โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

นายทุนกว้านซื้อที่ดิน ฟ้องขับไล่ 'ชาวนา' อ้างบุกรุก เรียก 23 ล้าน จนหมดตัวไม่เหลืออะไรเลย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ม.ค. 2567 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 09.29 น.

ทุนรุกหนัก สะเทือนชาวนาถูกฟ้องขับไล่ไร้ที่ทำกินหมดสิ้นทรัพย์สินทั้งตัว หลังทุนใหญ่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายกำหนดค่าเสียหายฟ้องเรียกตามใจชอบเกินกว่าพื้นที่เช่าจริง เป็นมูลค่ามหาศาลแบบเหมารวมยกทั้งแปลง 1,400 ไร่ ทำลายชีวิตคนไร้ทางสู้ วอนนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญกระบวนการยุติธรรมเข้าช่วยเหลือ เป็นความหวังสุดท้ายในชั้นศาลปกครอง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพงศธร อายุ 60 ปี ภูมิลำเนาอยู่ ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ว่าทุกวันนี้ตนเองต้องกลายมาเป็นคนล้มละลายไร้อาชีพทำกิน โดยต้องหาเช้ากินค่ำรับจ้างแบบรายวันประทังชีวิต หลังจากถูกนายทุนฟ้องแพ่งขับไล่ให้ออกไปพ้นจากที่ดินที่เคยทำกิน บนเนื้อที่นาข้าวและบ่อปลาจำนวน 50 ไร่

ซึ่งผืนนาดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ ม.13 ต.คลองหลวงแพ่ง ที่ตนได้เคยเช่าทำนามานานกว่า 30 ปี จากเจ้าของเดิมที่เปลี่ยนมือมาแล้ว 2 ราย โดยที่ตนนั้นได้จ่ายค่าเช่ามาตลอดในทุกๆ ปี แต่ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2556 เจ้าของที่ดินรายที่ 2 ที่ยังคงเรียกเก็บค่าเช่านาอยู่ได้ขายที่ดินให้แก่กลุ่มนายทุนรายใหญ่ ที่ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินจนสามารถรวบรวมเป็นแปลงใหญ่ได้มากถึงประมาณ 1,400 ไร่ โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวให้แก่ตนได้รับทราบ

โดยตนยังคงทำนาและเลี้ยงปลาอยู่ภายในที่ดินแปลงเดิม ต่อมานายทุนรายนี้ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายจากตนในข้อหาบุกรุกและเป็นการขับไล่ โดยคิดเป็นเงินค่าเสียหายมูลค่าแบบเหมารวมทั้งแปลง 1,400 ไร่ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 23 ล้านบาท โดยเขาอ้างต่อศาลว่าเขาได้รับความเสียหายจากการที่ตนไม่ยอมออกไปจากพื้นที่ดินที่เขาเพิ่งซื้อไป เพราะไม่สามารถเข้ามาทำประโยชน์เป็นหมู่บ้านจัดสรร เป็นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมและไซโล รวมถึงสนามกอล์ฟตามที่เขาอ้างว่าได้เตรียมแผนการเข้ามาดำเนินการไว้ได้

พร้อมระบุว่าติดปัญหาอยู่ตรงแปลงที่ดินบริเวณที่ตนกำลังทำนาอยู่ ซึ่งเป็นจุดก่อสร้างสนามกอล์ฟหลุมที่ 18 ทำให้ไม่สามารถสร้างได้ จึงได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากตนเป็นมูลค่าความเสียหายจากที่ดินทั้งแปลงจำนวน 1,400 ไร่ ตามที่เขาระบุว่าเข้าทำประโยชน์ไม่ได้ ทั้งที่นาข้าวและบ่อปลาของตนนั้นตั้งอยู่บนแปลงที่ดินเพียงแค่ 50 ไร่เท่านั้น และเขายังอ้างต่อศาลว่าหากขับไล่ตนออกไปจากแปลงที่ดินได้แล้ว เขาจะเร่งดำเนินการเข้าทำประโยชน์ภายในระยะเวลา 2 ปี

