โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โคทม อารียา : นโยบายรัฐบาล - อยู่ดีกินดีกับมีศักดิ์ศรีต้องไปด้วยกัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ก.ย 2567 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2567 เวลา 09.44 น.

ในตอนท้ายของนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มีข้อความที่ขอถือเป็นวิสัยทัศน์ว่า “สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” แต่เนื้อหานโยบายเน้นในเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ส่วนคำสำคัญอย่างเช่น “สิทธิมนุษยชน” ซึ่งหมายถึงเสรีภาพและความเท่าเทียม ดูเหมือนจะปรากฏอยู่ที่เดียว ซึ่งให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องรอง เนื่องจาก “ปากท้องมาก่อน … เศรษฐกิจรอไม่ได้” จึงขอสรุปว่า รัฐบาลมีนโยบายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก ไม่อยากเสี่ยงต่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบผลประโยชน์ของฝ่ายต่าง ๆ มากเกินไป เพราะมีนักร้อง (เรียน) ที่คอยจ้องล้มล้าง เสมือนร่วมคิดกับผู้มีอำนาจพันลึก

แม้รัฐบาลจะมีนโยบาย “เร่งรัดจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตย สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม …” แต่ได้ถอนเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐา มาเป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาวของรัฐบาลแพทองธาร

ต่อไปจะขอนำเสนอหัวข้อต่าง ๆ ของนโยบายรัฐบาล โดยแบ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมและการต่างประเทศ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจกับนโยบาย เผื่อผู้อ่านจะให้ความสำคัญแก่นโยบายมากขึ้นด้วย

แต่ก่อนอื่น ขอแก้ความเข้าใจผิดของผมที่เขียนไว้ในบทความชื่อ “นโยบายที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงต่อรัฐสภา” ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนวิจารณ์ความล่าช้าของการพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ช (5) ทั้งนี้เพราะผมได้ข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ตนั่นเอง แต่พอมาอ่านบทความของหมอวิชัย เทียนถาวร ที่ลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 จึงขอยอมรับข้อมูลใหม่ พร้อมทั้งขอโทษด้วยที่ให้ข้อมูลเก่าที่คลาดเคลื่อน อันที่จริงรัฐบาลเศรษฐาไม่นิ่งดูดายในเรื่องนี้ โดย ครม. เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ได้อนุมัติวงเงินกว่า 37,234 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์ปฐมภูมิจำนวน 62,000 คน ในระยะเวลา 10 ปี (2568-2577) เพื่อบรรจุใน รพ.สต. 9,820 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ผลิตแพทย์ครอบครัวเหล่านี้ หวังว่ารัฐบาลปัจจุบันจะสานต่อนโยบายนี้ โดยถือเป็นนโยบายที่หลายคนรอคอยการรับบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิที่มีคุณภาพและทั่วถึง ซึ่งพลอยทำให้บริการระดับทุติยภูมิและตติยภูมิลดความแออัดลงด้วย

เมื่อวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลอย่างคร่าว ๆ จะพบว่าส่วนแรกเป็นการระบุปัญหา (ในนโยบายใช้คำว่า “ความท้าทาย”) จึงเข้าใจว่ารัฐบาลตั้งโจทย์เองเพื่อหาทางแก้ไข ถ้าใช้อุปมาอุปไมยว่าปัญหาเหมือนกับโรคาพยาธิของสังคม และรัฐบาลกำลังวางตัวเป็นเหมือนหมอ การตั้งโจทย์คือขั้นตอนการวินิจฉัยโรค (diagnosis) ว่าสังคมป่วยเป็นอะไร ผลการวินิจฉัยของรัฐบาลคือป่วยเป็นโรคทางเศรษฐกิจ/สังคม 5 ประการ ต่อด้วยโรคทางการเมือง โรคทางสิ่งแวดล้อม และทางภูมิรัฐศาสตร์อีก 4 ประการ แต่จะขอเริ่มด้วย 5 ประการแรกก่อน นั่นคือ

1) ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ

2) จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคุณภาพของคนวัยทำงานลดลง

3) ยาเสพติดแพร่ระบาด

4) วิสาหกิจ SMEs ประสบปัญหา เช่น ปัญหาสภาพคล่อง

5) อุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวไม่ทันการรุกแทรก (disruption) ของเทคโนโลยี

ปัญหาทั้ง 5 ประการนี้ฉุดรั้งประเทศไทยให้ติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เราเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงกับเขาเสียที อยากเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่หลายปีมาแล้วที่ยังไม่สามารถทำความฝันนี้ให้เป็นจริง

