โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘เด็กนิเทศ นายแบบ และนักแสดง’ 3 บทบาทจากความฝันสู่ความจริง ของ ‘โอปอล - กฤษภาฑร’ ผู้ไม่เคยละทิ้งโอกาส

Dek-D.com

เผยแพร่ 25 มี.ค. 2567 เวลา 13.10 น. • DEK-D.com
จากมนุษย์เป็ดนิเทศสู่ตัวละครแห่งวงการบันเทิงไทย ‘โอปอล - กฤษภาฑร’ ทดลองทำงานมาแล้ว 3 บทบาท ทั้งงานสาย PR (Public Relations หรือการประชาสัมพันธ์) นายแบบ และบทบาทใหม่ล่าสุดอย่างนักแสดงซีรีส์จากเรื่อง ‘อายุมั่นขวัญยืน’

. . . . . . . . .

เมื่อพูดถึงคณะในฝันของใครหลาย ๆ คน ‘นิเทศ จุฬาฯ’ต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน แต่ความฝันในการเรียนต่อคณะนิเทศ มักพ่วงมาด้วยคำพูดจากบุคคลภายนอกที่ว่า “เรียนจบนิเทศมักไม่มีงานทำ ไม่ต้องเรียนนิเทศก็ทำงานสายนี้ได้ นิเทศเป็นเป็ดที่เก่งไม่สุดสักทาง”

วันนี้ SparkD จึงชวน ‘โอปอล- กฤษภาฑร ชวัลวัชรากร’เป็ดที่ทดลองทำงานมาแล้ว 3 บทบาท ทั้งงานสาย PR(Public Relations หรือการประชาสัมพันธ์) นายแบบและบทบาทใหม่ล่าสุดอย่างนักแสดงซีรีส์จากเรื่อง ‘อายุมั่นขวัญยืน’เพราะเป็ดตัวนี้ไม่เคยละทิ้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เริ่มต้นจากความชอบ พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง จากมนุษย์เป็ดนิเทศสู่ตัวละครแห่งวงการบันเทิงไทย

. . . . . . . . .

พี่จา: การเรียนคณะนิเทศ ภาคอินเตอร์คือ ‘ความฝัน’ ของคุณตั้งแต่ต้นไหม

พี่โอปอล:ช่วงเด็ก ๆ ความฝันกระจายตัวมาก ๆ บางวันอยากเป็นหมอ อยากเป็นนู่นเป็นนี่เป็นนั่น แต่มันเริ่มชัดขึ้นตอนม.ปลาย เพราะเราเริ่มรู้ความชอบของตัวเอง และเห็นรุ่นพี่ที่ชอบทำกิจกรรมเลือกเรียนต่อที่คณะนิเทศ วันหนึ่งเราก็อยากเดินรอยตามเขาบ้าง ความคิดที่ว่า อยากเข้า Com-Art หรือนิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ของจุฬาฯ จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงม.ปลาย

จริง ๆ ผม gap year ก่อนเรียนต่อมหาลัยด้วย ตอนนั้นก็ยื่นหลายที่ ส่วนใหญ่จะเป็นคณะเกี่ยวกับสายอาร์ตและภาคอินเตอร์ เช่น UAL (University of the Arts London ซึ่งมหาวิทยาลัยด้านศิลปะและการออกแบบชั้นนำระดับโลก) และ BBA (Bachelor of Business Administration) หรือหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าต้องกลับมาเลือกนิเทศ เพราะมันเป็นเป้าหมายของเราตั้งแต่แรก ถ้าผมไม่ได้เลือกนิเทศ จุฬาฯ ผมจะต้องเสียใจแน่ ๆ ”

ผมพยายามหาอะไรที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ตอนแรกคิดว่าถ้าเรียน BBA จะจริงจังไปไหม ถ้าต้องเรียนการเงิน หรือการตลาดที่จริงจังมาก ๆ มันอาจจะไม่เหมาะกับผมที่เป็นเด็กกิจกรรม ตอนแรกที่เลือกคณะนิเทศเพราะมองว่าเป็นคณะที่สนุก มีกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าทำเยอะ เช่น ละครนิเทศจุฬาฯ