โดยในขณะนั้น ตนเองได้ต่อสู้ไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) เนื่องจากอาชีพเกษตรกรรมมีกฎหมายคุ้มครองว่า หากเช่าทำนาในที่ดินมาครบ 1 ปี เจ้าของที่ดินจะให้เลิกทำจะต้องบอกกล่าวให้เลิกทำก่อน โดยมีระยะเวลาให้เลิกภายใน 5 ปี โดยชาวนาจะยังคงมีสิทธิที่จะทำนาต่อไปได้อีก 5 ปี แต่ต่อมาเมื่อปี 2561 ศาลแพ่งได้มีคำตัดสินให้ตนเองต้องจ่ายเงินชดใช้ ค่าความเสียหายแก่บริษัทดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 23 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้มีการนำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาเข้าเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาอ่านคำพิพากษาด้วย

จากนั้นตนได้พยายามต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ และได้ตัดสินให้ตนยังต้องชดใช้แก่นายทุนเป็นเงินจำนวน 11 ล้านบาท จนมาถึงชั้นศาลฎีกาได้ตัดสินให้ตนชดใช้เป็นเงินจำนวน 4 ล้านบาท ซึ่งตนเองได้ใช้เงินทุนและทรัพย์สินที่มีอยู่ไปต่อสู้ทางคดีมาโดยตลอด จนไม่มีเงินเหลือที่จะชดใช้ตามคำสั่งศาลที่ตัดสินให้ต้องชดใช้เป็นเงินจำนวนกว่า 4 ล้านบาท และได้ถูกบังคับคดีให้เข้ามายึดทรัพย์สินที่ตนมีอยู่

คือแปลงที่ดินบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 34 ไร่ในพื้นที่ ต.บางกระเจ็ด อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ไปขายทอดตลาด เพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่ถูกฟ้องเรียกเก็บ ตามการตัดสินคดีของศาลแพ่งในราคาถูก ทั้งที่ที่ดินในเวลานั้นจนถึงปัจจุบัน มีมูลค่าสูงนับสิบล้านบาทแล้ว จึงทำให้มูลค่าไม่เพียงพอต่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ทางฝ่ายนายทุน โดยเขาขายทอดตลาดที่ดินแปลงของตนไปได้เพียงประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น

จนทำให้ทุกวันนี้ตนต้องกลายเป็นคนล้มละลาย หมดสิ้นทั้งทรัพย์สินและอาชีพทุกด้าน ไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลย และต้องไปรับจ้างบ่อเลี้ยงปลาที่มีรายได้มาประทังชีวิตเพียงเดือนละ 7,000 บาทเท่านั้น จึงอยากวอนขอให้นักกฎหมายผู้มีจิตใจเมตตาที่จะสามารถช่วยเหลือได้ เข้ามาช่วยเหลือทางกฎหมายต่อตนเองบ้าง เนื่องจากคดีทางปกครองนั้นยังคงอยู่ในชั้นศาลปกครอง ตามที่ตนได้พยายามยื่นร้องคัดค้านไปตามสิทธิทางกฎหมาย

กรณีคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำอำเภอ (คชก.) ที่มีการพิจารณารับรองสิทธิจากการเช่าที่ดินที่ตนได้ปฏิบัติมาอย่างถูกต้อง และจ่ายค่าเช่ามาโดยตลอดทุกปีอย่างไม่เป็นธรรม จนไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำนาดังกล่าว

นายพงศธรระบุ พร้อมอยากฝากบอกเตือนถึงเพื่อนชาวนาด้วยกันไว้ด้วยว่า หากมีนายทุนเข้ามาซื้อที่ดินที่กำลังเช่าทำนาอยู่นั้น ขอให้ระมัดระวัง และขอให้ดูกรณีที่เกิดขึ้นกับตนไว้เป็นตัวอย่างที่อาจจะทำให้เราหมดตัว กลายเป็นคนล้มละลายได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นายทุนกว้านซื้อที่ดิน ฟ้องขับไล่ ‘ชาวนา’ อ้างบุกรุก เรียก 23 ล้าน จนหมดตัวไม่เหลืออะไรเลย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...