โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Exclusive Interview : เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มี.ค. 2565 เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2565 เวลา 10.22 น.

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อธิบดีกรมสรรพากร

 

เปลี่ยนโฉมสรรพากรยุคใหม่

ทำงานแบบ Agile มุ่งใช้ Data Analytics

 

“ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาทำงานได้วางรากฐาน เปลี่ยน Culture ขององค์กร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือ Data Analytics เข้ามาช่วย ปรับวิธีการทำงานให้เป็นแบบ Agile มากขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับสตาร์ตอัพและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ซึ่งตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ได้ทำไว้เริ่มออกดอกออกผลแล้ว”

“การระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ Omicron อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในอนาคต ขณะที่โลกปัจจุบันยังมีความผันผวน ไม่แน่นอน ดังนั้น วิธีการทำงานต้องมีความ Agile มากขึ้น ซึ่งโชคดีที่สรรพากรมีบุคลากรทุกคนร่วมแรงร่วมใจ มองว่าวิกฤติทำให้เราแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าวันนี้ระบบที่วางไว้น่าจะรองรับความผันผวนต่างๆ ได้”

หลังจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ได้ประกาศเดินหน้าปรับองค์กรให้เป็นกรมสรรพากรยุคดิจิทัล โดยประกาศใช้ยุทธศาสตร์ D2RIVE และขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง

จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี แล้ว ดร.เอกนิติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ปรับกรมสรรพากรให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Data Analytics เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนให้โอกาสคนรุ่นใหม่และทำงานร่วมกับสตาร์ตอัพมากขึ้น เพื่อทำให้การจัดเก็บภาษีได้ตรงเป้า ออกแบบนโยบายทางภาษีตรงกลุ่ม บริการประชาชนและผู้เสียภาษีตรงใจมากยิ่งขึ้น

“ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาทำงาน ได้วางรากฐาน เปลี่ยน Culture ขององค์กร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Data Analytics เข้ามาช่วย ปรับวิธีการทำงานให้เป็นแบบ Agile มากขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับสตาร์ตอัพและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ซึ่งตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ได้ทำไว้เริ่มออกดอกออกผลแล้ว”

 

เดินหน้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

อำนวยความสะดวกผู้เสียภาษี

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กรมสรรพากรมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบการให้บริการด้านภาษี เพื่อช่วยส่งเสริมภารกิจด้านการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ และผู้เสียภาษีสามารถทำธุรกรรมภาษีได้ง่าย ลดต้นทุน และให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร

“กรมสรรพากรมีเป้าหมายทำให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ มีความง่ายตามความต้องการใช้งานของผู้ประกอบการ ผู้เสียภาษี และมีมาตรฐานระดับสากล โดยปัจจุบัน กรมสรรพากรมุ่งเน้นการพัฒนาสู่องค์กรดิจิทัล ทั้งภายในองค์กร รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ”

โดยปัจจุบันกรมสรรพากรได้นำ Data Analytics มาช่วยในกระบวนการทำงานและการบริหารจัดเก็บภาษี ดังนี้

      1. นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) มาใช้ในการพัฒนาระบบแชตบอต (Chatbot) น้องอารี เพื่อการตอบคำถามเรื่องภาษีสรรพากรให้กับผู้เสียภาษีแบบอัตโนมัติ

      2. นำระบบวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics มาใช้ในการ บริหารการจัดเก็บภาษีอากร เพื่อการควบคุมและติดตามผลการจัดเก็บภาษีของหน่วยจัดเก็บภาษี ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม รวมถึงสามารถปรับปรุงการให้บริการผู้เสียภาษีอย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์

      3. พัฒนาระบบ VAT Fraud เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษี ทำให้สามารถวิเคราะห์การปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีได้อย่างแม่นยำ

      4. ด้านนโยบายภาษีอากร กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบ Policy Simulation ในการวิเคราะห์ข้อมูล Data Analytics มาวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศ เพื่อกำหนดนโยบายทางด้านภาษีให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

      5. พัฒนาระบบ Tax Forecasting มาช่วยในการวิเคราะห์และจัดทำประมาณการภาษี ทั้งในระดับประเทศ และระดับหน่วยกำกับดูแล ทำให้กรมสรรพากรสามารถบริหารการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      6. พัฒนาระบบ Taxpayer Analysis เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้เสียภาษี โดยได้นำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ความผิดปกติ เพื่อจำแนกผู้เสียภาษีเป็นกลุ่มดี กลุ่มเสี่ยง และเป็นข้อมูลสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้เสียภาษีได้อย่างเป็นธรรม