พี่จา: เตรียมตัวในการสอบเข้ามหา’ลัยยังไงบ้าง

พี่โอปอล:เคล็ดลับการเตรียมตัวสอบ SAT คือจะต้องฝึกทำข้อสอบบ่อย ๆ เพราะตอนทำข้อสอบจริง จะต้องทำข้อสอบแข่งกับเวลา โดยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ writing และ reading ซึ่งจะมี 4-5 บทความ ถ้าเราลองทำข้อสอบบ่อย ๆ จะทำให้เรารู้แนวทาง และจับแนวทางได้เลยว่า ข้อสอบจะออกประมาณไหน และสิ่งที่สำคัญในวันสอบคือการมีสติ และการบริหารจัดการเวลาให้ดี

พี่จา: ก่อนและหลังเข้าเรียนที่นิเทศ จุฬาฯ มุมมองต่อคณะนี้เปลี่ยนไปไหม

พี่โอปอล: มุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือเรื่อง ‘คน’ ตอนแรกคิดว่าคนในคณะนิเทศจะมีลักษณะเหมือนกัน หรือทำอะไรเหมือน ๆ กัน แต่เมื่อเข้ามาเรียนจริง ๆ คนที่อยู่ในคณะนิเทศแตกต่างกันมากอย่างชัดเจนทุกคนมีคาแรกเตอร์ สไตล์ และความชอบของตัวเอง

“ขอบเขตความแตกต่างของผู้คนมันกว้างและหลากหลายกว่าที่ผมประเมินไว้ตอนแรก ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ผมมองโลกได้กลมขึ้น และรู้จักผู้คนในมิติต่าง ๆ มากขึ้น”

พี่จา: การเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะนิเทศ จุฬาฯ เป็นแบบไหน

พี่โอปอล:เราจะมีสถานที่หนึ่งในคณะที่ทุกคนรู้จักกันดี สถานที่นี้มีชื่อว่า ‘ใต้ถุนคณะ’ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงถ้าใครอยากแสดงความสามารถเช่น การร้อง หรือการเต้น ก็สามารถแสดงความเป็นตัวเอง หรือโชว์สิ่งที่ตัวเองภูมิใจได้ที่ใต้ถุนคณะ อย่างรุ่นผมก็มีการแสดงของ Drag Queen

“สภาพแวดล้อมของทำให้ผมกลายเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกมากขึ้น ทั้งเพิ่มความมั่นใจ และเป็นเวทีให้เราได้ลองฝึกฝนตนเอง ผมคิดว่าผมเลือกไม่ผิดเลย เพราะการเรียนของนิเทศ จุฬาฯ ไม่หนักจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้บางเบาจนเราไม่มีความรู้ติดตัวสำหรับการทำงานในอนาคต การเรียนทำให้เราได้เรียนรู้สายงานต่าง ๆ ของนิเทศในเบื้องต้น ซึ่งมันเป็นจุดที่พอดีสำหรับผม”

พี่จา: คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า คนเรียนนิเทศเป็นเป็ด หรือไม่ต้องเรียนนิเทศก็จบมาทำงานนิเทศได้

พี่โอปอล:การที่เรามีทักษะติดตัวหลาย ๆ อย่าง ทำเป็นหลาย ๆ อย่าง แม้จะมีอย่างละเล็กอย่างละน้อย แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับยุคนี้เพราะวันหนึ่งที่เราต้องทำงานจริง เราจะเริ่มต้นได้ดี ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองจากการทำงานจริงต่อไปได้

พี่จา: สนใจสายงานไหนของนิเทศศาสตร์

พี่โอปอล:ผมสนใจด้าน PR (Public Relations) หรือการประชาสัมพันธ์เพราะลึก ๆ แล้วผมเป็นคนชอบเข้าสังคม และชอบพูดคุยกับผู้คนไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าสายงานนี้ทำให้เราได้เจอคนเก่ง ๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีการและแง่มุมที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ หรือพาตัวเองมาถึงจุดนี้ที่แตกต่างกัน

“การเป็น PR ทำให้เราได้เจอ ได้เรียนรู้ข้อคิดและประสบการณ์จากคนเก่ง ๆ เหล่านี้”