ตามอุปมาอุปไมยกับการแพทย์ หลังการวินิจฉัยโรค หมอจะพยายามพยากรณ์ (prognosis) ถ้าไม่ทำอะไรหรือทำน้อยมาก พยาธิสภาพจะไปทางไหน หรือถ้าเอาจริงเอาจัง เราควรเลือกการบำบัดทางใดก่อนดี ถ้าเลือกทางหนึ่งทางใด จะมีความเสี่ยงอะไร โอกาสความสำเร็จจะเป็นอย่างไร แล้วจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร เป็นต้น ผมคิดว่า ผู้จัดทำ (ยกร่าง/เขียน) นโยบายได้ทำการบ้านมาพอสมควร โดยอย่างน้อยคงได้ประมวลนโยบายเดิม ๆ บวกนโยบายการหาเสียง บวกนโยบายที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเสนอมา ฯลฯ แต่ผู้จัดทำจะมีเวลาไตร่ตรองว่านโยบายใดเป็นอุปายะ (อุบายอันแยบยล ที่เป็นหนทางสู่ความสำเร็จในทางที่เป็นกุศล) โดยสามารถตอบโจทย์ 5 ประการที่รัฐบาลตั้งไว้เองได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็มีนโยบายที่ไม่เป็นอุปายะ เช่น นโยบายการฆ่าตัดตอนในการทำสงครามยาเสพติดในปี 2546 นโยบายที่จะอาศัยการพนัน (คาสิโน, หวยบนดิน ฯลฯ) ในการหารายได้ให้รัฐบาล นโยบายการเอื้อการลงทุนจนรัฐเสียเปรียบในระยะยาว ฯลฯ เหล่านี้เป็นนโยบายที่ไม่เป็นไปในทางที่เป็นกุศลใช่หรือไม่

ผมเข้าใจว่าผู้จัดทำนโยบายคงพยากรณ์ว่า นโยบายที่เสนอมีความเสี่ยงน้อย คือให้เนียน ๆ ไปในเรื่องปากท้อง การทำสำเร็จพอประมาณหมายถึงรัฐบาลจะอยู่ครบวาระที่เหลือคือสามปี และการทำสำเร็จอย่างดีหมายถึงการชนะการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า โดยหวังว่าถ้าประชาชนมีความรู้สึกในทางที่ดี เพราะมีอำนาจซื้อและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้น ส่วนเรื่องหนัก ๆ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเสนอมานานหลายปีแล้ว ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขพยาธิสภาพของเศรษฐกิจไทย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในเชิงโครงสร้าง จึงไม่ปรากฏชัดในนโยบาย ผู้เขียนนโยบายกล่าวถึงความเสมอภาคก็จริง แต่คงคิดว่า การทำจริงจังในช่วงที่กระแสอนุรักษ์นิยมมาแรงคงไปไม่ได้ นโยบายจึงอิงปฏิบัตินิยมแบบอยู่ให้เป็น ไม่ได้ใช้ปัญญาปฏิบัติ (phronesis) สักเท่าไร

ในด้านการรักษา (remedy) พยาธิสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้จัดทำนโยบายได้ “จัดเต็ม” ทั้งในการเสนอนโยบายเร่งด่วนและนโยบายระยะกลาง/ระยะยาว ในการวิเคราะห์ต่อไป จะขอใช้โจทย์หรือการวินิจฉัยพยาธิสภาพเป็นตัวตั้ง แล้วจึงมาดูว่าผู้จัดทำนโยบายมีกุศโลบายอะไรในการเยียวยารักษาพยาธิสภาพนั้น ๆ

1) นโยบายเร่งด่วนทั้ง 10 ประการที่มุ่งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีโดยสังเขปดังนี้

1.1) กรณีประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ รัฐบาลมีนโยบาย

– ผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ

– ส่งเสริมการออมรูปแบบใหม่ ๆ

– ลดราคาพลังงาน

– ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสายในกรุงเทพมหานคร

– แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต พร้อมไปกับการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐที่มุ่งการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน

– ส่งเสริมและเพิ่มรายได้เกษตรกรตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

– เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น สวนน้ำ สวนสนุก (ขอฝากให้คิดว่าความนิยมอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง) สถานบันเทิงครบวงจร (เน้นคาสิโนหรือไม่) ฯลฯ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ

1.2) กรณีปัญหายาเสพติด รัฐบาลมีนโยบายครบวงจรดังนี้

– ตัดต้นตอการผลิต

– ควบคุมการลักลอบนำเข้า

– ตัดเส้นทางลำเลียง

– ปราบปราม ยึดทรัพย์ผู้ค้า

– บำบัดรักษาผู้เสพติด

– ฝึกอาชีพ ให้การศึกษาผู้เสพติด

– ติดตาม ช่วยเหลือมิให้กลับเข้าสู่วงจรการเสพ

1.3) กรณีปัญหาอาชญากรรม รัฐบาลมีนโยบาย

– เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม

– เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์โดยเฉพาะ ช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์อย่างทันท่วงทีโดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์

