โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมเด็กไทยต้องเรียนพิเศษ? การสอบแข่งขันยากไป หรือที่เรียนในโรงเรียนไม่ดีพอ

Dek-D.com

อัพเดต 02 เม.ย. 2567 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2567 เวลา 10.29 น. • DEK-D.com
“การเรียนพิเศษที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย”

“การเรียนพิเศษที่มาพร้อมกับความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย”

“ไม่เรียนพิเศษ จะสอบโรงเรียนดังติดไหม”

“จะมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้เหรอ”

“ต้องเรียนพิเศษ ถ้าไม่เรียน กลัวสอบไม่ติด”

เชื่อว่ายังมีน้องๆ อีกมากที่มีเรียนพิเศษเพิ่ม อาจจะหลังเวลาเลิกเรียน หรือแม้กระทั่งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันหนึ่งอาจเรียนหนึ่งวิชาหรือมากกว่านั้น แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมเด็กไทยถึงยังต้องเรียนพิเศษ หรือเพราะการศึกษาในห้องเรียนมันยังไม่พอ?

ด้วยหลักสูตรของการศึกษาไทย ทำให้เด็กรู้สึกว่าต้องแข่งขันกันในสนามสอบตลอดเวลา จนมองว่าเป็นเรื่องปกติทำให้เกิดการกดดันและการเข้มงวดตามมา เนื่องจากการรับเด็กเข้าเรียน ใช้เกณฑ์การวัดผลจากคะแนนสอบทำให้เกิดการแข่งขันทางวิชาการสูง และเพื่อให้ได้คะแนนที่ดี โรงเรียนกวดวิชาจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เด็กมีคะแนนสูงเพียงพอต่อการสอบคัดเลือก

ทำให้โรงเรียนกวดวิชา หรือติวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับเด็กไทยมากขึ้น และธุรกิจกวดวิชายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นค่านิยมที่เด็กต้องเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าสถานศึกษาต่างๆ ที่มีชื่อเสียง และเป็นการเพิ่มโอกาสในอนาคตมากกว่าการฝากความหวังไว้กับการศึกษาไทยในปัจจุบัน

เด็กไทยใช้เวลาเรียนพิเศษเฉลี่ย 11-12 ชม./สัปดาห์

ผลสำรวจ จากศูนย์ความรู้และนโยบายเด็ก (คิด for คิดส์) โดย 101 PUB และ สำนักสนับสนุนสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว สำรวจสถิติการเรียนพิเศษของนักเรียนไทย จำนวน 12,999 คน จากข้อมูลการสำรวจเยาวชนไทย 2022 (Youth Survey 2022)

พบว่าร้อยละ 35.1 ของเด็กนักเรียนอายุ 15-18 ปี ทั้งหมดในประเทศไทยเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากการศึกษาในระบบ โดยกลุ่มเด็กนักเรียนที่อยากเข้ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มที่จะเรียนพิเศษสูงกว่า ซึ่งใช้เวลาเรียนพิเศษโดยเฉลี่ย 11-12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ซึ่งราคาคอร์สเรียนจะเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันไปจนถึงเกือบหลักหมื่น เมื่อคิดเป็นต่อปีอยู่ที่ประมาณ 20,000 - 45,000 บาทและในสังคมที่การเรียนการสอน มีต้นทุนและการแข่งขันที่สูง เด็กจึงเลือกพึ่งโรงเรียนกวดวิชา เพื่อที่จะเพิ่มทักษะของตัวเองให้สามารถไปแข่งขันกับคนอื่นได้ แม้จะต้องลงทุนกับค่าคอร์สเรียนที่มีราคาสูงก็ตาม

สนามสอบ = การแข่งขัน

ตั้งแต่ชั้นประถมฯ มัธยมฯ จนถึงมหาวิทยาลัย

ตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงมัธยม ต่างถูกบังคับให้อยู่ในสนามแข่งทางการศึกษาแทบตลอดเวลา เพราะสังคมปัจจุบันยังคงมองว่า การสอบ เป็นวิธีที่ยุติธรรมสำหรับเด็กเพื่อคัดเลือกเด็กที่มีความพร้อมและมีคุณภาพเข้าสถานศึกษาของตนทำให้เด็กต้องแข่งขันกันตลอดเวลา ทั้งกับตัวเอง และกับเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของตนเอง

ยิ่งโรงเรียนกวดวิชามีเพิ่มขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนถึงระบบการศึกษาของไทย เมื่อหลักสูตรการศึกษายังคงวนอยู่กับที่ เนื้อหาในห้องเรียนไม่สามารถนำไปใช้สอบวัดผลหรือสอบแข่งขันได้ยกตัวอย่างเช่น วิชาสอบ TGAT, TPAT หรือ A-Level ที่ไม่ได้มีสอนในหลักสูตร แต่เป็นส่วนหนึ่งของคะแนนที่ใช้สำหรับสอบยื่นเข้ามหาวิทยาลัย แม้พื้นฐานเนื้อหาของกลุ่มสาระวิชาไม่ต่างกัน แต่โจทย์และวิธีการหาคำตอบนั้นไม่เหมือนที่ได้เรียนในห้องเรียนเลย