ลักษณะของเนื้องาน PR คืองานที่ต้องพบเจอกับสื่อมวลชน และบางครั้งจะต้องเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release) เพื่อโปรโมตสินค้า บริการ หรือบุคคลหนึ่ง ผมเคยฝึกงานเป็นผู้ช่วย PR ที่ Vogue Thailandพี่ ๆ เขาก็จะพาเราไปงานอีเวนต์ต่าง ๆ และสอนว่า ในหนึ่งงานจะต้องมีองค์ประกอบใดบ้าง เพราะอีเวนต์ส่วนใหญ่เป็นงานสำหรับคนที่ได้รับเชิญ หรือสื่อมวลชนเท่านั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้เข้าไปเรียนรู้งานจากอีเวนต์เหล่านั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเข้าไปอยู่ตรงจุดนั้นได้

ผมได้พัฒนาทักษะหลายด้านจากการฝึกงานในครั้งนี้ เช่น ทักษะการใช้ภาษา การเลือกคำ การเขียนงาน และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการฝึกความอดทน เพราะเราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ ผมยังได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยสไตลิสต์ (Stylist Assistant)ทำให้ผมได้เรียนรู้เบื้องลึกของวงการแฟชั่นไทย และประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมนี้

พี่จา: จุดเริ่มต้นในการทำงานด้านแฟชั่นและการเดินแบบคืออะไร

พี่โอปอล:จริง ๆ ผมสนใจและชอบด้านนี้อยู่แล้ว แต่จุดเริ่มต้นในการทำงานสายนายแบบในเอเจนซีคือ มีเอเจนซีหนึ่งเปิดรับสมัครนายแบบ เพื่อนก็ชวนให้ผมไปคัดเลือกเป็นเพื่อน เมื่อไปลองแคสต์แล้วบังเอิญได้

“ไหน ๆ เขาก็เลือกเราแล้ว แสดงว่าเขาก็ต้องมองเห็นอะไรในตัวเรา และคิดว่าตัวเองคงพอทำได้แหละ ก็เลยลองดู”

การบ้านหลัก ๆ ก่อนวันงานของนายแบบคือ การดูแลหุ่น ควบคุมอาหารการกิน และออกกำลังกาย ส่วนเรื่องการเดิน เอเจนซีก็จะสอนว่าพื้นฐานการเดินเป็นแบบไหน แต่เมื่อไปถึงหน้างาน เราก็ต้องทำการบ้านเรื่อง Mood & Tone สไตล์ และจังหวะความเร็วในการเดินอีกครั้ง โดยทางแบรนด์จะเป็นคนแจ้งว่าอยากให้เดินแบบไหน หรือเพิ่มเติมอะไรในโชว์บ้าง เช่น อยากให้เดินเร็วขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนเร่งรีบ เดินแบบคนมีความรัก หรือเดินในมาดที่เคร่งขรึม สไตล์การเดินก็จะแล้วแต่งาน

พี่จา: งานเดินแบบที่ประทับใจที่สุดคืออะไร

พี่โอปอล:Bangkok International Fashion Week ปี 2022ซึ่งได้ร่วมงานกับแบรนด์ Kloset พี่ ๆ ทีมงานใส่ใจและประณีตกับผลงานในวันนั้นมากจริง ๆ รวมถึงทุกคนน่ารักมากกับผมมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ จึงรู้สึกว่าเป็นงานที่ประทับใจ

พี่จา: ถ้าต้องเลือกระหว่าง PR - นายแบบ - งานแสดง คุณจะเลือกอะไร เพราะเหตุใด

พี่โอปอล:งานแต่ละด้านก็จะมีเนื้องานและความสนุกที่แตกต่างกันออกไป แต่ตอนนี้ผมขอเลือกงานแสดงเพราะเป็นงานที่ผมรู้สึกกับมันมากที่สุด งานแสดงเป็นสิ่งที่ผมได้เลือกไปแล้ว และผมกำลังทำมันอยู่

