที่ได้ไปฉายที่ประเทศมาเลเซียและบรูไน และภาพยนตร์ ‘Badarawuhi di Desa Penari’ (บาดาราวูฮีที่หมู่บ้านเปอนารี) (2024) ซึ่งเป็นภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรื่องแรกที่ได้รับการติดป้ายว่าเป็นภาพยนตร์สำหรับ IMAX
ประวัติศาสตร์หนังผีในอินโดนีเซีย
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญของอินโดนีเซียมีทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งในแง่จำนวนผู้ชมและคุณภาพของภาพยนตร์ ในอดีตภาพยนตร์แนวนี้มักเน้นเรื่องราคะความแค้นของผู้หญิง แต่ปัจจุบันพัฒนาไปมากทั้งในแง่คุณภาพของการเล่าเรื่อง ลักษณะตัวละคร และองค์ประกอบทางภาพยนตร์ ภาพยนตร์สยองขวัญอินโดนีเซียสะท้อนพัฒนาการของทั้งวงการภาพยนตร์และสังคมการเมืองอินโดนีเซีย ประเภทของภาพยนตร์แนวสยองขวัญอินโดนีเซียแบ่งเป็น แนวสยองขวัญ, แนวจิตวิทยา, มนต์ดำ/หมอผี และสิ่งเหนือธรรมชาติ (ผีหรือสัตว์ประหลาด)
ดินแดนอินโดนีเซียเริ่มผลิตหนังผีตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ในขณะที่ยังคงเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ โดยหนังผีเรื่องแรกมีชื่อว่า ‘Doea Siloeman Oeler Poeti en Item’ ออกฉายในปี 1934 ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองหลังจากภาพยนตร์เรื่องแรก ‘Loetoeng Kasaroeng’ ออกฉายในปี 1926 ภาพยนตร์ ‘Doea Siloeman Oeler Poeti en Item’ มาจากตำนานของจีน เป็นเรื่องราวของปีศาจสองตนที่ต้องการกลายเป็นมนุษย์ กำกับโดยผู้กำกับชาวจีนชื่อเต เต็ง ชุน (The Teng Chun) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับ Cino Motion Pictures หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ภาพยนตร์แนวสยองขวัญก็เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น
ช่วงปี 1940-1941 บริษัทภาพยนตร์ Java Industrial Film ของ เต เต็ง ชุน ผลิตภาพยนตร์ 15 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือหนังผีเรื่อง ‘Tengkorak Hidoep’ (หัวกะโหลกมีชีวิต) กำกับโดยตัน จุย ฮ็อค (Tan Tjoei Hock) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของนักรบไปยังเกาะผีสิง ได้รับอิทธิพลการผจญภัยในป่าจากภาพยนตร์ทาร์ซาน (Tarzan) ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากเอฟเฟกต์ฟ้าผ่าหลุมศพแล้วมีไฟออกมาและหัวกะโหลกที่เคลื่อนไหวได้ก็ปรากฏขึ้น แต่หลังจากนั้นวงการภาพยนตร์อินโดนีเซียก็ซบเซาลงจากภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ตามมาด้วยสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชและปัญหาทางการเมืองของสังคมอินโดนีเซียเองหลังได้รับเอกราช
หนังผีอินโดนีเซียกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุคระเบียบใหม่ (1966-1998) ปี 1971 หนังผีเรื่อง ‘Lisa’ ของผู้กำกับ เอ็ม. ชารีฟฟุดดิน (M. Syarieffuddin) ทำให้วงการหนังผีอินโดนีเซียกลับมาคึกคัก ตามมาด้วยเรื่อง ‘Beranak dalam Kubur’ (คลอดลูกในหลุมศพ) ที่กำกับโดยอวาลูดิน (Awaludin) และอาลี ชาฮับ (Ali Shahab) นำแสดงโดยซูซันนา (Suzanna) โดยภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ลุกจากหลุมศพมาแก้แค้นผู้ที่สังหารเธอเพื่อฮุบกิจการไร่นาของครอบครัว หนังผีแนวกลับมาแก้แค้นจึงเป็นที่นิยมมากในช่วงนั้น จนในช่วงปี 1972-1980 มีการผลิตหนังผี 22 เรื่อง
ยุคระเบียบใหม่เน้นเรื่องการพัฒนา การรับทุนจากต่างชาติ และเป็นพันธมิตรกับโลกตะวันตก ในขณะเดียวกันก็มีการควบคุมทางสังคมการเมืองอย่างเข้มข้น การแสดงออกทางการเมืองทำได้อย่างจำกัดจำเขี่ย รวมถึงบทบาทของกลุ่มศาสนาต่างๆ ในการเมืองโดยเฉพาะอิสลามก็ถูกจำกัด การควบคุมทางการเมืองนี้ส่งผลให้เนื้อหาของสื่อบันเทิงเน้นหนักไปในทางสื่อที่มีคุณภาพต่ำในด้านเนื้อหา ภาพยนตร์ในยุคระเบียบใหม่จึงมักจะเป็นภาพยนตร์แนวโป๊ๆ เปลือยๆ เปิดเผยเรือนร่างของผู้หญิงค่อนข้างมาก ขายความเซ็กซี่และหนังผี หรือบางทีก็ผสมผสานกันระหว่างหนังผีกับหนังโป๊ คือเป็นผีผู้หญิงที่ถูกนำเสนอภาพเซ็กซี่ส่อนัยถึงเรื่องทางเพศ
ช่วงปี 1981-1991 เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของหนังผีอินโดนีเซีย มีหนังผีอย่างน้อย 84 เรื่อง โดยมี 16 เรื่องที่นำแสดงโดยซูซันนา ผู้ได้รับสมญานามราชินีหนังผีอินโดนีเซีย และมีเพียงหนังผีที่เธอแสดงเท่านั้นที่ได้รับความนิยมจากประชาชน ตั้งแต่ปี 1981-1989 หนังผีที่ซูซันนาแสดงได้รับการจัดอันดับ Top Five Box Office ในโรงภาพยนตร์ที่จาการ์ตาเสมอ อย่างไรก็ตาม ช่วงปี1984-1985 เป็นช่วงที่การสร้างหนังผีลดลง เนื่องจากคนหันไปนิยมชมหนังชีวิตมากกว่า ปี 1984 มีหนังชีวิต 68 เรื่อง ขณะที่ปี 1985 มี 60 เรื่อง ต่อมาในปี 1989 มีภาพยนตร์สยองขวัญเพียง 2 เรื่องได้แก่ ‘Santet’ และ ‘Ratu Buaya Putih’ (ราชินีจระเข้ขาว) ติดอันดับภาพยนตร์ขายดีในกรุงจาการ์ตา แน่นอนว่านำแสดงโดยซูซันนา
ต้นทศวรรษ 1990 ซูซันนาประกาศเลิกแสดงหนังผี นับตั้งแต่นั้นหนังผีอินโดนีเซียก็เริ่มเข้าสู่ช่วงขาลงทั้งปริมาณและคุณภาพ หนังผีในทศวรรษ 1990 ไม่มีพัฒนาการทั้งในแง่ของเนื้อเรื่องหรือการนำเสนอ บางทีก็เป็นการรีเมคภาพยนตร์เก่าแต่ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ชมเท่าต้นฉบับ ปี 1992 และ 1995 มีภาพยนตร์สยองขวัญเพียงหนึ่งเรื่องซึ่งสอดคล้องกับความซบเซาของวงการภาพยนตร์อินโดนีเซียโดยรวม ทั้งยังมีสาเหตุมาจากที่ผู้คนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์การฉวยใช้ประโยชน์จากเรือนร่างผู้หญิงในภาพยนตร์สยองขวัญ นอกจากนี้กระแสโลกาภิวัฒน์ยังนำพาสื่ออื่นๆ ทำให้ช่องทางในการรับชมภาพยนตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงภาพยนตร์อีกต่อไป
