ทำความรู้จัก “ตราสารหนี้” อีกหนึ่งช่องทางลงทุน ที่ช่วยสร้างผลตอบแทนด้านการลงทุน
อีกหนึ่งช่องทางการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ออกดอกเห็นผลอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ การลงทุนใน “ตราสารหนี้” ซึ่งในครั้งนี้ WealthyThai จะพานักลงทุนมารู้จักประเภทของตราสารหนี้ และนักลงทุนจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ได้อย่างไรบ้าง ผ่านบทความจาก “setinvestnow”
โดยเนื้อหาในส่วนแรกเราจะพาไปรู้จักประเภทของตราสารหนี้ว่าคืออะไร ซึ่ง “setinvestnow” ระบุว่า ก่อนจะลงทุนในตราสารหนี้ นักลงทุนควรศึกษารายละเอียดของตราสารหนี้แต่ละประเภทให้ดีก่อน เพื่อจะได้เลือกประเภทที่เหมาะสมกับแผนการลงทุนมากที่สุด ซึ่งตราสารหนี้ที่ขายในประเทศไทย หากแบ่งตามประเภทผู้ออกจะมี 2 กลุ่มหลักๆ คือ“ตราสารหนี้ภาครัฐ” (Government Bond)หรือเรียกรวมๆ ว่า “พันธบัตร” และ “ตราสารหนี้เอกชน” (Corporate Bond)หรือ “หุ้นกู้”
สำหรับตราสารหนี้ภาครัฐ หรือ “พันธบัตร” ซึ่งหน่วยงานที่สามารถออกพันธบัตรได้ คือ กระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ได้แก่ “พันธบัตรรัฐบาล” กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน นำมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ เป็นต้น
“พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ” หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก และมีการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังเพื่อนำมาลงทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
“พันธบัตรออมทรัพย์” ออกโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นทางเลือกในการออมและการลงทุน เช่น ในปี 2563 นี้ กระทรวงการคลังได้มีการออกพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น “ก้าวไปด้วยกัน” และ “เราไม่ทิ้งกัน” เป็นต้น
“พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ธปท. ออกมาเพื่อนำเงินไปใช้ดูแลสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสุดท้ายคือ “ตั๋วเงินคลัง” กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก แต่จะเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี
ส่วน “ตราสารหนี้เอกชน” หรือ “หุ้นกู้” ออกโดยบริษัทเอกชนต่างๆ เพื่อระดมทุนในการขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งต้นทุนทางการเงินของผู้ออกตราสารหนี้ มักจะถูกกว่าการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ และส่วนใหญ่จะมีการกำหนดระยะเวลาการออก เช่น 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี 20 ปี เป็นต้น หรือหากไม่มีกำหนดระยะเวลาที่เรียกว่า “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) ซึ่งนักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดตราสารหนี้ที่ออกขายในปัจจุบันได้ที่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของหุ้นกู้ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันออกไป โดยสามารถพิจารณาจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) กรณีบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสูง ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ แต่อัตราผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าบริษัทที่มีบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำกว่า ซึ่งมักจะจูงใจนักลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงก็สูงตามขึ้นมาเช่นกัน เช่น ถ้าหุ้นกู้ได้อันดับ AAA แสดงว่ามีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าเจอหุ้นกู้อันดับ B นักลงทุนอาจต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นว่ามีโอกาสผิดนัดชำระหนี้
แล้วคราวนี้เราจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ยังไงดีหล่ะ โดย “setinvestnow” ได้สรุปข้อมูลและเหตุผลมาให้ดูแล้วว่า “ตราสารหนี้ แบบไหนที่น่าลงทุน?” ซึ่งการลงทุนตราสารหนี้โดยตรงนั้น เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินออมมากหน่อย เพราะผู้ออกจะกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการลงทุนค่อนข้างสูง
อย่างที่รู้กันว่า… การลงทุนในตราสารหนี้ นักลงทุนจะได้รับสัญญาแสดงความเป็นเจ้าหนี้ โดยเนื้อหาของสัญญาการกู้ยืมเงินจะระบุเงินต้น ดอกเบี้ย ความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ย อายุของหนี้เป็นหลัก แต่จะไม่ระบุถึงความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มแข็งทางการเงินของการชำระหนี้ของลูกหนี้ (ผู้ออกตราสาร) จึงต้องมีการจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) ของตราสารหนี้ เพื่อให้นักลงทุนได้ทราบข้อมูลนี้ก่อนตัดสินใจ