พี่จา: เริ่มเข้าวงการบันเทิงได้อย่างไร

พี่โอปอล:ณ ตอนนั้น ผมกำลังฝึกงานที่ Vogue Thailand ทำให้มีโอกาสได้เจอกับคนเยอะ และได้เจอกับ ‘พี่เอส’ โปรดิวเซอร์ของซีรีส์อายุมั่นขวัญยืนพี่เอสจึงชักชวนไปเจอ ‘พี่แชมป์-วีรชิต ทองจิลา’ ผู้กำกับของซีรีส์เรื่องนี้พี่ ๆ บอกว่า คาแรกเตอร์นี้ค่อนข้างตรงกับปอลนะ อยากให้ปอลลองมาทำงานด้วยกันดู เรารู้สึกว่าไหน ๆ ก็ได้รับโอกาสมาแล้ว และผมคิดว่าพี่แชมป์จะทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงานด้านการแสดงมากขึ้นด้วย ก็เลยลองดู

พี่จา: เตรียมตัวก่อนถ่ายทำยังไงบ้าง

พี่โอปอล:ในตอนแรกมีการถ่าย Pilot ของซีรีส์ ซึ่งเปรียบเสมือนการลองลงสนามจริงเมื่อเราได้ลองถ่ายจริง เราก็จะรู้ว่าตัวเองควรปรับปรุงแก้ไขส่วนใดบ้าง หลังจากนั้นก็ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป ซึ่งทำให้เราได้พัฒนาในจุดที่เป็นข้อด้อยของเราในตอนแรก โดยเวิร์กช็อปจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือเวิร์กช็อปเพื่อให้เข้าใจคาแรกเตอร์ตัวละคร และเวิร์กช็อปเพื่อฝึกทักษะการแสดงทั่วไป

พี่จา: ความท้าทายในการแสดงซีรีส์เรื่องแรกคืออะไร

พี่โอปอล:ความท้าทายคือการปรับตัวเข้ากับการทำงานกองในช่วงแรก ๆเพราะผมไม่เคยทำงานในกองถ่ายที่มีทีมงานจำนวนมากมาก่อนเลย ซึ่งทีมงานทุกคนจะต้องรอเราคนเดียว จึงจะผ่านฉากฉากหนึ่งไปได้ มันยากมากสำหรับผมในช่วงแรก แต่ผมจัดการกับความกดดันนี้ด้วยการทำการบ้านให้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักแสดง เช่น ในแต่ละวันเราจะต้องรู้ว่า วันนี้เราผิดพลาดเรื่องอะไร เราต้องพัฒนาตรงไหนบ้าง หลังทำงานเสร็จ ผมก็จะต้องทำการบ้านและเตรียมตัวให้ดีขึ้นในแต่ละวัน จนวันหนึ่งเราก็จะเจอสมดุลที่เหมาะสม และรู้ว่าต้องเตรียมตัว หรืออ่านบทไปแค่ไหนจึงจะสามารถทำงานได้อย่างไหลลื่น

“ยอมรับว่าช่วงแรกยังต้องปรับตัวกับการทำงานกอง ตอนนี้ผมสามารถหาสมดุลในการทำงานได้แล้ว”

พี่จา: ซีรีส์ ‘อายุมั่นขวัญยืน’ เป็นซีรีส์เกี่ยวกับเรื่องอะไร

พี่โอปอล:เป็นเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่ชื่อ ‘พัน’ซึ่งเป็นแวมไพร์ และอยู่บนโลกนี้มานานกว่า 900 ปี เขามีความสัมพันกับเพื่อน และคนรู้จักมามากมาย แต่ต้องเห็นคนรักล้มหายตายจากไปโดยตลอด ผมจึงมองว่า ชื่อของซีรีส์ ‘อายุมั่นขวัญยืน’เป็นคำพูดที่พันอยากจะมอบให้แก่คนรักของเขา อยากจะบอกคนรักว่า อยากให้มีอายุมั่นขวัญยืนนะ ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ดีที่จะบอกกับใครสักคน

พี่จา: ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร แต่อะไรคือสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปสำหรับโอปอล

พี่โอปอล:สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปสำหรับผมคือสิ่งที่เราเคยทำไว้ให้กับโลกเพราะเมื่อวันหนึ่งที่เราตายไปแล้ว สิ่งที่เราเคยทำก็จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนอื่น ๆ