หลังยุคระเบียบใหม่ล่มสลาย ทิศทางของเนื้อเรื่องในหนังสยองขวัญมีความเป็นเมืองมากขึ้น ต่างจากยุคซูซันนาที่หยิบยกความเชื่อและวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ ของอินโดนีเซียมานำเสนอ ช่วงทศวรรษ 2000 เริ่มมีภาพยนตร์สยองขวัญที่เน้นเรื่องเพศและตลกขบขัน ยิ่งไปกว่านั้นมีภาพยนตร์หลายเรื่องเชิญนักแสดงหนังโป๊ต่างชาติมาร่วมแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญอินโดนีเซีย เช่น ริน ซากูรากิ (Rin Sakuragi) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Suster Karemas’ (2009), มาเรีย โอซาวา (Maria Ozawa) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Hantu Tanah Kusir’ (ผีแห่งดินแดนคนขับรถม้า) (2010), เทรา แพทริค (Tera Patrick) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Rintihan Kuntilanak Perawan’ (2010), โซระ อาโออิ (Sora Aoi) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Suster Karemas 2’ (2011) และ ซาช่า เกรย์ (Sasha Grey) ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Pocong Mandi Goyang Pinggul’ (2011)
ช่วงปี 2000-2009 มีภาพยนตร์สยองขวัญทั้งสิ้น 74 เรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ไม่เหมือนความสำเร็จของผีในยุคทศวรรษ 1980 ช่วงปี 2000-2009 มีหนังผีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ได้รับความนิยมจากผู้ชม เช่น Pocong (2006), Kuntilanak (2006), Hantu Jeruk Purut (2006), Suster Ngesot (2007) และ Terowongan Casablanca (2007) ในช่วงปี 2008-2016 จำนวนผู้ชมภาพยนตร์สยองขวัญยังคงต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์จากส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์
หนังผีอินโดนีเซียกลับมาขาขึ้นอีกครั้งในปี 2017 เนื่องจากภาพยนตร์สยองขวัญมีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีภาพยนตร์สยองขวัญที่ออกฉายในปี 2017 ถึง 25 เรื่อง จำนวนผู้ชม 12 ล้านคน ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมเช่น ‘Pengabdi Setan’ (ผู้รับใช้ของซาตาน) (2017) กำกับโดยโจโก อันวาร์ (Joko Anwar) มีผู้ชมราว 4.2 ล้านคน และ ‘Danur: I Can See Ghost’ (2017) จากผู้กำกับคนเดียวกันที่ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน มีผู้ชมรวม 2.7 ล้านคนในช่วงเวลาที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์ ต่อมาในปี 2022 ภาพยนตร์เรื่อง ‘KKN Desa Penari’ (ฝึกงานที่หมู่บ้านเปอนารี) ผลงานของผู้กำกับอาวี ซูร์ยาดี (Awi Suryadi) ได้ดึงดูดความสนใจของผู้ชอบหนังผีอย่างมาก จำนวนผู้ชมในโรงภาพยนตร์เรื่องนี้จึงอยู่ที่ราว 9.2 ล้านคน หรือ 34 เปอร์เซ็นต์ของส่วนแบ่งตลาดภาพยนตร์อินโดนีเซีย และหนังผีหลังจากนั้นได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จในด้านตัวเลขผู้ชมเช่นกัน
ผีผู้หญิงในหนังผีอินโดนีเซีย