การแข่งขันที่สูง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กหลายๆ คนตัดสินใจเรียนพิเศษ ในปัจจุบันไม่ได้แข่งกันแค่ภายในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการแข่งขันที่เด็กต้องสอบเข้าให้ติด ซึ่งจะต้องสู้กับนักเรียนโรงเรียนอื่นอีกมากมาย เพราะแต่ละโรงเรียนมีการสอนนักเรียนไม่เท่ากัน และที่นั่งแต่ละสถานศึกษาก็มีจำกัด เรียกได้ว่าเป็นศึกแย่งชิงเก้าอี้

มุมมองคนไทยต่อการแข่งขันทางการศึกษา

จากความคิดเห็นที่ชาวเน็ตได้วิจารณ์ถึงการเรียนพิเศษก็มีหลากหลายแง่มุมแต่ส่วนใหญ่ก็คิดเห็นเป็นทางเดียวกันว่า “การเรียนพิเศษมีความสำคัญ เพราะในปัจจุบันการแข่งขันสูง แต่จะดีกว่านี้ถ้าหากแก้ไขหลักสูตรการศึกษาของไทย”

อยากให้แก้ไขที่ระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาโดยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในเรื่องการเรียนรู้ เนื้อหา สอดคล้องกับสิ่งที่จะนำไปใช้ได้จริงและเป็นเนื้อหาที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา แค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอแล้ว”

ถ้าอยากเรียนโรงเรียนดีๆ มีอนาคตดีๆ ก็ต้องเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง แต่ถ้าอยากไปวันๆ เรียนที่ไหนก็ได้ครับ”

“ความเป็นจริงคือถ้าอยากเข้ามหาวิทยาลัยที่มีการสอนที่มีคุณภาพ ก็คงต้องเรียนพิเศษเพราะการแข่งขันมันสูง คุณภาพการเรียนการสอนในชีวิตจริงมันไม่เท่ากันตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้ว แต่ถ้าเก่งเป็นทุนเดิม มีความอดทนมุ่งมั่นหรือมีความรู้ภาษาอังกฤษก็หาความรู้ออนไลน์ แหล่งเรียนรู้ฟรีๆ เต็มไปหมด แต่พูดกันตามตรงการมีสถาบันติวพิเศษเป็นกิจลักษณะ มีเด็กเรียนเป็นหมื่นๆ แสนๆ คนนี่เป็นอะไรที่โคตรยับเยินมาก เพราะมันสะท้อนว่าโรงเรียนปกติทั่วไป มันไม่สามารถให้ความรู้เด็กได้อย่างมีมาตรฐานหรือมีประสิทธิภาพ”

ตัวอย่าง การสอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2567 (TU87)

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 มีผู้เข้าสอบจำนวน 11,607 คน

แบ่งเป็นผู้สมัครสอบใน 8 แผนการเรียน ดังนี้

1. แผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์รับจำนวน 1,000 คน จำนวนที่สมัคร 8,275 คน

2. แผนการเรียน ภาษา-คณิตศาสตร์รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,173 คน

3. แผนการเรียน ภาษา-ฝรั่งเศสรับ 80 คน ผู้สมัคร 392 คน

4. แผนการเรียน ภาษา-เยอรมันรับ 80 คน ผู้สมัคร 323 คน

5. แผนการเรียน ภาษา-ญี่ปุ่นรับ 80 คน ผู้สมัคร 461 คน

6. แผนการเรียน ภาษา-จีนรับ 80 คน ผู้สมัคร 570 คน

7. แผนการเรียน ภาษา-สเปนรับ 40 คน ผู้สมัคร 186 คน

8. แผนการเรียน ภาษา-เกาหลีรับ 40 คน ผู้สมัคร 227 คน

จะเห็นได้ว่า การแข่งขันสูงมาก โดยจากจำนวนผู้สมัครสอบดังกล่าว ทางโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสามารถรับนักเรียนได้เพียง 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 7.64 นอกจากนี้ ยังพบว่าแผนการเรียนที่นักเรียนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2565-2566 คือ แผนการเรียน ภาษา-คณิตศาสตร์ มีผู้สมัครเพิ่มขึ้น 181 คน มีอัตราแข่งขันสูงถึง 1 : 9.78

เส้นทางการศึกษาของเด็กไทยในกับดักสนามสอบนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษาเพราะค่านิยมเรียนโรงเรียนดัง ที่มีความพร้อมในการเรียนรู้ทั้งด้านบุคลากร สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการเรียนที่ดี และความต้องการในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกของบรรดาผู้ปกครอง ยิ่งทำให้การแข่งขันทางการศึกษารุนแรงขึ้น ยังไม่รวมสนามแข่งขันวิชาการอื่นๆ ที่เด็กๆ จำเป็นต้องเข้าร่วมตามความถนัดเพื่อสะสมผลงานอีกด้วย นอกจากสิ่งเหล่านี้สะท้อนความหนักหน่วงที่เด็กวัยเรียนต้องเผชิญแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมทางการเงินของผู้ปกครองอีกด้วยเช่นกัน

ไม่เรียนพิเศษได้ไหม?