       7. พัฒนาระบบ Social Network Analysis เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้เสียภาษีในรูปแบบของความสัมพันธ์การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจต่อกัน ซึ่งทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบและกำกับ ดูแลผู้เสียภาษีได้อย่างเป็นธรรม

ดร.เอกนิติกล่าวว่า นอกจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ Data Analytics มาสนับสนุนกระบวนการทำงานแล้ว กรมสรรพากรยังใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาช่วยในการให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เช่น

      1. ปรับปรุงระบบ My Tax Account ใหม่ โดยเพิ่มวิธีการยืนยันตัวตนด้วย NDID ช่วยให้ผู้เสียภาษีเข้าถึงข้อมูลและบริการบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ตรวจสอบข้อมูลค่าลดหย่อนต่างๆ ด้วยตนเองก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 เช่น เงินสมทบกองทุน ประกันสังคม เบี้ยประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ เงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation เงินสะสมกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (กบข.) เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพบิดา มารดา เป็นต้น

      2. การพัฒนา Smart Financial Infrastructure for Business ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมข้อมูล 3 ส่วนเข้าไว้ด้วยกันคือ ข้อมูลซื้อขาย ข้อมูลการชำระเงิน และข้อมูลภาษีเพื่อยกระดับการทำธุรกรรมครบวงจรทั้งการค้า การชำระภาษี และสินเชื่อ

       3. ระบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ อ.ส.9 หรือ e-Stamp Duty รองรับการทำธุรกรรม 5 ตราสารอย่างเต็มรูปแบบ และได้เปิดให้บริการตราสาร e-Stamp Duty เพิ่ม 22 ตราสาร ส่งผลให้ครอบคลุมครบทุกประเภทตราสารตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์

        4. ระบบ VES หรือ VAT for Electronic Service เป็นระบบที่กรมสรรพากรได้จัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจไอทีข้ามชาติที่ ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศ

 

เตรียมแผนระยะสั้น-ปานกลาง

เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในไตรมาสแรก ของปีงบประมาณ 2565 (ต.ค.64-ธ.ค.64) กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้จำนวน 411,377 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 57,622 ล้านบาท หรือ 16.3% สูงกว่าประมาณการตาม เอกสารงบประมาณ 49,696 ล้านบาท หรือ 13.7% เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และอากรแสตมป์ จัดเก็บได้สูงกว่าปีก่อน สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว

สำหรับปีงบประมาณ 2565 กรมสรรพากรได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณ จำนวน 1,876,100 ล้านบาท ใกล้เคียงผลจัดเก็บในปีงบประมาณ 2564 ภายใต้สมมติฐานการเติบทางเศรษฐกิจที่ 3.0-4.0% และอัตราเงินเฟ้อ 0.7-1.7%

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจส่งผลกระทบการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในอนาคต หากมีการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 โดยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงาน จำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ และกำไรของธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรแสตมป์จัดเก็บ ได้ลดลง นอกจากนี้ หากรัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระภาษีเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีให้ลดลงด้วย

“การระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ Omicron อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในอนาคต ขณะที่โลกปัจจุบันยังมีความผันผวน ไม่แน่นอน ดังนั้น วิธีการทำงานต้องมีความ Agile มากขึ้น ซึ่งโชคดีที่สรรพากรมีบุคลากรทุกคนร่วมแรงร่วมใจ มองว่า วิกฤติทำให้เราแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าวันนี้ระบบที่วางไว้น่าจะรองรับความผันผวนต่างๆ ได้”

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรได้มีแนวทางและนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง เพื่อให้การจัดเก็บภาษีอากรเป็นไปตามเป้าหมาย

โดยแบ่งเป็น แผนระยะสั้น ได้แก่

       1. การวิเคราะห์ข้อมูล Sector ศักยภาพเพื่อติดตามการจัดเก็บภาษี การติดตามจัดเก็บภาษีจากธุรกิจที่มีศักยภาพ หรือเติบโต ในสถานการณ์ปัจจุบัน และติดตามเงินงบประมาณ/เงินลงทุนภาครัฐที่ลงไปท้องที่ต่างๆ

       2. การจัดทำ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี การเชื่อมโยงข้อมูลภายใน ภายนอก การเปรียบเทียบข้อมูล และจัดทำ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์ ความเสี่ยงของรายผู้เสียภาษีที่อาจจะมีการยื่นแบบและชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้อง

       3. แผนกำกับตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลเชิงลึก ในประเด็นความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ การวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษี งบการเงิน การตรวจสอบภาษีในเชิงลึก โดยการวิเคราะห์ประเด็น ที่มีนัยสำคัญทางภาษี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องต่อไป

