โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุบทิ้งบ้านพัก 30 ล้านริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ หลังสู้คดีนาน 7 ปี

Khaosod

อัพเดต 13 ธ.ค. 2564 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 04.28 น.

เจ้าของยอมทุบบ้านพักตากอากาศหรู ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีฯ มูลค่า 30 ล้านบาททิ้งแล้ว หลังสู้คดีนานร่วม 7 ปี ชี้ยังมีอีกหลายที่ละเมิด ยันไม่ยอมถอยให้คนผิด

วันนี้ 13 ธ.ค.64 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตาม นโยบาย ทส.ยกกำลังเอกซ์ ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวง นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกับนายทุนผู้บุกรุกป่า แล้วยึดคืนเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าธรรมชาติดังเดิม นั้น

จากนโยบายของผู้บังคับบัญชาข้างต้นวันนี้ตนในฐานะ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมด้วยนายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้เข้าตรวจสอบควบคุมการทุบรื้อถอน “สวนพิศตะวันรีสอร์ท” ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก ร้านอาหารขนาดใหญ่ จำนวน 17 รายการ บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ มีทำเลที่สวยงามเป็นอย่างมากเนื่องจากตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เขตท้องที่ป่าท่าแพขนานยนต์ หมู่ 6 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

สำหรับจุดเริ่มต้นของคดีนั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2557 หรือประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันออกปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ พบบ้านพักตากอากาศชื่อ “พิศตะวันรีสอร์ท”สร้างรุกเขตอุทยานฯ โดยมีนายสมภพ มีชูเวท เป็นผู้ครอบครอง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจสอบพื้นที่รอบแปลงด้วย GPS คำนวนพื้นที่ที่ถูกบุกรุกได้ จำนวน 20 ไร่ ภายในมีสิ่งปลูกสร้างลักษณะ เป็น รีสอร์ท ขนาดใหญ่ จำนวน 17 รายการ มูลค่าประมาณ 30 ล้าน

เมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายสมภพ มีชูเวศ เจ้าของรีสอร์ท ในความผิดฐาน บุกรุก ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ด่านแม่แฉลบ

ต่อมาคดีอาญา อัยการจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยให้เหตุผลว่าขาดเจตนา กรมอุทยานฯจึงได้ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน 954,307 บาท แต่ระหว่างต่อสู้คดีผลปรากฎว่านายสมภพ มีชูเวท ได้เสียชีวิตลง แต่มีนางพิศมัย มีชูเวท เป็นผู้จัดการมรดกแทน

โดยพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยื่นฟ้องนางพิศมัย มีชูเวท ผู้จัดการมรดก เป็นคดีความแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ 96/2561 ลงวันที่ 25 มี.ค.2561 ในระหว่างการพิจารณาของศาล นางพิศมัยฯ ได้ขอเจรจาไกล่เกลี่ยขอชดใช้ค่าเสียหายให้กับกรมอุทยานฯ เป็นเงิน จำนวน 600,000 บาท โดยขอผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 960/2561 ลงวันที่ 21 ส.ค.2561

สำหรับคดีทางปกครอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้ออกคำสั่งที่ 71/2557 ลงวันที่ 10 ต.ค.2557 ให้ผู้กระทำผิดรื้อทำลายสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพืชผลอาสิน หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ หรือทำให้สิ่งนั้นกลับสู่สภาพเดิมแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 17 พ.ย.2557 ตามความมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้กระทำผิดรื้อถอน ฉบับลงวันที่ 10 ต.ค.2557

แต่ต่อมาผู้กระทำผิดได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ ส. 14/2558 โดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา ลงวันที่ 23 ก.ย.2564 ในคดีหมายเลขแดงที่ 154/2560 โดยศาลปกครองมีคำพิพากษา ให้รื้อถอนรีสอร์ทดังกล่าวได้ หลังจากมีคำพิพากษาออกมานางพิศมัย มีชูเวท ผู้จัดการมรดก ไม่ได้อุทธรณ์ จึงทำให้คดีทางปกครองถึงที่สุด

ซึ่งต่อมาหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ได้เจรจาไห้ผู้ครอบครองดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเอง ซึ่งผู้ครอบครองได้ยินยอมและมีหนังสือขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีฯ ทั้งหมดด้วยตนเอง โดยมีหนังสือ ฉบับลงวันที่ 17 พ.ย.2564 มาถึงอุทยานฯโดยเวลาในการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือประมาณ 4 เดือน เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.เป็นต้นมา และวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมนั้นเจ้าของได้นำรถแบคโฮ ขนาดใหญ่ จำนวน 2 คัน เข้ามารื้อทุบตัวอาคารขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จำนวน 3 หลัง รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่นๆด้วย

จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการรื้อถอนครั้งนี้ จะใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็คงจะแล้วเสร็จ 100% จากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จะนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้ จำนวน 20 ไร่ มาฟื้นฟูสภาพป่า และจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบลานกางเต้นท์เพื่อให้ประชาชน ได้พักผ่อนและชมทัศนียยภาพอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ต่อไป

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สบอ.3(บ้านโป่ง) กล่าวว่า ทั้งนี้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ยังมีแปลงตรวจยึดดำเนินคดีกับเจ้าของบ้านพักตากอากาศ หรือรีสอร์ท อีกจำนวนหลายแปลง ทั้งหมดอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครอง คดีส่วนใหญ่ศาลปกครองกลาง จะมีคำสั่งยกฟ้อง และมีคำสั่งให้อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ท หรือบ้านพักตากอากาศของนายทุนในทุกคดี

ดังนั้นตนจึงขอฝากไปถึงผู้ประกอบการหรือนายทุนต่างๆ ว่าหากผู้กระทำผิดยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเอง ทางกรมอุทยานฯ จะไม่ฟ้องร้องเรียกค่าดำเนินการในการรื้อถอน และทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด โดยเจ้าของยังสามารถนำโครงสร้างของอาคาร รวมทั้งพืชผลอาสินชนิดต่างๆ กลับไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย

ทั้งนี้แม้ปัจจุบันกรมอุทยานฯจะมีแนวทางผ่อนผันให้ราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ ตามมาตรา 64 แห่ง พรบ.อุทยานฯ 2562 ได้ก็ตาม แต่พื้นที่แปลงตรวจยึดดำเนินคดี และเป็นของนายทุนที่ไม่ใช่ราษฎรที่ทำกินเดิม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทมาก่อน ผู้ครอบครองจะไม่ได้รับสิทธิใดๆทั้งสิ้น” นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สบอ.3(บ้านโป่ง) กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...