อย่างที่กล่าวไปว่า เนื้อหาในการสอบนั้นไม่เหมือนกับที่เรียนมาในห้องเรียนเสียทีเดียว ดังนั้น แม้เด็กจะปฏิเสธการเรียนพิเศษ ก็ยังจำเป็นต้องฝึกฝนทำโจทย์และอ่านหนังสือด้วยตนเองอย่างหนักเช่นกัน

ตัวอย่าง นักเรียนที่เตรียมสอบเข้าเตรียมอุดมศึกษาด้วยตนเอง และเตรียมสอบแพทย์ จุฬาฯ

กระทู้นี้ “พี่เชนน์ TU84” เล่าเรื่องการเตรียมสอบเตรียมอุดมฯ โดยไม่เรียนพิเศษแต่ต้องขอบอกก่อนว่าพี่เชนน์เขาเก่งอังกฤษอยู่แล้วเลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสติดเตรียม บวกกับการวางแผน การเตรียมตัวอ่านหนังสือ ซึ่งก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก ทั้งการแบ่งเวลา การทำตามเป้าหมายที่วางไว้ การฝึกทำโจทย์ และก็การทบทวนเนื้อหา ที่สำคัญ คือการฝึกฝนและการพยายาม สำหรับน้องๆ คนไหนที่รู้สึกท้อหรือคิดว่าจะเตรียมตัวไม่ทัน พี่ปลิวแนะนำกระทู้นี้เลยย รับรองว่าจะปลุกไฟในตัวน้องได้แน่ๆ https://www.dek-d.com/board/education/4044156/

กระทู้ของ “dek60” ที่สอบติดโครงการความถนัดทางภาษาอังกฤษของแพทย์จุฬาซึ่งก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เจ้าของกระทู้ก็คือเตรียมตัวอย่างหนัก ทั้งเรียนพิเศษ อ่านหนังสือ ฝึกทำโจทย์ จดสรุป และก็การทบทวนเนื้อหาต่างๆ เพื่อไม่ให้ลืม ซึ่งเจ้าของกระทู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจเกินร้อย! บอกเลยว่าเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อพร้อมลุยในสนามสอบ และก็ได้ฝากถึงน้องๆ ที่คิดว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเรียนอย่างหนักทุกวิชา อาจจะเลือกแค่บางวิชา แล้วที่เหลือก็อาจจะขอยืมชีทจากเพื่อนที่ไปเรียนพิเศษมา เพื่อมานั่งฝึกทำโจทย์เอง https://www.dek-d.com/board/view/3717344/

จากตัวอย่างรุ่นพี่ทั้งสองกระทู้จะเห็นได้ว่า การสอบเข้าทั้งระดับมัธยมศึกษาและระดับมหาวิทยาลัย ต่างก็ต้องอาศัยการทบทวนและเตรียมตัวสอบอย่างหนัก โดยจำเป็นต้องใช้ตัวช่วยทั้งหนังสือติวสอบ ตัวอย่างข้อสอบเก่า และเรียนพิเศษ ที่แม้จะเป็นการทบทวนด้วยตนเองก็ต้องวางแผนการอ่านหนังสือทบทวนอย่างดีเช่นกัน

ทั้งนี้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าแม้เนื้อหาในการสอบจะเป็นเนื้อหาตามกลุ่มสาระวิชาที่ได้เรียนในโรงเรียน แต่ข้อสอบไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ยังมีความพลิกแพลงซับซ้อนมากขึ้น ดูจากตัวอย่างข้อสอบวิชา PAT5 และ TPAT3 ที่พี่ปลิวนำมาให้ดูกันได้เลย น้องๆ อ่านแล้วตอบข้อไหนกันคะ

ตัวอย่างข้อสอบ TCAS

สุดท้ายนี้ น้องๆ ชาว Dek-D คนไหนที่เรียนพิเศษหรือไม่ได้เรียนพิเศษเลย ก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะคะ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ และอยากบอกน้องๆ ว่าการเรียนพิเศษไม่ได้การันตีเสมอไปว่าเราจะสอบติด เพราะบางคนที่ไม่ได้เรียนพิเศษเลยก็สามารถสอบติดได้เหมือนกัน เพราะการสอบติดมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยนะ ทั้งการจัดสรรเวลา การอ่านทบทวน การฝึกทำโจทย์บ่อยๆ ซึ่งการหักโหมเรียนพิเศษหลายวิชาก็อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะจะทำให้น้องๆ เกิดความเครียดตามมามากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...