โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วปอ.รุ่น 66’ เป็นเจ้าภาพ จัดงานสัมมนาใหญ่ ประสานความร่วมมือ 6 สถาบัน ‘วปอ.-TEPCoT-วตท.-บ.ย.ส.-ปปร.-พตส.’ สานพลังเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศ

THE STATES TIMES

อัพเดต 22 ก.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2567 เวลา 12.15 น. • Hard News Team

(22 ก.ค.67) สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ยังคงเป็นปัญหาสั่งสม หนักหน่วง รุนแรงเพิ่มขึ้น ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมาอย่างต่อเนื่องในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 ที่เศรษฐกิจเกิดการชะงักงันชะลอตัว กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือคนระดับรากหญ้าต่อเนื่องมาถึงคนชั้นกลาง หนี้ภาคครัวเรือนของไทยขยับขึ้นสูงถึงกว่า 90% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ความยากจนยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้ถ่างออกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา รายได้ สาธารณสุข การเมือง รวมไปถึงด้านความยุติธรรม

ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จึงยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันออกนโยบายและหาทางแก้ปัญหาในการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยพัฒนาได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ขององค์การสหประชาชาติ ที่ต้องลดความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ

โจทย์ใหญ่นี้ ยังได้ถูกโยนลงมากลางวงจาก นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ในงานปาฐกถาพิเศษ ให้กับนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ที่ผู้เข้ารับการอบรมล้วนเป็นผู้นำระดับสูงจากองค์กรต่างๆ โดยขอให้ช่วยเหลือประเทศ ลดความไม่เสมอภาค และความเหลื่อมล้ำของสังคม ช่วยคนตัวเล็กให้ยืนอยู่ในสังคมได้

ทำให้โจทย์นี้ ได้ถูกนำมาขยายวงให้หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงที่สำคัญอีก 5 หลักสูตร ได้ร่วมกันจัดทำรายงานการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยในด้านต่างๆ พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา

ประกอบด้วย หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) สถาบันวิทยาการการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม วิทยาลัยการยุติธรรม, หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) สถาบันพระปกเกล้า, หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ก่อนที่จะนำผลงานทางวิชาการของทั้ง 6 สถาบัน มาเผยแพร่แลกเปลี่ยน สัมมนาและต่อยอดความคิดเห็นระหว่างผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 6 หลักสูตร ร่วมมือผนึกกำลังกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และให้เกิดพลังแห่งการพัฒนาประเทศชาติ และสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ วปอ.รุ่น 66 เป็นเจ้าภาพในการสัมมนาร่วม 6 สถาบัน ในหัวข้อ ‘สานพลังลดความเหลื่อมล้ำนำไทยยั่งยืน’ หรือ The POWER Of SIX

ซึ่งในที่นี้ จะขอหยิบยกข้อสรุปรายงานการศึกษาเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ มานำเสนอดังนี้คือ

‘ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ลดความเหลื่อมล้ำ’ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 66

นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ
รองเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แม้ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ ยังคงปรากฏอยู่ และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศมาทุกยุคทุกสมัย

ผลการศึกษาของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะดีที่สุด มีโอกาสศึกษาต่อมัธยมศึกษาตอนปลาย และปริญญาตรีสูงกว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะต่ำสุดหลายเท่า การเข้าถึงบริการสาธารณสุขยังเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ส่วนโครงสร้างทางภาษี ที่ยังไม่สามารถกระจายรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น

และไม่มีทีท่าว่าความเหลื่อมล้ำจะหมดไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปรียบเทียบระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน แนวทางการแก้ปัญหานี้ จึงไม่ใช่การทำให้คนทุกกลุ่มเท่ากัน แต่เป็นการดำเนินการบนหลักการของขั้นการพัฒนาคือ “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” บนหลักการของการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาต่าง ๆ

โดยหลักการของ “การอยู่รอด” คือ ทำให้คนไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมี โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำตามแต่ละบรรทัดฐาน เช่น จัดสวัสดิการสังคมให้ทุกคนเข้าถึงได้ “พอเพียง” คือ คนไทยทุกคนได้รับการพัฒนาศักยภาพจนพึ่งพาตนเองได้ หลุดพ้นกับดักความเหลื่อมล้ำ และ ‘ความยั่งยืน’ คือ ไทยมีระบบโครงสร้างที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และพัฒนาคนไทย สังคมไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง ที่จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

คณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 66 จึงนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการปรับปรุงนโยบายภาษี เพื่อให้กระจายรายได้ที่เป็นธรรม

โดย ‘การอยู่รอด’ นั้น จะพัฒนาแอปพลิเคชันการรับรู้สิทธิและการเข้าถึงสิทธิทั้งหมดที่บุคคลพึงมี เพื่อให้เข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐ โดยต่อยอดแอปฯที่มีอยู่คือ ThaiD รวมถึงช่วยสร้างโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่มีผลต่อการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เพื่อตัดวงจรความยากจน หลุดพ้นกับดักความยากจนข้ามรุ่น และเป็นบันไดสู่การเลื่อนลำดับชั้นในสังคม

ส่วนการลดความเหลื่อมล้ำในขั้น 'พอเพียง' จะบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการให้บริการ และพัฒนากลุ่มเป้าหมายแบบ ‘พุ่งเป้า’ เช่น ปรับโครงสร้างจัดสรรงบประมาณภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพนโยบายการคลังเพื่อลดเหลื่อมล้ำ โดยปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้จัดเก็บทั่วถึงและเป็นธรรม ผลักดันประชาชนทุกกลุ่มเข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นอกจากนี้ ยังทบทวนแนวทางจัดสรรงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดให้ครอบคลุมองค์ประกอบด้านความเหลื่อมล้ำ เชื่อมโยงกับสภาพปัญหา และความต้องการของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับสถานะทางเศรษฐกิจของประชาชน เช่น รายได้ครัวเรือน สัดส่วนคนจน จำนวนประชากรกลุ่ม

ส่วนขั้น ‘ยั่งยืน’ กลไกต่างๆต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ต้องทบทวนให้เป็นไปตามบริบทของการพัฒนาและเอื้อต่อการลดความเหลื่อมล้ำ ใช้มาตรการทางการคลังลดความยากจนและสร้างความเท่าเทียม โดยภาครัฐต้องลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างพุ่งเป้า เพื่อให้แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น

‘แต่การดำเนินการเหล่านี้ จะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ และครอบคลุมทุกมิติของปัญหา เพื่อนำประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...