โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฮูหยินผู้ถูกลืมเลือน ณ. เรือนเหมันต์

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2567 เวลา 12.27 น. • BigM00N
นางเป็นฮูหยินจวนโหวที่สามีไม่โปรดปราน แม่สามีรังเกียจ มีน้องสาวของสามีคอยพูดจาดูหมิ่น อีกทั้งยังมีอนุมาคอยแย่งชิงความโปรดปราน แต่นางกลับไม่สนใจนางสนใจแค่เพียงเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยที่นางให้กำเนิดเท่านั้น

ข้อมูลเบื้องต้น

โม่ชิงเยว่เป็นฮูหยินจวนโหวที่สามีไม่โปรดปราน แม่สามีรังเกียจ มีน้องสาวของสามีคอยพูดจาทำร้ายจิตใจ อีกทั้งยังมีอนุหน้าตางดงามมาคอยแย่งชิงความโปรดปรานจากสามี แต่นางหาใส่ใจไม่เพราะสิ่งเดียวที่นางให้ความสนใจก็คือเจ้าก้อนแป้งตัวน้อยที่นางให้กำเนิดเพียงเท่านั้น

เดิมทีโม่ชิงเยว่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือนหลังอย่างสงบตามที่มารดาเคยสอนสั่ง แต่ยิ่งอ่อนน้อมก็ยิ่งถูกเหยียบย่ำ แถมสามีที่คิดจะพึ่งพาก็ไม่เคยอยู่ให้นางได้พึ่งพา นางเฝ้ารอคอยการกลับมาของเขาจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ผลสุดท้ายเมื่อค้นพบโลกในความฝันอันเจิดจรัสนางจึงคิดได้ว่าทำไมสตรีเช่นนางจะต้องมัวแต่รอพึ่งพาบุรุษด้วยเล่า ในเมื่อตัวนางก็มีสองมือสองเท้าเช่นเดียวกันกับเขา ดังนั้นลูกๆ สองคนนี้นางจะขอเลี้ยงดูพวกเขาด้วยตนเอง

大家好!

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน BigM00N นะคะ
นิยายแต่ละเรื่องจะอัพลงทุกวัน เปิดให้อ่านฟรี! หนึ่งวันจนกว่าจะจบ
ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้
ผิดพลาดประการใดพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ

นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการ ชื่อสถานที่ ตัวละครและเหตุการณ์หลายๆ อย่างล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนที่ตั้งใจนำมาเขียนเพื่อสร้างความให้แก่บันเทิงแก่ผู้อ่านเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงผู้ใดหรือลอกเลียนสถานการณ์ใดๆ มาทั้งสิ้น แนะนำว่าควรอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ขอบคุณมากค่ะ

ฮูหยินผู้ถูกลืม

ณ.เรือนเหมันต์ เรือนหลังอันห่างไกลของจวนนิ่งอันโหว โม่ชิงเยว่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความสับสน เมื่อครู่นี้นางไม่แน่ใจว่านางฝันไปหรือวิญญาณหลุดจากร่างออกไปท่องเที่ยวมากันแน่ สถานที่ที่นางไปแตกต่างจากที่นี่เป็นอย่างมาก ที่แห่งนั้นผู้คนแต่งกายแปลกตาเดินขวักไขว่ไปมาอย่างน่าเวียนหัว ยานพาหนะมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดและมีหลากหลายประเภท มีทั้งที่วิ่งอยู่บนท้องถนนและวิ่งบนราง มีทั้งวิ่งบนน้ำและบินอยู่เหนือศีรษะ ผู้คนใช้ยานพาหนะเหล่านี้สัญจรไปมาใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็สามารถไปถึงที่หมายที่อยู่ไกลหลายร้อยลี้ได้แล้ว

นางที่ทั้งชีวิตถูกจองจำอยู่แต่ในเรือนหลังพอได้เห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากการรับรู้ก็เข้าใจว่าตนเองได้อยู่บนสรวงสวรรค์เสียแล้ว สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกชอบในสถานที่แห่งนั้นก็คือสตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษ พวกนางไม่ใช่แค่เพียงเปิดเผยใบหน้าออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้าน แต่พวกนางยังมีสิทธิและเสรีภาพทำสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ใจของพวกนางต้องการ และที่สำคัญพวกนางไม่จำเป็นต้องเก็บงำความรู้ความสามารถของตนเอง สตรีบางคนมีหน้าที่การงานเหนือกว่าบุรุษเสียด้วยซ้ำ