แม้ว่าหนังผีอินโดนีเซียจะมีพัฒนาการดังที่กล่าวไปในข้างต้น คือในช่วงทศวรรษ 1970-1990 จะมีเรื่องราวที่มีพื้นฐานมาจากเรื่องเล่าชาวบ้านหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนหนังผีตั้งแต่ทศวรรษ 2000 จะมีความเป็นเมืองหรือร่วมสมัยมากขึ้น แต่ในบรรดาผีทั้งหมดที่ปรากฏในหนังผีไม่ว่าจะยุคไหนมักเป็น ‘ผีผู้หญิง’ เสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผีตายทั้งกลม (kuntilanak) และผีผู้หญิงในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนั้นจะเป็นผีเด็กบ้าง ผีปอจ็อง (pocong) บ้าง ซึ่งผีปอจ็องคือผีที่มาในผ้าห่อศพ หรือบางทีก็เรียกว่าผีห่อ (hantu bungkus) สาเหตุที่มีรูปลักษณ์เช่นนั้นเนื่องจากความเชื่อทางศาสนาอิสลามที่จะใช้ผ้าดิบห่อศพก่อนฝัง พอเป็นผีก็จะมาทั้งผ้าห่อศพเลย ดังนั้นผีปอจ็องคือเหมือนผีที่มีสสาร สัมผัสได้ ไม่โปร่งแสง ไม่ไร้ตัวตน ไม่สามารถเดินทะลุผ่านได้แบบผีที่มีแต่วิญญาณ แต่ผีปอจ็องคือมีเนื้อหนังด้วย ผีปอจ็องถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของผีอินโดนีเซีย
ช่วงทศวรรษ 1970 ถึงปี 2019 มีหนังผี 559 เรื่อง จากจำนวนนี้มี 338 เรื่อง (ราว 60.47 เปอร์เซ็นต์) ที่เป็นผีผู้หญิง มีเพียง 135 เรื่อง (ราว 24.15 เปอร์เซ็นต์) ที่เป็นผีผู้ชาย และอีก 86 เรื่องมีทั้งผีผู้หญิงและผู้ชาย ในขณะที่ตัวละครหลักผู้ชายมักจะถูกวางบทบาทให้เป็นผู้นำศาสนาหรือผู้มีอิทธิฤทธิ์ที่มาปราบหรือขับไล่ผีผู้หญิง สารที่ส่งถึงผู้ชมก็คือผีผู้หญิงต้องเชื่อฟังและยอมจำนนต่ออำนาจทางศาสนาของนักบวชซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
มีผู้วิเคราะห์ว่าการนำเสนอผีผู้หญิงในหนังผีเป็นการลดคุณค่าของผู้หญิง เพราะโครงสร้างสังคมปิตาธิปไตยแบบอินโดนีเซียจำกัดให้พื้นที่ของผู้หญิงอยู่เพียงในบ้านเท่านั้น ผู้หญิงจึงมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและทำงานบ้าน ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย ไร้อำนาจ และอ่อนแอทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้วกลายเป็นผีเท่านั้น
นอกจากนั้น หนังผีส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผีผู้หญิงกลับมาแก้แค้น ก็เป็นการสร้างเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับประเด็นก่อนหน้านี้ว่าเพราะผู้หญิงอ่อนแอจึงมักกลายเป็นเหยื่อ ถูกกระทำ กีดกัน ข่มเหง ถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือแม้กระทั่งถูกฆ่าตาย พวกเธอถูกทำร้ายและได้รับความบอบช้ำทางจิตใจจนสะสมเป็นความแค้น แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อตายแล้วจึงกลับมาแก้แค้น ประเด็นนี้ก็ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการลดทอนคุณค่าผู้หญิงเช่นกัน ว่าผู้หญิงเป็นเพียงคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ไร้เหตุผล ใช้แต่อารมณ์ และอ่อนแอ อย่างไรก็ตามประเด็นการแก้แค้นของผีผู้หญิงอาจมองได้ว่าผีผู้หญิงเป็นผู้กบฏต่อสังคมชายเป็นใหญ่ที่กดทับผู้หญิงทั้งในด้านปัจเจกบุคคลและสังคม การกบฏหรือลุกขึ้นมาต่อต้านปรากฏทั้งในด้านกายภาพและจิตใจ ด้านกายภาพคือการบีบคอ หักคอ ขว้างมีด ส่วนด้านจิตใจก็ด้วยการหลอกหลอน คุกคาม และเขย่าขวัญให้เสียสติ
