โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตลาดหุ้นกู้ระส่ำ! มูลค่าออกใหม่หด 10% หลังปี 67 ผิดนัดเอื้อ กลุ่มไฮยีลด์วูบ 50%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 10 ม.ค. 2568 เวลา 06.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (10 ม.ค.68)นางสาวอริยา ตีรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่าในปี 68 คาดการณ์การออกหุ้นกู้เท่ากับ 850,000-900,000 ล้านบาท จากปี 67 ที่มีการออกหุ้นกู้ระยะยาวไป 913,141 ล้านบาท โดยในกลุ่ม Investment grade ที่ครบกำหนดในปีนี้เชื่อว่าจะสามารถ Rollover ได้ ขณะที่กลุ่ม High Yield อาจมีการชะลอการออกหุ้นกู้ไปก่อน อย่างไรก็ตามมองว่าสถานการณ์น่าจะไม่ได้แย่นัก

ด้านหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดปี 68 วงเงิน 893,275 ล้านบาท แบ่งเป็น Investment grade อยู่ที่ 85% มูลค่า 7.6 แสนล้านบาท ซึ่งจากปีที่ผ่านมา Investment Grade ที่ครบกำหนดสามารถ Rollover ได้มากกว่าที่ครบตามจำนวน เชื่อว่าปีนี้ก็ไม่มีปัญหาในการ Rollover ขณะที่ High Yield อยู่ที่ 15% มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท เป็นกลุ่มที่ต้องติดตามเนื่องจากปีที่ผ่านมาบางรายอาจต้องเข้าไปหาแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อชำระคืนหุ้นกู้

ขณะที่ หุ้นกู้ผิดนัดชำระในปี 67 มีวงเงินรวม 3,172 ล้านบาท จากผู้ออก 5 ราย และหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระในปี 67 รวม 37,963 ล้านบาท จากผู้ออก 17 ราย โดยมี 12 บริษัทที่เป็นผู้ออกรายใหม่ที่เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระ

ทั้งนี้ ผู้ผิดนัดชำระหนี้ 5 รายข้างต้น ได้แก่ 1.บริษัท พีพี ฮอลิเดย์ จำกัด (PPH) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 392 ล้านบาท (เมื่อเดือน ม.ค.) 2.บริษัท ซิซ่า กรุ๊ป จำกัด (CISSA) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 217 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.พ.) 3.บริษัท ไอริส กรุ๊ป จำกัด จำนวน 4 รุ่น มูลค่า 859 ล้านบาท (เมื่อเดือน มิ.ย.-ส.ค.) 4.บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 408 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.ย.) และ 5.บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SABUY) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 1,296 ล้านบาท (เมื่อเดือน พ.ย.)

ในส่วนของ 17 รายที่เลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ รวม 51 รุ่น มูลค่ารวม 37,963 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) จำนวน 5 รุ่น มูลค่า 14,455 ล้านบาท (เมื่อเดือน ม.ค.) 2.บริษัท สยามนุวัตร จำกัด (SNW) จำนวน 3 รุ่น มูลค่า 520 ล้านบาท (เมื่อเดือน ม.ค.) 3.บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 300 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.พ.) 4.บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JCK) จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 612 ล้านบาท (เมื่อเดือน มี.ค./ก.ค.) 5.บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) (PROEN) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 500 ล้านบาท (เมื่อเดือน มี.ค.)

6.บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (CGD) จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 1,672 ล้านบาท (เมื่อเดือน มี.ค.) 7.บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 389 ล้านบาท (เมื่อเดือน พ.ค.) 8.บริษัท เจซี เควิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (JCKD) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 375 ล้านบาท (เมื่อเดือน พ.ค.) 9.บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) (APCS) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 385 ล้านบาท (เมื่อเดือน มิ.ย.) 10.บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) จำนวน 4 รุ่น มูลค่า 6,200 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.ค./ส.ค.)

11.บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) (NWR) จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 912 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.ย.) 12.บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 570 ล้านบาท (เมื่อเดือน ก.ย.) 13.บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) จำนวน 16 รุ่น มูลค่า 4,789 ล้านบาท (เมื่อเดือน ต.ค.)

14.บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล จำกัด (WTX) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 408 ล้านบาท (เมื่อเดือน พ.ย.) 15.บริษัท ภูเก็ตแฟนตาซี จํากัด (มหาชน) (PHUKET) จำนวน 5 รุ่น มูลค่า 1,277 ล้านบาท (เมื่อเดือน ธ.ค.) 16.บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SABUY) จำนวน 4 รุ่น มูลค่า 3,947 ล้านบาท (เมื่อเดือน ธ.ค.) และ 17.บริษัท ไมด้า ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (MDL) จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 652 ล้านบาท (เมื่อเดือน ธ.ค.)

นางสาวอริยา กล่าวว่า บริษัทไหนที่เริ่มเห็นสัญญาณว่าอาจไม่สามารถชำระคืนหุ้นกู้ได้ ก็ต้องไปเจรจาขอยืดหนี้ แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่าทุกรายจะสามารถคืนหนี้ที่เลื่อนชำระมาได้หรือไม่ แต่สิ่งที่สมาคมฯ เห็นคืออย่างน้อยหลายบริษัทต่างๆ มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังชะลอตัว อาจทำให้ปีนี้จะยังเห็นหุ้นกู้ที่ขอเลื่อนการชำระออกไปอยู่

“สำหรับบริษัทใหม่ถ้าจะออกหุ้นกู้ต้องเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีคุณภาพจากการยกระดับเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวดี หุ้นกู้ที่มีอยู่หากมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องอาจนำไปสู่การขอเจรจายืดหนี้อยู่ดี ซึ่งเดือนม.ค. 68 จนถึงปัจจุบันมีการแจ้งประชุมผู้ถือหุ้นกู้มาแล้วอย่างน้อย 2 บริษัท” นางสาวอริยา กล่าว