โม่ชิงเยว่เฝ้าวนเวียนล่องลอยอยู่ในสถานที่แห่งนั้นด้วยความหลงใหล และเฝ้าเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่นางสามารถเรียนรู้ได้อย่างเพลิดเพลินและคิดว่าถ้าหากนางได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็คงดี แต่แล้วความเป็นจริงก็ปลุกให้นางตื่น ถ้าหากนางยังคงวนเวียนอยู่ที่นั่นต่อแล้วลูกชายและลูกสาวตัวน้อยของนางจะเป็นเช่นไร ดังนั้นนางจึงต้องรีบตื่นขึ้นมาแล้วเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย

“ฮูหยินท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเหมยสาวใช้คนสนิทที่มาจากบ้านเดิมของนางสอบถามนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“ลูกๆ ของข้าล่ะ” โม่ชิงเยว่สอบถามสาวใช้ของตนด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลีย นางล้มป่วยมาหลายวันแล้วเดิมทีนางคิดว่าตนเองจะไม่รอดแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าตนเองยังคงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้นางจึงสอบถามถึงลูกชายและลูกสาวของตนเป็นอันดับแรก

“คุณชายและคุณหนูหลับไปแล้วค่ะ เมื่อครู่บ่าวต้มน้ำแกงไข่ให้ดื่มประทังหิวไปก่อนแล้ว” เมื่อชุ่ยเหมยตอบเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พยายามฝืนร่างกายของตนเองแล้วขยับกายขึ้นมานั่ง เจ้าไปเอากล่องเครื่องประดับของข้ามาให้ข้าหน่อย” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็ส่ายหน้า

“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านให้บ่าวเอาเครื่องประดับไปขายจนแทบจะไม่เหลือสิ่งใดที่ขายหรือว่าใช้แลกเงินได้แล้วนะเจ้าคะ”

“เจ้าไปนำมาให้ข้าเถอะ” เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็เดินไปเอากล่องเครื่องประดับมาให้นาง

สิ่งที่ทำให้ชุ่ยเหมยรู้สึกประหลาดใจก็คือโม่ชิงเยว่ไม่ได้สนใจเครื่องประดับที่เหลืออยู่แต่นางกลับดึงผ้าปักที่รองอยู่ก้นกล่องออกมา ผ้าปักลายยวนยางที่ใช้ดิ้นเงินสลับดิ้นทองนี้เดิมทีโม่ชิงเยว่เคยคิดว่าจะมอบให้เป็นของขวัญแรกพบหน้าต่อสามี แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือเขากับนางแทบจะไม่ได้มีโอกาสได้พูดกันเลย พอเขารู้ว่าที่เรือนฝูโซ่วเกิดเรื่องเขาก็รีบทิ้งนางให้เฝ้าห้องหอเพียงลำพังแล้วไปดูคนที่เรือนฝูโซ่วในทันที อย่าว่าแต่มอบผ้าปักให้เขาเลยแค่ได้พูดจากันสักประโยคสองประโยคยังไม่ได้ทำเลย

“เจ้านำผ้าปักนี่ไปขายแลกเงินที่ร้านผ้าสกุลเจียง บอกกับพวกเขาว่าถ้าพวกเขาให้ราคาดี นายของเจ้าจะปักลวดลายที่วิจิตรมากกว่านี้ส่งไปให้พวกเขาอีก” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็ส่ายหน้าในทันที

“ฮูหยิน แต่ผ้าผืนนี้ท่านตั้งใจปักให้ท่านโหวมิใช่หรือเจ้าคะ”

“เจ้าจะมามัวสนใจว่าผ้านี้ข้าปักด้วยจุดประสงค์ใดอีกหรือ ยามนี้ขอแค่พวกเราได้มีอาหารกินอิ่มท้อง ได้มียาให้ข้าดื่มและที่สำคัญมีถ่านหินคุณภาพดีที่คอยให้ความอบอุ่นก็ดีถมไปแล้ว หากพวกเรากินไม่อิ่มนอนไม่หลับ หรือว่าข้าป่วยตายจากไปเสียก่อน ผ้าปักผืนนี้ก็คงจะเน่าเปื่อยผุพังอยู่ในกล่องนี่แหละ” เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้า

“ผ้าปักผืนนี้จะขายสักเท่าไหร่ดีเจ้าคะ” คำถามของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่ยิ้มออกมา

“พวกเขาให้เท่าไหร่เจ้าก็รับมา แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องได้มาไม่ต่ำกว่า 10 ตำลึงแน่นอน” คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“เนื้อผ้าและด้ายที่ข้าใช้ล้วนเป็นของดีที่หายาก แต่ที่มีราคามากกว่านั้นก็คือลวดลายและวิธีการปักต่างหาก นี่คือลวดลายเฉพาะที่สืบทอดกันมาแค่เฉพาะสตรีในสกุลเจียง ขอเพียงเจ้านำไปขายกับเถ้าแก่ร้านผ้าของสกุลเจียง เขาจะต้องมอบเงินให้เจ้ามากกว่าราคาผ้าปักนี้แน่” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พลันเข้าใจ

