วิจัยเผยกินหวานน้อยลดน้ำตาล ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด
รักษ์โลกง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ และยังดีต่อสุขภาพด้วย รายงานใหม่เผย ‘กินหวานน้อย’ ส่งผลต่อโลกของเรามากกว่าที่คิด และการลดปริมาณน้ำตาลก็ดีต่อสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆ ด้าน
ปัจจุบันโลกกำลังเสพติดน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยข้อมูลระบุว่ามีการบริโภคน้ำตาลทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4 เท่าในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนว่าของหวาน ๆ ที่เติมเข้าไปในร่างกายนั้นจะช่วยให้พลังงานที่กระปรี้กระเปร่าแก่เรา แต่อันที่จริงแล้วพวกมันมีแต่ ‘แคลอรี่ที่ว่างเปล่า’
น้ำตาลเหล่านั้นเป็นน้ำตาลที่ขาดสารอาหารเช่น วิตามินหรือไฟเบอร์ ทำให้มีผลกระทบด้านสุขภาพที่ตามมาอย่างมหาศาล กลายเป็นโรคอ้วนที่เป็นกันทั่วโลก จนบางรายงานประเมินว่าภายในปี 2035 ประชากรครึ่งโลกอาจเป็นโรคอ้วน ด้วยเหตุนี้ทำให้องค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกต่างรณรงค์ให้ผู้คน ‘กินหวานน้อย’ กันมากขึ้น
ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าการลดการบริโภคน้ำตาลยังช่วยให้สิ่งแวดล้อมของโลกดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากน้ำตาลเหล่านั้นต้องใช้พื้นที่มหาศาลในการปลูก ซึ่งทำให้ระบบนิเวศเสียหาย สัตว์สูญเสียที่อยู่อาศัย และมีความหลากหลายทางชีวภาพลดลง อีกทั้งยังสร้างมลพิษจากปุ๋ยและโรงสีจำนวนมาก
“ในบทความล่าสุด เราได้ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของน้ำตาล และสำรวจแนวทางในการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารให้เหลือแค่ระดับที่แนะนำ ไม่ว่าจะโดยการลดการผลิตหรือใช้น้ปริมาณน้ำตาลที่เก็บไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” Paul Behrens ศาสตราจารย์จาก British Academy สาขาอาหารอนาคต Oxford Martin School มหาวิทยาลัย Oxford กล่าว
ทีมวิจัยระบุว่าการลดน้ำตาลในอาหารจะช่วยให้เราประหยัดพื้นที่ในการปลูกพืชที่นำมาผลิตเป็นน้ำตาล (ในประเทศไทยคืออ้อย) และสามารถนำพื้นที่ที่เหลือไปปลูกป่าที่เหมาะสมกับระบบนิเวศทดแทน เพื่อทั้งดูดซับคาร์บอนและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยการนำเศษซากที่ทิ้งจากการผลิตน้ำตาลมาเปลี่ยนเป็นของที่มีประโยชน์กว่าเดิม เช่น นำไปสร้างไบโอพลาสติกหรือเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งภาครัฐต้องมีการสนับสนุนมากกว่านี้
“การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การใช้น้ำตาลเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่สร้างโปรตีน” ศาสตราจารย์ Behrens กล่าว “(วิธีนี้)สามารถผลิตอาหารจากพืชที่มีโปรตีนสูงได้เพียงพอที่จะเลี้ยงคน 521 ล้านคนได้อย่างสม่ำเสมอ”
ทีมวิจัยระบุว่า หากใช้โปรตีนชนิดนี้แทนไก่ ก็จะช่วยลดการปล่อยมลพิษได้เกือบ 250 ล้านตัน และมากกว่านี้อีกหากใช้เนื้อหมูหรือเนื้อวัว นอกจากนี้การใช้เศษน้ำตาลที่ถูกทิ้งไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพก็จะสามารถผลิตเอธานอลเพื่อการขนส่งได้ประมาณ 198 ล้านบาร์เรล
“แต่แทนที่จะต้องปลูกน้ำตาลเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตเอธานอล เราสามารถเปลี่ยนน้ำตาลในอาหารเป็นอาหารทดแทนได้” ศาสตราจารย์ Behrens เสริม “การประเมินนี้ขึ้นอยู่กับโลกที่เราลดปริมาณน้ำตาลในอาหารให้ได้สูงสุดตามคำแนะนำด้านโภชนาการ (5% ของแคลอรี่ต่อวัน) ประโยชน์จะยิ่งมากขึ้นหากเราลดการบริโภคน้ำตาลลงไปอีก”
ยังไงก็ตามทีมวิจัยระบุว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดในการทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก็คือ ‘การเมือง’ เรื่องจากน้ำตาลกลายเป็นแหล่งรายได้ของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นจำเป็นต้องมีการแก้ไขในทุกระดับอย่างยั่งยืน
“เราขอเสนอให้กลุ่มประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันในการเปลี่ยนผ่านน้ำตาลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนเปลี่ยนน้ำตาลในอาหารไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ แทน ซึ่งอาจประสานงานได้โดยองค์การอนามัยโลกที่เรียกร้องให้ลดการบริโภคน้ำตาล เงินบางส่วนที่นำมาใช้ในการดำเนินการนี้อาจมาจากส่วนหนึ่งของเงินออมด้านสุขภาพในงบประมาณแห่งชาติก็ได้”
เราไม่สามารถเปลี่ยนวิถีการบริโภค ‘กินหวาน’ ได้ในข้ามคืน แต่การเริ่มลงมีอทำก็จะให้ผลดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยซึ่งทำร้ายทั้งสุขภาพของเราเองและสิ่งแวดล้อมของทุกคนด้วยเช่นกัน ดังนั้นเริ่ม ‘กินหวานน้อย’ กันเลย
ที่มา
https://www.pnas.org/doi/10.1073/pnas.2314482121
https://www.sciencealert.com/phasing-out-sugar-could-have…
https://theconversation.com/eating-less-sugar-would-be…
Photo: drazenphoto/Envato