ทั้งนี้ ตราสารหนี้ยังได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)เพื่อช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า ตราสารหนี้ชนิดที่เราเลือกลงทุนไปนั้นจะมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
โดยปกติแล้วพันธบัตรหรือตราสารหนี้ของภาครัฐ จะไม่มีการจัดอันดับเครดิต เนื่องจากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดและมีอำนาจสูงสุดในประเทศ สามารถเก็บภาษีเพื่อมาชำระหนี้คืน โอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระน้อยที่สุด จึงไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Free)
ขณะที่หุ้นกู้ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน มีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้ เพราะความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละบริษัทอาจไม่เท่ากัน จึงต้องมีการจัดอันดับเครดิตโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
แล้วใครกันหล่ะที่เป็นคนจัดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ให้กับเรา โดยปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในไทย มีอยู่ 2 แห่งคือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) และ บริษัท ฟิทช์เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thaland) ที่จะวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยง ทั้งด้านภาพรวมอุตสาหกรรม ธุรกิจของบริษัท และสถานภาพทางการเงินของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ เพื่อประเมินความสามารถของลูกหนี้ต่อการชำระหนี้ครบ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาได้หรือไม่
ทั้งนี้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือสามารถทำได้ทั้งระดับองค์กร (Company Rating) และตัวตราสารหนี้ (Issue Rating) โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับองค์กรนั้น จะประเมินจากโครงสร้างองค์กร ข้อมูลทางการเงิน แผนการธุรกิจของบริษัท เพื่อประเมินสถานะทางการเงินและศักยภาพในการหารายได้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้
ในขณะที่การอันดับความน่าเชื่อถือของตัวตราสารหนี้ จะสะท้อนไปถึงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและจ่ายคืนคืนเงินต้นภายใต้ลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้แต่ละรุ่น ซึ่งสิ่งที่พิจารณา คือ เงื่อนไขของตราสารหนี้นั้นๆ เช่น สิทธิแฝง (Option Embedded Bond) ข้อกําหนดสิทธิ ลําดับสิทธิของการเรียกร้องในการชําระหนี้ (Secured or Non-secured Bond) สิทธิในการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย และการค้ำประกัน เป็นต้น
สำหรับ อันดับความน่าเชื่อถือ อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ ได้แก่ กลุ่ม Investment Grade (กลุ่มระดับลงทุน)เป็นกลุ่มที่มีเรทติ้งในระดับที่น่าลงทุน เริ่มตั้งแต่ AAA หมายถึง อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำสุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไล่ลงมาจนถึงระดับ BBB มีอันดับความน่าเชื่อถือปานกลางมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในเกณฑ์ปานกลาง
ขณะที่กลุ่ม Non-Investment Grade (กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน) หรือเรียกว่า Speculative Grade (กลุ่มที่ลงทุนเพื่อการเก็งกำไร) เป็นตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนสูงซึ่งจะมีเรทติ้งตั้งแต่ BB ลงมาถือเป็นตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำลง มีความเสี่ี่ยงสูงขึ้นที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ส่วนเรตติ้ง C มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่อันดับเครดิตต่ำที่สุด คือ D เป็นตราสารที่อยู่ในสถานะผิดนัดชำระหนี้ ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด
สุดท้ายคือกลุ่ม Unrated Bond (ไม่มีการจัดอันดับเครดิต) เนื่องจากเป็นตราสารหนี้ที่ไม่ได้ส่งไปจัดอันดับ หรือเป็นตราสารหนี้ที่ขอให้จัดอันดับแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งตราสารหนี้กลุ่มนี้จะจูงใจด้วยผลตอบแทนสูง แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นเดียวกัน โดยจะเสนอขายเฉพาะให้แบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบุคคลที่มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนควรมีการพิจารณาความเสี่ยงให้รอบด้านและติดตามข้อมูลข่าวสารประกอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะอันดับเครดิตของตราสารหนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ หากสภาวะเศรษฐกิจหรือการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นจึงตรงกับคำบอกในแง่มุมของการลงทุนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนนั่นเอง