“คุณหนูคิดจะขอความช่วยเหลือจากสกุลเจียงหรือเจ้าคะ” คำถามของนางทำให้โม่ชิงเยว่เม้มปากแน่น

“ต่อให้ข้าอยากขอความช่วยเหลือก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะให้ เพราะความดื้อรั้นที่จะแต่งเข้าสกุลโม่ของท่านแม่ของข้าทำให้ท่านแม่ถูกตัดขาดจากสกุลเจียง ข้าที่เป็นบุตรสาวของท่านแม่ย่อมไม่อาจจะร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นคนค้าขาย ข้าได้ยินว่าหลังจากท่านแม่แต่งออกมาแล้วท่านยายก็ไม่ได้ถ่ายทอดวิชาปักผ้าให้แก่ผู้ใดอีก ท่านป้าสะใภ้สกุลเจียงเชี่ยวชาญด้านการค้าขายไหนเลยจะสามารถสืบทอดวิชาปักผ้าของสกุลเจียงได้” คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยพลันมีดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความหวังในทันที

“แต่เจ้าจงระมัดระวังตัว ออกจากเรือนหลังแห่งนี้ไปอย่างเงียบๆ อย่าให้ผู้ใดรู้ คนของสุ่ยอี้โหรวจะต้องคอยจับตาดูเจ้าอยู่แน่” โม่ชิงเยว่พูดแล้วแล้วจึงนึกได้ว่านางมีเงินอยู่อีกสามก้วนที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่ในก้นกล่องเครื่องประดับ เงินสามก้วนนี้คือเงินก้อนสุดท้ายที่นางมีและเป็นเงินนำโชคที่มารดาของนางเคยมอบให้ก่อนจะสิ้นใจ

“เจ้านำเงินนี่ไปซื้อยาให้ข้าก่อน สลัดคนของสุ่ยอี้โหรวได้แล้วจึงค่อยไปที่ร้านผ้าสกุลเจียง” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พลันพยักหน้าออกมาอย่างยินดี เดิมทีนางเคยบอกให้เจ้านายของนางนำเงินสามก้วนนี้ไปซื้อยา แต่เจ้านายของนางกลับไม่ยอมใช้บอกแต่ว่าจะเก็บเอาไว้ซื้ออาหารให้คุณหนูและคุณชาย แต่ยามนี้ดูท่าว่าเจ้านายของนางจะคิดได้แล้วว่าถ้าสุขภาพของตนเองแข็งแรงขึ้นก็ย่อมจะมีกำลังเพียงพอที่จะเลี้ยงดูลูกๆ ได้

“ฮูหยินวางใจเถอะเจ้าค่ะ คนของสุ่ยอี๋เหนียงไม่มีทางติดตามบ่าวได้ทันหรอก ช่วงที่บ่าวไม่อยู่ฮูหยินดูแลตนเองให้ดีนะเจ้าคะ แล้วบ่าวจะรีบกลับมา” เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พยักหน้า แล้วจึงได้หลับตาลงเพื่อพักผ่อน

‘ในเมื่อข้ายังไม่ตาย เช่นนั้นก็ทำได้แค่เพียงต้องสู้ต่อ สิ่งที่ข้าได้เรียนรู้มาจากโลกในความฝันนั้นก็คืออย่าได้ยอมแพ้ สตรีหาได้ต้องพึ่งพาแต่บุรุษเพียงอย่างเดียวไม่ เขาไม่สนใจข้ากับลูกเช่นนั้นก็ช่างเขา ข้าคนนี้จะดูแลตนเองให้ได้และดูแลลูกๆ ให้ดี ไม่จำเป็นต้องมัวร้องขอความเมตตาจากเขาแล้ว โลกใบนี้ออกจะกว้างใหญ่ จะไม่มีสถานที่สำหรับข้าและลูกๆ ของข้าเชียวหรือ’ โม่ชิงเยว่คิดพลางหลับตาลงเพื่อพักผ่อน ถ้าหากลูกๆ ตื่นก่อนที่ชุ่ยเหมยจะกลับ นางจะได้มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะดูแลพวกเขาแทนชุ่ยเหมยได้

เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย

เสียงร้องไห้ของเด็กสองคนปลุกให้โม่ชิงเยว่ลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง นางค่อยๆ พยุงตนเองให้เดินไปที่ประตูห้องแล้วเดินตรงไปยังห้องที่เด็กๆ นอนอยู่ เพราะร่างกายนี้ล้มป่วยมานาน ยามนี้ยังมีไข้รุมเร้าดังนั้นความเร็วในการก้าวเดินของนางจึงช้ายิ่งกว่าเต่า แต่เพราะความเป็นห่วงลูก ทำให้นางค่อยๆ เกาะผนังห้องแล้วเดินไปหาลูกๆ ของนางได้ในที่สุด

“เด็กดี ไม่ต้องร้องนะ อีกสักครู่ พี่ชุ่ยเหมยของพวกเจ้าก็จะกลับมาแล้ว” เสียงของนางช่วยปลุกปลอบความหวาดหวั่นของพวกเขาได้ พวกเขาต่างลุกขึ้นมานั่งแล้วจ้องมองนางด้วยดวงตาอันกลมโตแล้วทำท่าว่าจะโผเข้ามาหานาง

“แม่ยังมีอาการไข้อยู่ พวกเจ้าอย่าได้เข้ามาใกล้มากไป ประเดี๋ยวจะติดไข้แม่เอาได้”

“ท่านแม่!” เสียงเล็กๆ ของเด็กทั้งสองทำให้โม่ชิงเยว่ยิ้มออกมา ลูกสาวและลูกชายของเธอเป็นเด็กที่เข้าใจอะไรได้ง่ายแม้ว่าจะมีอายุแค่เพียง 2 ขวบแต่กลับพูดจาเป็นประโยคยาวๆ ได้แล้ว แม้ว่าจะมีบางคำที่ยังพูดไม่ชัดอยู่บ้างแต่ก็สามารถเข้าใจได้

“แม่อยู่ตรงนี้พวกเจ้าไม่ต้องกลัว” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้พวกเขาก็พยักหน้าแล้วจ้องมองแม่ของเขาด้วยความเป็นห่วง

“ท่านแม่ลุกขึ้นมาเดินได้แล้วหรือ” เสียงเล็กๆ ของซ่งจื่อเหยาทำให้โม่ชิงเยว่แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา

“แม่กำลังจะหายดี พวกเจ้าไม่ต้องกังวลนะ อีกไม่นานแม่ก็จะหายแล้ว” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้เด็กทั้งสองก็พยักหน้า

“ข้าคิดว่าท่านแม่จะตายเสียแล้ว” เมื่อซ่งจื่อเยว่พูดเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็ส่ายหน้า

“แม่จะไม่ตาย แม่จะต้องอยู่เลี้ยงดูพวกเจ้าจนเติบใหญ่ให้ได้” นางพูดพลางยื่นมือไปลูบศีรษะน้อยๆ ของเขา แต่ซ่งจื่อเยว่กลับขยับตัวหนี

“ท่านแม่เป็นไข้อยู่…” คำพูดของเขาทำให้โม่ชิงเยว่หัวเราะออกมาเบาๆ

“ใช่แล้วแม่เป็นไข้อยู่ พวกเราต้องอย่าใกล้ชิดกันมาก ถ้าอย่างนั้นแม่จะนั่งอยู่ตรงนี้รอพี่ชุ่ยเหมยก็แล้วกันนะ” โม่ชิงเยว่พูดพลางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น แล้วเกาะผนังเดินไปนั่งบนเก้าอี้ สายลมอันเหน็บหนาวที่พัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างทำให้นางต้องสั่นสะท้านออกมาเมื่อร่างกายปะทะเข้ากับความหนาวเย็น ซ่งจื่อเหยารีบขยับตัวแล้วเดินมาดึงหน้าต่างปิดให้สนิท ส่วนซ่งจื่อเยว่กำลังลากผ้าห่มที่ทั้งหนาและหนักมาหานาง ซ่งจื่อเหยาปิดหน้าต่างจนสนิทดีแล้วนางก็ไปช่วยน้องชายฝาแฝดของนางลากผ้าห่มที่ทั้งหนาและหนักมาห่มให้มารดาของพวกเขา

“ขอบใจมาก พวกเจ้าช่างดีจริงๆ” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้เด็กทั้งสองก็ต่างยิ้มออกมา แม้ว่าจะเป็นเด็กฝาแฝดชายหญิง แต่ใบหน้าน้อยๆ ของคนทั้งคู่แทบจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดวงตากลมโต จมูกโด่งได้รูป เรียวปากเล็กและเรียวบาง โครงหน้านี้ไม่ใช่ของนางแต่กลับถอดแบบมาจากพ่อของพวกเขามาทุกกระเบียดนิ้ว