ด้านหุ้นกู้ ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่เลื่อนกำหนดชำระและจะครบกำหนดในปีนี้ ตั๋ว B/E รุ่นเรตติ้ง BBB+ จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 700 ล้านบาทที่มี บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นเจ้าหนี้ ครบกำหนดในเดือนก.ค. 68 และรุ่นเรทติ้ง BBB+ 2 รุ่น มูลค่า 5,500 ล้านบาท ครบกำหนดเดือนส.ค. 68 เชื่อว่าน่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้ เนื่องจาก EA ยังมีรายได้จากการขายไฟเข้ามา ปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น

ขณะที่ ประเด็นกฎกระทรวงที่กำหนดการฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 67 ซึ่งกำหนดให้การลงทุนในนิติบุคคลต่อแห่งได้ไม่เกิน 10% เมื่อนำมารวมกันแล้วต้องไม่เกินทุนเรือนหุ้นรวมและทุนสำรองของสหกรณ์นั้น ๆ โดยปัจจุบันสหกรณ์ถือครองหุ้นกู้ประมาณ 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 12% แต่เนื่องจากสหกรณ์ขนาดใหญ่ปัจจุบันมีการลงทุนหุ้นกู้มากกว่า 1 เท่า ทำให้สหกรณ์ต้องชะลอการซื้อหุ้นกู้เพิ่มเพื่อทยอยลดสัดส่วนการถือครองให้เป็นไปตามเกณฑ์ภายใน 10 ปี ทำให้สัดส่วนที่สหกรณ์ถือครองหุ้นกู้จะไม่เพิ่มขึ้น

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวถึงภาพรวมการออกหุ้นกู้ในปี 68 คาดว่าจะใกล้เคียงจากปีก่อน หรืออาจลดลงเล็กน้อย โดยยังมีปัจจัยบวกจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับตัวลดลง รวมทั้งในปี 68 มีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดจำนวนมาก ทำให้บริษัทต่าง ๆ อาจออกหุ้นกู้เพิ่มอีก ขณะที่ ปัจจัยลบมองว่านักลงทุนสามารถแยกแยะได้ว่าปัจจัยเฉพาะตัวมากกว่า

ส่วนมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยปี 67 เท่ากับ 17.1 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.6% จากปีที่แล้ว จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเป็นสำคัญ ในส่วนของการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 913,141 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อนหน้า โดยหุ้นกู้กลุ่ม High yield มีอัตราการออกลดลงมากกว่ากลุ่ม Investment grade สะท้อนถึงความกังวลและการระมัดระวังการลงทุนของผู้ลงทุนในปีที่ผ่านมา โดย กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการออกสูงสุด 3 อันดับแรก คือกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน ทั้งนี้ ทิศทางการออกหุ้นกู้ในช่วงปีที่ผ่านมาปรับตัวลงจาก High yield ซึ่งข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีมูลค่าการออกหุ้นกู้ลดลงประมาณ 50% หรือคิดเป็น 5.5 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เคยออกหุ้นกู้กว่า 1 แสนล้านบาท

สำหรับการออก ESG bond ในปี 67 อยู่ที่ 179,192 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยในปีนี้ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลัง ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เป็นรุ่นแรก มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และเป็นรุ่นแรกที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศในเอเชีย นอกจากนั้น ยังมีผู้ออก ESG bond รายใหม่จากรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนรวม 6 ราย ปัจจุบันจึงมีผู้ออก ESG bond รวม 35 ราย มูลค่าคงค้าง ESG bond อยู่ที่ 815,402 ล้านบาท คิดเป็น 4.7% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

ส่วนเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government bond yield curve) ในปี 67 มีลักษณะ Bullish Flattening ที่เส้น Bond yield ปรับตัวแบนราบมากขึ้นจากการที่ Bond yield รุ่นอายุ 1 ปีขึ้นไปปรับตัวลงราว 0.32-0.40% มากกว่า Bond yield รุ่นอายุต่ำกว่า 1 ปี โดย ณ สิ้นปี 2567 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.02% 2.10% และ 2.30% ตามลำดับ

เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate bond yield curve) ในปี 67 ของหุ้นกู้อันดับเครดิต AAA ถึง A ปรับตัวลงในช่วง 0.29-0.33% ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่หุ้นกู้อันดับเครดิต BBB+ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.15% จากการระมัดระวังการลงทุนของผู้ลงทุน โดย ณ สิ้นปี 67 อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนรุ่นอายุ 5 ปี ของหุ้นกู้กลุ่ม AAA AA A และ BBB+ เท่ากับ 2.81%, 2.99%, 3.27% และ 4.67% ตามลำดับ

โดยกระแส เงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund flow) ของนักลงทุนต่างชาติในปี 67 เป็นการขายสะสมสุทธิตราสารหนี้ไทยจำนวน 67,395 ล้านบาท เป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทย จำนวน 125,959 ล้านบาทในสองไตรมาสแรกกับไตรมาสที่สี่ และการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย จำนวน 58,561 ล้านบาท ในไตรมาสที่สาม ทำให้การถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นปี 67 จำนวน 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.7 ปี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 8.6 ปีเมื่อสิ้นปี 66

ขณะที่ ผลการสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 68 ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง รวม 0.50% เหลือ 1.75% จากปัจจุบันที่ 2.25% โดยจะเริ่มมีการปรับลดในช่วงไตรมาส 2 ส่วนคาดการณ์ Bond yield ไทยในปี 68 คาดว่า Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะปรับตัวลงเฉลี่ย 0.05-0.15% จากปลายปี 67 จากปัจจัยเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ และกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) เป็นสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...