1.4) กรณีปัญหาของ SMEs รัฐบาลมีนโยบาย

– ปกป้อง SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งต่างชาติ

– แก้ไขปัญหาหนี้

– ร่วมลงทุนแบบรัฐกับเอกชน

1.5) กรณีการจัดสวัสดิการสังคม รัฐบาลมีนโยบาย

– เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากภาษีเพื่อนำมาใช้ในการจัดสวัสดิการสังคม

– ดูแลกลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ

2) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีโดยสังเขปดังนี้

2.1) กรณีปัญหาการอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รัฐบาลมีนโยบายไปพ้นจากกับดัก ดังนี้

– ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาอำนาจอ่อน (soft power)

– พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ

– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการวิจัยและนวัตกรรม, การคมนาคม, ระบบสาธารณูปโภคและการพลังงาน, เทคโนโลยีดิจิทัล, ระบบภาษีที่ให้ความสำคัญแก่การกระจายรายได้, การบริหารจัดการที่ดิน

2.2) กรณีปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลมีนโยบาย

– พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

– ยกระดับทักษะเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้

– ยกระดับบริการสาธารณสุข และขยายโครงการ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” ให้รวมถึง “สามสิบบาทรักษาทุกที่”

– ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ

3) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีโดยสังเขปดังนี้

– ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น

– แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบ

– เป็นกลางทางคาร์บอน และให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

4) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาการไร้เสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาการปกครองแบบรัฐราชการรวมศูนย์ มีโดยสังเขปดังนี้

– รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชน และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม

– สร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

– ปฏิรูประบบราชการไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล ปรับขนาดให้มีความคล่องตัว

เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณ และปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจ

– ปฏิรูปกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ

– การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลชุมชน

– ตอบสนองความต้องการของประชาชน ให้ประชาชนและเอกชนได้รับบริการจากภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งจะลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

5) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการกีดกันทางการค้า มีโดยสังเขปดังนี้

– รักษาจุดยืนของการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ และจะดำเนินความสัมพันธ์กับนานาประเทศอย่างจริงใจและสร้างสรรค์ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานสากล

– สานต่อนโยบายการทูต เศรษฐกิจเชิงรุก และการสร้างอำนาจอ่อน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะตลาดใหม่ ๆ
– ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งระบบทวิภาคี และพหุภาคี และเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ

– ทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน

ผมเชื่อว่าการเมืองจะมีคุณภาพมากขึ้น ถ้าเราให้ความสำคัญแก่นโยบาย ก่อนปี 2540 เราเคยให้ฉายานักการเมืองบางคนว่าเป็นเหมือนปลาไหล แต่นักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกปรามาสเช่นนั้นก็สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยทำตามนโยบายการหาเสียงของเขาว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ต่อจากนั้น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเสนอนโยบายการหาเสียงว่า “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” พอได้เป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจนเป็นผล ปัจจุบันมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ชูคำขวัญว่า “พูดแล้วทำ” ซึ่งตีความหมายได้ว่า คำพูดของเขาหรือนโยบายของพรรคเป็นเสมือนสัญญา โดยผู้ให้สัญญาจะยึดถือและปฏิบัติตามคำมั่นของตน เขาควรเป็นผู้ที่ไว้ใจได้

มีหลายโอกาสที่เราผิดหวังกับการเมือง แต่ผมสรุปเอาเองว่า นักการเมืองที่ลงเลือกตั้งต่างมุ่งหวังจะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งแล้วก็มุ่งหวังจะอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากได้อำนาจเพื่อโกงกินอย่างที่เราชอบประณามเอาง่าย ๆ เมื่อเรารู้จริตของนักการเมืองเช่นนี้ ก็ควรบอกเขาว่า ทำตามคำพูดของตนที่ว่าต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างซื่อสัตย์สุจริตเถิด ประชาชนจะเห็นเอง และจะสนับสนุนนักการเมืองเช่นนี้ในระยะยาว แล้วเราจึงจะมีประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและ “กินได้” พร้อมกันไป นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เน้นในเรื่องเศรษฐกิจ ให้เป็นโยบายที่ “กินได้” แม้ผมอาจผิดหวังบ้างเพราะไม่เน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมการเมืองเท่าที่ควร แต่เอาเถอะ ถ้ารัฐบาลทำตามนโยบายที่ให้ไว้อย่างจริงจัง ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศและต่อพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเองด้วย

โคทม อารียา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โคทม อารียา : นโยบายรัฐบาล – อยู่ดีกินดีกับมีศักดิ์ศรีต้องไปด้วยกัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...