นิ่งอันโหว ซ่งเหวินจิ้งคือแม่ทัพแดนใต้ที่ฝ่าบาททรงมีราชโองการประทานสมรสให้ ตอนที่ได้รับราชโองการโม่ชิงเยว่ที่พึ่งจะสูญเสียบิดาจิตใจยังเคว้งคว้างก็พลันคิดว่าตนเองกำลังจะมีที่พึ่งพาแล้ว แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือในวันที่นางแต่งงานทางจวนสกุลซ่งก็แต่งอนุเข้ามาในวันเดียวกัน สามียังไม่ทันได้ร่วมหอก็ถูกตามไปที่เรือนฝูโซ่วแล้วก็ไม่ได้กลับมาทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นยามที่นางไปคารวะน้ำชาแม่สามี จึงได้รู้ว่าคืนนั้นสามีของนางไม่ได้อยู่ที่เรือนฝูโซ่วอย่างที่นางเข้าใจ แต่กลับไปอยู่กับอี๋เหนียงสกุลสุ่ยที่เรือนของนาง แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บปวดใจมากเพียงใดแต่โม่ชิงเยว่ก็จำต้องพยายามกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้

“พี่หญิงอี้โหรวช่างดีนักไม่คำนึงว่าเป็นวันมงคลของตนเอง มาเฝ้าดูแลท่านแม่เป็นอย่างดีพี่ใหญ่เห็นใจในความกตัญญูของนางจึงอาสาไปส่งที่เรือน แล้วหลังจากนั้น… ท่านก็คิดเอาเองก็แล้วกัน” นี่คือคำพูดของซ่งเหวินหนิง น้องสาวของสามีที่นางพึ่งได้พบหน้า ตอนนั้นนางจึงพึ่งจะรู้ว่าอี๋เหนียงสกุลสุ่ยแท้จริงแล้วคือเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ของสามี เพราะราชโองการฉบับนั้นทำให้แผนการที่ทั้งสองจวนวางแผนเอาไว้ต้องสั่นคลอนแล้วผลสุดท้ายสุ่ยอี้โหรวก็ต้องลดฐานะของตนเองแต่งเข้ามาเป็นอนุ

ในเมื่อตนเองคือคนที่เข้ามาแทรกระหว่างกลางและทำลายวาสนาของผู้อื่นโม่ชิงเยว่จึงไม่คิดจะแย่งชิงความสนใจกับผู้อื่น นางก็อยู่ของนาง ส่วนสุ่ยอี้โหรวก็อยู่ในที่ของนาง เพียงแต่ความรังเกียจที่แม่สามีมอบให้มานางจะทำเป็นไม่สนใจก็ไม่ได้ ในเมื่อนางต้องอาศัยอยู่ภายใต้จวนแห่งนี้ เพียงแต่ยิ่งเอาอกเอาใจนางก็ยิ่งถูกตั้งแง่รังเกียจ ยิ่งมีคนคอยเปรียบเทียบนางก็ยิ่งดูย่ำแย่ในสายตาของคนทั้งจวน ส่วนสามีของนางน่ะหรือน้อยครั้งนักที่จะได้อยู่ร่วมกัน ถ้าไม่ใช่เพราะนางคือฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกของเขา นางคิดว่าเขาคงจะไม่มีวันย่างกรายเข้าไปในเรือนของนางแน่

โม่เหิงผู้เป็นบิดาของนางคือแม่ทัพใหญ่ทิศอุดร พอเขาล้มป่วยและตายจากไปกองทัพของเขาก็ไร้คนคอยควบคุม นิ่งอันโหวในฐานะที่เป็นบุตรเขยจึงเหมาะสมที่สุดที่จะเข้าไปดูแลจัดการความเรียบร้อยในกองทัพ นี่คือเหตุผลหลักที่ฝ่าบาททรงมีราชโองการพระราชทานการสมรสในครั้งนี้ นางที่เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมากแห่งอำนาจของบุรุษจะสามารถโต้แย้งสิ่งใดได้ ทำได้แค่เพียงใช้ชีวิตเป็นฮูหยินจวนโหวที่สามีไม่โปรดปราน แม่สามีรังเกียจ มีน้องสาวของสามีคอยพูดจาทำร้ายจิตใจ อีกทั้งยังมีอนุหน้าตางดงามมาคอยแย่งชิงความโปรดปรานจากสามี โม่ชิงเยว่จึงอาศัยอยู่จวนโหวแห่งนี้อย่างยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