        4. การตรวจสอบราคาโอน และเร่งรัดการจัดทำข้อตกลง การกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า (APA) การตรวจสอบกิจการข้ามชาติที่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศและมีบริษัทลูกในไทยที่มีการกำหนดราคาโอน ระหว่างกัน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามประมวลรัษฎากรและการเจรจาทำความตกลงการกำหนดราคาเป็นการล่วงหน้า (APA) ระหว่างสรรพากรไทย และสรรพากรต่างประเทศ และผู้เสียภาษี

        5. แผนขยายฐานภาษีเชิงกว้างสำหรับผู้เสียภาษีที่อยู่นอกระบบภาษี ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลภายใน ภายนอก และเครื่องมือ Data Analytics โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายใหม่ หรือผู้ที่อยู่นอกระบบภาษี เพื่อขยาย ฐานภาษีให้เข้าสู่ระบบมากขึ้น

        6. กำกับดูแลและติดตามผู้ประกอบการ e-Service การติดตามผู้ประกอบการ Electronic Platform ต่างประเทศ ที่มีการให้บริการในประเทศไทย เช่น Google, Facebook, Agoda และ Netflix เป็นต้น

        7. ติดตามผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (แผนติดตาม Non-Filer) การติดตามกลุ่มผู้มีเงินได้จากเงินเดือน ค่าจ้างที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ยื่นแบบ แสดงรายการภาษี หรือกลุ่มผู้มีเงินได้ที่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แต่ภายหลังขาดการยื่นแบบฯ เพื่อติดตามให้ กลับมายื่นแบบให้ถูกต้อง โดยจะดำเนินการติดตามการยื่นแบบทุกประเภทภาษี

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังได้กำหนดแผนระยะกลาง โดยการปรับปรุงกฎหมายภาษีระหว่างประเทศเพื่อรองรับมาตรฐานสากล โดยกรมสรรพากรได้มีการเตรียมการเพื่อปรับปรุงกฎหมายภาษีระหว่างประเทศเพื่อรองรับมาตรฐานสากล ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมความพร้อมในการนำข้อเสนอการจัดเก็บภาษี ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของ OECD (Pillar 1 และ Pillar 2) มาปฏิบัติ

ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายภาษีระหว่างประเทศเพื่อรองรับมาตรฐานสากลมีวัตถุประสงค์ในการป้องกัน การกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนย้ายกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษี (Tax Haven) สร้างความเป็นธรรม ในการจัดเก็บภาษี รวมทั้งการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และเพื่อป้องกันประเทศต่างๆ ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยการเก็บภาษีในอัตราต่ำ

“ที่ผ่านมา เราได้ขยายฐานภาษีโดยการจัดเก็บภาษีใหม่คือ e-Service ขณะที่ปัจจุบันสรรพากรอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายภาษีระหว่างประเทศเพื่อรองรับกติกาโลกในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลระหว่างประเทศ เพื่อเป็นฐานภาษีใหม่ สร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี รวมทั้งการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในปลายปีนี้”

นอกจากนี้ กรมสรรพากรมีความร่วมมือกับหน่วยงานจัดเก็บภาษีในต่างประเทศเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีอากรทั้งในรูปแบบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งการดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีอากรนั้น เป็นเครื่องมือในการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี

“หลักในการเก็บภาษีของกรมสรรพากรคือเพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยการทำให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น หากปล่อยให้เกิดความไม่เป็นธรรมคนดีหรือคนที่เสียภาษีถูกต้องก็ไม่อยากเป็นคนดี เห็นได้จากหลายประเทศที่ปัจจุบันจัดเก็บรายได้ไม่ได้เพราะคนไม่เสียภาษี เนื่องจากรู้สึกไม่เป็นธรรม”

 

เผยความคืบหน้าภาษี e-Service

จัดเก็บได้แล้วกว่า 2.5 พันล้านบาท

ดร.เอกนิติยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดเก็บภาษี e-Service โดยตั้งแต่ 1 กันยายน 2564 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการต่างประเทศมาจดทะเบียนและนำส่งภาษีแล้วกว่า 123 ราย จาก 5 ประเภท Platform ใกล้เคียงกับประเทศต่างๆ ที่มีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการในประเทศ ขณะที่มีภาษีชำระต่อเดือนกว่า 630 ล้านบาท โดยผลจัดเก็บสะสมถึงเดือนมกราคม 2565 รวมจัดเก็บได้ 2,525.47 ล้านบาท

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมีนาคม 2565 ฉบับที่ 479

ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi   

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...