โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บาทแข็งค่ารับดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ตลาดกังวลปัญหาหนี้รัฐบาลสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 11.36 น.

เงินบาทแข็งค่ารับดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ตลาดกังวลปัญหาหนี้รัฐบาลสหรัฐ นักวิเคราะห์เตือนการปรับลดอัตราภาษีครั้งใหม่จะทำให้รัฐบาลสหรัฐมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีก 3-5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 32.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/5) ที่ระดับ 33.06/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐ หลังจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปยังรัฐสภาสหรัฐเมื่อวานนี้เพื่อโน้มน้าวสมาชิกพรรครีพับลิกันให้ผ่านร่างกฎหมายปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับลดอัตราภาษีครั้งใหม่จะทำให้รัฐบาลสหรัฐมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีก 3-5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 36.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มูดี้ส์เรทติ้งส์ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ จากระดับ Aaa สู่ระดับ Aa1 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16/5) โดยมูดี้ส์ระบุแถลงการณ์ว่า รัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐหลายชุดที่ผ่านมาไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับมาตรการที่จะแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณรายปีจำนวนมากและภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น

ราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่าเขาสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากเฟดต้องรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อเงินเฟ้อ และความวิตกเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ สัญญาณทองคำตลาดนิวยอร์กปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท มาลงทุนในโครงการอื่น ๆ

ทั้ง 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.การท่องเที่ยว 3.ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพ และ 4.เศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ มองว่าการนำเอาเม็ดเงินลงทุนใส่ในโครงการที่น่าจะเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน และสนับสนุนเศรษฐกิจไทยได้ในระยะกลางและยาว ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและโดยเฉพาะในประเทศและโดยเฉพาะในต่างประเทศที่ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

เบื้องต้นจากการคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนขนาด 1.57 แสนล้านบาทดังกล่าว จะส่งประสิทธิผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจไทยได้เพิ่มราว 0.8% ของ GDP โดยรวม แต่ด้วยโครงการลงทุนทั้ง 4 ด้านยังไม่มีความชัดเจนว่าในแต่ละด้านจะให้เงินลงทุนประมาณเท่าไหร่ จึงอาจจะมองได้ยากว่าจะขับเคลื่อน GDP ได้มากกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี มองว่าโครงการลงทุนที่ 3 ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพ ด้านการลดผลกระทบแรงงาน สนับสนุนมาตรการการเงินการคลังสนับสนุนสินเชื่อเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกเพื่อส่งเสริมการจ้างงานให้กับกองทุนประกันสังคมด้านดิจิทัลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและการค้าระหว่างประเทศ

ในขณะเดียวกัน หากมองไปภายภาคหน้า รัฐบาลควรเร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อดึงให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ก็ควรมีการลงทุนเตรียมความพร้อมในด้านพลังงานให้เพียงพอ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟจำนวนมาก เป็นต้น

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 32.66-32.86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.7879 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 1.1297/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/5) ที่ระดับ 1.1255/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สหภาพยุโรปและอังกฤษประกาศคว่ำบาตรรัสเซียรอบใหม่โดยไม่รอสหรัฐเข้าร่วม ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนในอนาคต

ขณะที่บรรดานักลงทุนยังคาดการณ์ถึงความคืบหน้าในการทำข้อตกลงทางการค้า โดยภาษีตอบโต้ของทรัมป์มีกำหนดจะเริ่มบังคับใช้อีกครั้งในช่วงต้นเดือน ก.ค. ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1279-1.1352 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1323/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/5) ที่ระดับ 144.11/12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/5) ที่ระดับ 144.46/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (21/5) ว่า ยอดส่งออกปรับตัวขึ้น 2% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 9.16 ล้านล้านเยน

ซึ่งแม้ว่าปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 แต่ก็ชะลอตัวลงจากเดือน มี.ค.ที่เพิ่มขึ้น 4% เนื่องจากการส่งออกรถยนต์และเหล็กปรับตัวลง อันเป็นผลมาจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ส่วนยอดนำเข้าลดลง 2.2% แตะที่ระดับ 9.27 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 2 เดือน เนื่องจากการนำเข้าถ่านหินและน้ำมันดิบชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือน เม.ย.อยู่ที่ 1.158 แสนล้านเยน (802 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 3 เดือน รายงานของกระทวงการคลังระบุว่า ญี่ปุ่นเกินดุลการค้ากับสหรัฐ มูลค่า 7.8 แสนล้านเยนในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 14.3% เมื่อเทียบรายปี โดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนั้น ลดลง 1.8% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 143.44-144.59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.12/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดนำเข้า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก Jibun Bank ญี่ปุ่น (22/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค.จาก HCOB ยูโรโซน (22/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (22/5), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จาก S&P Global สหรัฐ (22/5), ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. สหรัฐ (22/5), อัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ญี่ปุ่น (23/5), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2568 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) เยอรมนี (23/5), ยอดขายบ้านใหม่เดือน เม.ย. สหรัฐ (23/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.9/-78 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.9/-8.7 สตาง์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บาทแข็งค่ารับดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ตลาดกังวลปัญหาหนี้รัฐบาลสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...