ยิ่งพอสามีนำทัพไปออกรบชีวิตของนางก็ยิ่งย่ำแย่ หนำซ้ำยังตั้งครรภ์ตอนที่สามีไม่อยู่แน่นอนว่าย่อมจะต้องเกิดคำครหา แม่สามีที่เดิมทีคิดจะหาเรื่องนางอยู่แล้วย่อมจะต้องใช้เรื่องนี้โยนบาปมาใส่ศีรษะนางและลูกที่ยังไม่เกิด แม้ว่านางจะบอกแล้วว่าเด็กในครรภ์ของนางได้มาจากตอนก่อนที่สามีจะออกรบก็หามีใครเชื่อนางไม่ นางจึงถูกส่งมาอยู่ในเรือนเหมันต์ที่ทั้งเหน็บหนาวและห่างไกล

ทางเรือนใหญ่ตัดการช่วยเหลือนางทุกทาง มีเพียงชุ่ยเหมยที่ติดตามนางมาเพียงเท่านั้นที่คอยช่วยดูแลนางและลูก เพราะคิดว่ายามที่สามีกลับมานางคงจะหลุดพ้นจากมลทินในครั้งนี้ได้นางจึงสู้อดทนเลี้ยงลูกอย่างยากลำบาก เวลาก็ล่วงเลยมาถึงสองปีแล้วแต่สามีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมายามนี้นางเริ่มคิดได้แล้ว จะทนรอเขาไปอีกทำไมในเมื่อนางเองก็สามารถเลี้ยงดูลูกๆ ได้ เพียงแต่ตอนนี้นางคงต้องรีบดูแลร่างกายของตนเองให้หายดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูลูกๆ แล้ว

ชุ่ยเหมยสาวใช้ผู้ภักดี

ยามที่ชุ่ยเหมยกลับมาก็เป็นเวลาที่เย็นมากแล้ว สิ่งที่นางนำกลับมานอกจากยารักษาโรคแล้วยังมีอาหารทั้งที่ปรุงสำเร็จมาแล้วและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารจำนวนมาก เด็กทั้งสองตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะได้กินอาหารร้อนๆ อันหอมกรุ่น ส่วนโม่ชิงเยว่นั้นนางหมดความอยากอาหารไปนานแล้ว แต่นางก็พยายามกินเพื่อให้ร่างกายมีกำลังเพียงพอที่จะต้านทานอาการป่วยไข

ช่วงหลายปีมานี้นางมีความเป็นอยู่อย่างอัตคัด ยิ่งหลังจากที่คลอดเด็กแฝดทั้งสองนางก็ยิ่งอ่อนแอลง เงินทองที่เคยมีได้ถูกใช้จ่ายออกไปจนเกือบหมด เริ่มแรกล้วนหมดไปกับการพยายามส่งจดหมายไปหาสามี แต่เมื่อนานวันเข้านางก็คิดได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปล้วนสิ้นเปลืองมิสู้รอให้เขากลับมาน่าจะดีกว่า

ตอนที่นางคลอดลูกแม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะรังเกียจนางมากเพียงใด แต่ก็ยังคาดหวังว่าลูกที่นางอาจจะคลอดออกมาจะเป็นเด็กผู้ชาย พอว่าเห็นว่าเด็กที่คลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิงคนของฮูหยินผู้เฒ่าก็พากันกลับไปอย่างโล่งใจและกลับไปประกาศอย่างเปิดเผยว่านางคลอดลูกชู้ออกมาเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยไม่ได้รู้เลยสักนิดว่านางจะคลอดเด็กผู้ชายตามหลังมาอีกคนในภายหลัง แต่ในเมื่อประกาศไปแล้วว่าลูกของนางคือลูกชู้ ดังนั้นแม่สามีจึงไม่คิดจะกลืนน้ำลายตนเองด้วยการมาอุ้มหลานชายที่ตนเองประกาศว่าเกิดจากชายชู้กลับไปเลี้ยงดู ดังนั้นซ่งจื่อเยว่จึงยังคงได้อยู่กับนางที่เรือนแห่งนี้และถูกตราหน้าว่าเป็นลูกของชายชู้จากคนทั้งจวน