พี่จา: เล่าถึงตัวละครหรือบทบาทที่ได้รับให้ฟังหน่อย

พี่โอปอล:‘โย’ เป็นเด็กนิเทศ และเป็นคนที่มีความสดใสร่าเริงเหมือนกับผมแต่ความแตกต่างคือ ผมอาจจะไม่ได้มี Energy ตลอดเวลาเหมือนกับโย นอกจากนี้ โยยังเป็นคนที่ขี้สงสัย และเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว เมื่อโยแอบปิ๊ง‘พัน’จึงสงสัยว่า เขาเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ที่โยจะเข้าไปตามสืบชีวิตของพัน ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เขาเข้าข่ายการเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่ความจริงแล้ว พันเป็นแวมไพร์นะครับ

พี่จา: หนึ่งสิ่งที่คิดว่าคนอื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาชีพ ‘นักแสดง’ คืออะไร

“หลายคนอาจมองว่านักแสดงเป็นอาชีพที่สวยงาม หรือมองว่าเป็นสิ่งที่เราได้มาอย่างง่ายดาย ใคร ๆ ก็ชื่นชมผลงานที่เราทำ แต่ผมมองว่า กว่านักแสดงจะไปถึงจุดนั้นได้ หรือซีรีส์เรื่องหนึ่งจะเผยแพร่ออกมาได้ มันต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างทั้งจากตัวนักแสดงและทีมงาน แม้ซีรีส์นั้นจะเป็นซีรีส์ที่ให้ความบันเทิง แต่กระบวนการทำงานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องผ่านการคิดและการกลั่นกรองอย่างดี”

พี่จา: คิดว่า connection สำคัญต่อเส้นทางบันเทิงไหม

พี่โอปอล:ปฏิเสธไม่ได้ว่า connection เป็นสิ่งที่สำคัญในยุคสมัยนี้ เพราะ connection ทำให้เราได้เจอกับโอกาสหลาย ๆ อย่างในชีวิตแต่ผมคิดว่า เราไม่ควรใช้ connection ที่เรามีไปเบียดเบียนคนอื่น หรือใช้ในทางที่ไม่ดี

พี่จา: การเรียนนิเทศฯ ถือเป็นแต้มต่อในวงการบันเทิงไหม

“การเรียนนิเทศถือเป็นแต้มต่อในวงการบันเทิงพอสมควร เพราะนอกจากจะทำให้เรากล้าคิด กล้าแสดงออกแล้ว การเรียนนิเทศยังทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานของการสื่อสาร ดังนั้น การเป็น ‘คนนิเทศ’ จึงทำให้เราสามารถนำ ‘สาร’ ที่ผู้กำกับต้องการสื่อไปสู่ผู้ชมได้”

พี่จา: อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่กำลังค้นหาตัวเอง ทั้งที่อยากเรียนนิเทศ และไม่ได้อยากเรียนนิเทศ

พี่โอปอล:ถ้าเรากำลังสงสัยว่า เราทำได้หรือเปล่า อย่ารอช้าที่จะลองทำ อยากให้ลองเข้าไปค้นหาตัวเองว่า สิ่งนี้ใช่สำหรับเราไหมถ้าไม่ใช่ เราก็จะได้ค้นหาตัวเองต่อไปว่า อะไรเหมาะกับเรา เป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคน ที่มีความฝันและอยากจะทำมันครับ

. . . . . . . . .

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเป็นกำลังใจให้กับ ‘โย’ในซีรีส์ ‘อายุมั่นขวัญยืน’โดยสามารถรับชมได้ทางช่อง 3 ทุกวันพุธ เวลา 22.45 น. และรับชมย้อนหลังได้ทาง WeTV เวลา 23.30 น. และถ้าใครอยากติดตามงานอื่น ๆ ของ ‘พี่โอปอล’สามารถติดตามได้ที่ IG: tentwopalสำหรับวันนี้ พี่จา SparkD และพี่โอปอลต้องขอตัวก่อน แล้วพบกันใหม่ใน EP. หน้า บั๊ยบายย

. . . . . . . . .

พี่จา SparkD เขียน/สัมภาษณ์
พี่มัดหมี่ SparkD กราฟิกดีไซน์
พี่ฟิวส์ พี่แอล SparkD บรรณาธิการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...