ผีผู้หญิงส่วนมากที่ปรากฏในภาพยนตร์สยองขวัญมักจะถูกนำเสนอแบบมีลักษณะค่อนข้างลบ เปิดเผยเกินไป ไม่เก็บอาการ เช่น ผีผู้หญิงในหนังผีบางเรื่องจะหัวเราะเสียงดัง นิสัยเกเรก้าวร้าว ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของผู้หญิงที่ดี รัฐบาลอินโดนีเซียโดยเฉพาะยุคระเบียบใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูฮาร์โตวางบทบาทให้ผู้หญิงเป็นภรรยาและมารดาที่ดีเพื่อเป้าหมายแห่งการพัฒนาชาติ ซึ่งเป็นการควบคุมผู้หญิงและกำหนดว่าลักษณะของผู้หญิงที่ดีควรเป็นอย่างไร ผีผู้หญิงที่ปรากฏในภาพยนตร์นั้นตรงข้ามกับนิยามข้างต้นคล้ายจะสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงโครงสร้างการกดทับทางสังคมที่ก่อให้เกิดความบอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อผู้คน และสะท้อนถึงสังคมอินโดนีเซียที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความแตกแยก
มูเตลู: มาจากอินโดนีเซีย
ต้นกำเนิดคำว่า ‘มู’ หรือ ‘สายมู’ ที่พูดกันจนติดปากคนไทยในตอนนี้ มีที่มาจากชื่อภาพยนตร์สยองขวัญอินโดนีเซียเรื่อง ‘เปอนังกัล อิลมู เตอลูฮ์’ (Penangkal Ilmu Teluh) หรือในชื่อภาษาไทยว่า ‘มูเตลู ศึกไสยศาสตร์’ โดยผู้กำกับชื่อเอส.อา. การิม (S.A. Karim) เนื้อหาภาพยนตร์เป็นเรื่องราวของหญิงสาวสองคนที่เล่นของไสยศาสตร์มนต์ดำเพิ่งแย่งชิงผู้ชาย มีการใช้คาถาอาคม ซึ่งในชื่อภาษาอินโดนีเซียแปลประมาณ ‘ของแก้มนต์ดำ’ โดย penangkal แปลว่าของ ยาแก้พิษ หรือสิ่งชั่วร้าย ส่วน ilmu แปลว่าวิชาหรือความรู้ ขณะที่ teluh แปลว่ามนต์ดำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในอินโดนีเซียปี 1979 และเข้ามาประเทศไทยในรูปแบบม้วนเทปวีดีโอราวปี 1982 แต่คำว่ามูเตลูเพิ่งจะเริ่มฮิตในช่วงสามสี่ปีนี้เอง
มนต์ดำเป็นที่รู้จักในดินแดนประเทศอินโดนีเซียมานานแล้ว โดยมีคำเรียกในแต่ละท้องที่แตกต่างกันไป เช่น ในชวาเรียกว่า ซีกีร์ (sikir) ชาวซุนดาเรียกว่าเตอลูฮ์ (teluh) ชาวอินโดนีเซียมีความเชื่อในเรื่องลี้ลับมาเนิ่นนาน นานก่อนที่ศาสนาต่างๆ จะเข้ามายังดินแดนหมู่เกาะอินโดนีเซีย และเมื่อรับนับถือศาสนาต่างๆ แล้ว ความเชื่อดั้งเดิมก็ไม่ได้ถูกละทิ้ง หากเกิดการผสมผสานเข้ากับความเชื่อทางศาสนาและยึดถือปฏิบัติแบบไม่รู้สึกแปลกแยก เช่น ชาวชวาเชื่อว่ามีผู้ปกครองทะเลอาศัยอยู่ในทะเลทางใต้ในชวาตามตำนานของชาวชวา นั่นคือราตู ญี รอรอ กีดุล (Ratu Nyi Roro Kidul) และเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองของอาณาจักรมะตะรัมของชวา
ความเชื่อในสิ่งลี้ลับได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวอินโดนีเซีย ตำนานและความเชื่อต่างๆ สะท้อนว่าคนเชื่อมโยงความเชื่อในสิ่งลี้ลับกับเหตุการณ์ที่พวกเขาประสบหรือประสบการณ์ส่วนตัวต่างๆ ดังนั้นผู้สร้างภาพยนตร์จึงมองเห็นโอกาสในการหยิบยกเอาความเชื่อของคนมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพราะมันเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่าหากทำถึงหนังจะไม่เจ๊งอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการชมหนังผีของชาวอินโดนีเซียก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากหนังผีเน้นขายเรือนร่างผู้หญิงแบบโจ่งแจ้งก็อาจจะไม่ได้รับความนิยม และหนังผีอินโดนีเซียในปัจจุบันเริ่มไม่ได้เน้นขายความน่ากลัวหรือผีผู้หญิงดังเช่นแต่ก่อนแล้ว หากมีการแตะประเด็นปัญหาและวิพากษ์วิจารณ์สังคมด้วย