แน่นอนว่าเรื่องที่นางถูกกล่าวหาว่าคบชู้ผู้คนภายนอกต่างไม่รับรู้ รู้แค่เพียงว่าจวนโหวแห่งนี้ยังคงถูกปกครองโดยฮูหยินผู้เฒ่า โดยมีอี๋เหนียงจากสุ่ยที่ได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินผู้เฒ่ามาคอยช่วยเหลือ ส่วนนางที่เป็นฮูหยินของท่านโหวนั้นเพราะสุขภาพไม่ค่อยดีจึงได้เก็บตัวพักรักษาตัวอยู่แต่ในจวนตั้งแต่แต่งเข้ามาไม่เคยย่างเท้าออกจากจวนเลยสักก้าว นานวันเข้าผู้คนที่อยู่นอกจวนก็ต่างลืมไปแล้วว่าในจวนแห่งนี้ยังมีนางอยู่ แม้แต่เรื่องที่นางมีลูกผู้คนในจวนแห่งนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดออกไป ฐานะของลูกๆ ของนางนั้นไม่ชัดเจนผู้คนในจวนต่างก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายุ่ง นานวันเข้าผู้คนในจวนก็แทบจะไม่มีผู้ใดในจวนกล้าพูดถึงฮูหยินของจวนเช่นนางอีก

“ฮูหยินบ่าวต้มยาให้ท่านแล้ว ท่านดื่มสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” ชุ่ยเหมยพูดพลางวางถ้วยยาเอาไว้ตรงหน้าของโม่ชิงเยว่ นางเอื้อมมือไปยกถ้วยยาขึ้นมาดื่มความขมของยาทำให้นางรู้สึกยากจะทานทน แต่เมื่อคิดถึงสภาพร่างกายของตนเองในยามนี้นางก็รีบกลืนยาขมๆ ถ้วยนั้นลงคอไปจนหมด

“เจ้าเองก็รีบกินข้าวเถอะ ประเดี๋ยวจะหายร้อนหรอก” โม่ชิงเยว่ชี้ให้ชุ่ยเหมยนั่งร่วมโต๊ะกับนางและลูก สาวใช้ผู้นี้ท่านพ่อของนางมอบให้นางตอนที่นางมีอายุได้สิบขวบ จะเรียกว่าสาวใช้ก็ไม่ถูกต้องนักต้องเรียกนางว่าผู้คุ้มกันจึงจะเหมาะสมกว่า แต่เพราะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับนางนานวันเข้ากลิ่นอายชาวยุทธ์ของชุ่ยเหมยก็จางหายไป ยามนี้ชุ่ยเหมยก็มีลักษณะเหมือนกับสาวใช้ทั่วๆ ไปที่มีวิชายุทธ์ติดตัวเพียงเท่านั้น

“บ่าวสลัดคนของสุ่ยอี๋เหนียงได้ที่ร้านขายยา ดูเหมือนพวกเขาจะดีใจกันมากที่ได้รู้ว่าฮูหยินป่วยหนัก” คำพูดของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่ยิ้มออกมา

“ถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินที่ได้รับราชโองการพระราชทานสมรสให้ หากข้าไม่ตายมีหรือนางจะได้ขึ้นเป็นภรรยาเอก ต่อให้พวกนางใส่ร้ายข้าเรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ตอนสามีไม่อยู่ แต่ทุกคนต่างก็รับรู้กันดีว่าหากนับวันจริงๆ แล้วลูกของข้าไม่มีทางเป็นลูกชู้ ตอนนี้พวกนางก็แค่ถือโอกาสรังแกข้าในยามที่ท่านโหวไม่อยู่เพียงเท่านั้น” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้า

“ฮูหยินอย่าได้คิดมากเลย หากท่านโหวกลับมาเมื่อไหร่สถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นเองเจ้าคะ” นี่คือคำพูดที่ชุ่ยเหมยใช้ปลอบใจนางจนติดปาก

“ก็ไม่แน่ว่าเขากลับมาแล้วจะดีขึ้น เผลอๆ อาจจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่แม่ของเขากำจัดตัวยุ่งยากเช่นข้าในช่วงที่เขาไม่อยู่ ส่วนลูกๆ ของข้าถ้าหากพ่อของพวกเขาไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำจนเกินไปก็คงจะสามารถใช้ชีวิตเฉกเช่นคุณหนูและคุณชายของสกุลใหญ่ทั่วไปได้” โม่ชิงเยว่พูดพลางยิ้มออกมาพลางจ้องมองซ่งจื่อเหยาและซ่งจื่อเยว่ที่กำลังกินข้าวด้วยความเอ็นดู

“เพียงแต่พวกเราไม่อาจจะตั้งความหวังไว้ที่เขาได้อีกแล้ว ต่อให้เขากลับมาข้าก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะคิดเช่นไรต่อลูกของข้า หากวันหน้าเขามีลูกกับสุ่ยอี้โหรวลูกๆ ของข้าจะเป็นเช่นไรก็สุดรู้ แทนที่จะรอร้องขอความเมตตาจากเขามิสู้ข้าทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นด้วยน้ำมือของตนเองจะไม่ดีกว่าหรือ” คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยพยักหน้าด้วยความยินดี

“บ่าวก็จะช่วยฮูหยินด้วยเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านจะสั่งให้บ่าวทำอะไรบ่าวยินดีจะลงมือทำเพื่อท่าน”

“เช่นนั้นยามนี้เจ้าก็จงไปกินอาหารให้อิ่มท้องก่อนเถิด แล้วหลังจากนั้นพวกเราค่อยมาปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรต่อ” เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยจึงได้ไปนั่งลงบนโต๊ะและกินอาหารร่วมกับเด็กๆ

แม้จะบอกกับชุ่ยเหมยว่าหลังนางกินอาหารอิ่มแล้วค่อยมาปรึกษากันว่าจะทำเช่นไร่ต่อไป แต่พอชุ่ยเหมยกินอาหารจนอิ่มแล้วจึงได้พบว่าโม่ชิงเยว่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ไปด้วยความอ่อนเพลียแล้ว นางจึงได้ค่อยๆ ประคองโม่ชิงเยว่เข้าไปในห้องพักเพื่อที่โม่ชิงเยว่จะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย

“ข้าเผลอหลับไปหรือ” โม่ชิงเยว่ลืมตาขึ้นมาถามด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ

“เจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปนอนพักนะเจ้าคะ เมื่อท่านตื่นขึ้นมาแล้วพวกเราค่อยพูดคุยกันเจ้าค่ะ” ชุ่ยเหมยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน โม่ชิงเยว่จึงได้พยักหน้ารับ แล้วก็ทิ้งตัวลงไปนอนบนที่นอนด้วยความอ่อนเพลีย โดยไม่รู้เลยสักนิดว่ายามนี้มีสายตาสามคู่กำลังจ้องมองนางอยู่ด้วยความห่วงใย

“ท่านแม่จะหายดีใช่ไหม” ซ่งจื่อเยว่ถามออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล ชุ่ยเหมยจึงได้ปลอบเจ้านายตัวน้อยด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ

“เพื่อคุณหนูทั้งสองแล้ว ฮูหยินจะต้องหายดีแน่เจ้าค่ะ” ชุ่ยเหมยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ นางติดตามโม่ชิงเยว่มาได้แปดปีแล้ว ทั้งในช่วงเวลาที่โม่ชิงเยว่มีความสุขมากที่สุดและในช่วงที่โม่ชิงเยว่ตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทุกข์ชุ่ยเหมยล้วนอยู่กับนางด้วยทุกช่วงเวลา ยามนี้จิตใจของเจ้านายอ่อนแอและบอบช้ำอย่างหนักนางย่อมรู้ดี แต่นางเชื่อว่าคนที่มีจิตใจเข้มแข็งอย่างนายหญิงจะต้องไม่ยินยอมพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเป็นแน่

หากเป็นสตรีอื่นยามนี้คงจะถูกดินกลบหน้าตั้งแต่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าใส่ความว่าเจ้านายของนางคบชู้ไปแล้ว แต่นายหญิงของนางกลับไม่ยอมแพ้ ทั้งอ้างชื่อเสียงของจวนนิ่งอันโหว ทั้งอ้างบารมีของฝ่าบาทที่ทรงพระราชทานสมรสให้ ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าอยากจะฉวยโอกาสตอนที่ท่านโหวไม่อยู่กำจัดฮูหยินมากเพียงใดก็ไม่กล้าลงมือขั้นรุนแรงอยู่ดี สิ่งที่ทำได้ก็แค่เพียงขับไล่ให้มาอยู่เรือนเปลี่ยวร้างที่อยู่ท้ายจวนอย่างเรือนเหมันต์เพียงเท่านั้น แถมยังกลั่นแกล้งด้วยการไม่ส่งของกินของใช้มาให้ ตั้งใจสร้างความลำบากให้แก่เจ้านายของนาง โชคดีที่เรือนแห่งนี้อยู่ห่างไกลผู้คน นางจึงสามารถเล็ดลอดออกไปหาซื้อข้าวของมาไว้ใช้สำหรับดำรงชีพได้อย่างไม่ทุกข์ยากและลำบากเท่าใดนัก

มีเพียงช่วงสองสามเดือนมานี้ที่เงินเก็บและเครื่องประดับของเจ้านายของนางเริ่มจะร่อยหรอ อีกทั้งเจ้านายของนางยังล้มป่วยทำให้ความเป็นอยู่เริ่มขัดสน แต่แล้วเมื่อเช้านี้เจ้านายของนางก็สามารถหาทางออกได้อีกครั้ง และคราวนี้ดูเหมือนว่าเจ้านายของนางไม่คิดจะรอคอยเพื่อขอความเมตตาจากท่านโหวอีกด้วย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...