ข้อมูลประกอบการเขียน
Adiprasetio, Justito and Larasati, Annissa Winda. “Deconstructing Pocong, the Indonesian Sacred Ghost: A Diachronic Analysis of Mumun (2022), Indonesian Contemporary Horror Film.” Quarterly Review of Film and Video, published online: 01 Aug 2023.
“Dominasi Hantu Perempuan dalam Film Horor Indonesia: Bagaimana Patriarki dalam Budaya Populer Mengontrol Tubuh Perempuan.” The Conversation, 13 June 2022, https://theconversation.com/dominasi-hantu-perempuan-dalam-film-horor-indonesia-bagaimana-patriarki-dalam-budaya-populer-mengontrol-tubuh-perempuan-184770
Erawati, Meri, Surajaya, I Ketut and Sunarti, Linda. “National Film (Indonesia) 1970-1990s: Sex in Film, Censorship in Film and Power in Film.” Advances in Social Science, Education and Humanities Research (ASSEHR), volume 208 1st International Conference on Social Sciences and Interdisciplinary Studies (ICSSIS 2018).
Fadhiah, Umi Nur. “Sejarah Panjang Film Horor Religi Indonesia.” Republika, 26 March 2024, https://ameera.republika.co.id/berita/say0rg370/sejarah-panjang-film-horor-religi-indonesia
“Joko Anwar Jelaskan Kenapa Hantu di Film Horor Indonesia Kebanyakan Perempuan.” Pandangan Jogja, 29 November 2022, https://kumparan.com/pandangan-jogja/joko-anwar-jelaskan-kenapa-hantu-di-film-horor-indonesia-kebanyakan-perempuan-1zLIhzD4WaU/full
Lutfi, Muhammad and Trilaksana, Agus. “Perkembangan Film Horor Indonesia Tahun 1981-1991.” Avatara, e-Journal Pendidikan Sejarah, Volume 1, No. 1., January 2013: 180-188.
“Mengapa Sinema Indonesia Terobsesi dengan Hantu Perempuan?.” Cxomedia, 15 April 2024, https://www.cxomedia.id/art-and-culture/20240409193030-24-180214/mengapa-sinema-indonesia-terobsesi-dengan-hantu-perempuan
Permatasari, Desi. “Sejarah Perkembangan Film Horor: dari Suzanna hingga KKN Desa Penari.” Kompaspedia, 20 March 2024, https://kompaspedia.kompas.id/baca/paparan-topik/sejarah-perkembangan-film-horor-dari-suzanna-hingga-kkn-desa-penari?track_source=kompaspedia-paywall&track_medium=login-paywall&track_content=https://kompaspedia.kompas.id/baca/paparan-topik/sejarah-perkembangan-film-horor-dari-suzanna-hingga-kkn-desa-penari
Setiawan, Endi and Halim, Chandra. “Perkembangan Film Horor di Indonesia Tahun 1990-2010.” Bandar Maulana, Jurnal Sejarah Kebudayaan, Vol. 27, No. 1, October 2022: 22-34.