โคทม อารียา : นโยบายรัฐบาล - อยู่ดีกินดีกับมีศักดิ์ศรีต้องไปด้วยกัน
ในตอนท้ายของนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มีข้อความที่ขอถือเป็นวิสัยทัศน์ว่า “สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” แต่เนื้อหานโยบายเน้นในเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ส่วนคำสำคัญอย่างเช่น “สิทธิมนุษยชน” ซึ่งหมายถึงเสรีภาพและความเท่าเทียม ดูเหมือนจะปรากฏอยู่ที่เดียว ซึ่งให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องรอง เนื่องจาก “ปากท้องมาก่อน … เศรษฐกิจรอไม่ได้” จึงขอสรุปว่า รัฐบาลมีนโยบายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก ไม่อยากเสี่ยงต่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่อาจกระทบผลประโยชน์ของฝ่ายต่าง ๆ มากเกินไป เพราะมีนักร้อง (เรียน) ที่คอยจ้องล้มล้าง เสมือนร่วมคิดกับผู้มีอำนาจพันลึก
แม้รัฐบาลจะมีนโยบาย “เร่งรัดจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตย สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม …” แต่ได้ถอนเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐา มาเป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาวของรัฐบาลแพทองธาร
ต่อไปจะขอนำเสนอหัวข้อต่าง ๆ ของนโยบายรัฐบาล โดยแบ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมและการต่างประเทศ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจกับนโยบาย เผื่อผู้อ่านจะให้ความสำคัญแก่นโยบายมากขึ้นด้วย
แต่ก่อนอื่น ขอแก้ความเข้าใจผิดของผมที่เขียนไว้ในบทความชื่อ “นโยบายที่คณะรัฐมนตรีต้องแถลงต่อรัฐสภา” ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนวิจารณ์ความล่าช้าของการพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ช (5) ทั้งนี้เพราะผมได้ข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ตนั่นเอง แต่พอมาอ่านบทความของหมอวิชัย เทียนถาวร ที่ลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 จึงขอยอมรับข้อมูลใหม่ พร้อมทั้งขอโทษด้วยที่ให้ข้อมูลเก่าที่คลาดเคลื่อน อันที่จริงรัฐบาลเศรษฐาไม่นิ่งดูดายในเรื่องนี้ โดย ครม. เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ได้อนุมัติวงเงินกว่า 37,234 ล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์ปฐมภูมิจำนวน 62,000 คน ในระยะเวลา 10 ปี (2568-2577) เพื่อบรรจุใน รพ.สต. 9,820 แห่ง ทั่วประเทศ โดยมีสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ผลิตแพทย์ครอบครัวเหล่านี้ หวังว่ารัฐบาลปัจจุบันจะสานต่อนโยบายนี้ โดยถือเป็นนโยบายที่หลายคนรอคอยการรับบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิที่มีคุณภาพและทั่วถึง ซึ่งพลอยทำให้บริการระดับทุติยภูมิและตติยภูมิลดความแออัดลงด้วย
เมื่อวิเคราะห์นโยบายรัฐบาลอย่างคร่าว ๆ จะพบว่าส่วนแรกเป็นการระบุปัญหา (ในนโยบายใช้คำว่า “ความท้าทาย”) จึงเข้าใจว่ารัฐบาลตั้งโจทย์เองเพื่อหาทางแก้ไข ถ้าใช้อุปมาอุปไมยว่าปัญหาเหมือนกับโรคาพยาธิของสังคม และรัฐบาลกำลังวางตัวเป็นเหมือนหมอ การตั้งโจทย์คือขั้นตอนการวินิจฉัยโรค (diagnosis) ว่าสังคมป่วยเป็นอะไร ผลการวินิจฉัยของรัฐบาลคือป่วยเป็นโรคทางเศรษฐกิจ/สังคม 5 ประการ ต่อด้วยโรคทางการเมือง โรคทางสิ่งแวดล้อม และทางภูมิรัฐศาสตร์อีก 4 ประการ แต่จะขอเริ่มด้วย 5 ประการแรกก่อน นั่นคือ
1) ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ
2) จำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคุณภาพของคนวัยทำงานลดลง
3) ยาเสพติดแพร่ระบาด
4) วิสาหกิจ SMEs ประสบปัญหา เช่น ปัญหาสภาพคล่อง
5) อุตสาหกรรม โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวไม่ทันการรุกแทรก (disruption) ของเทคโนโลยี
ปัญหาทั้ง 5 ประการนี้ฉุดรั้งประเทศไทยให้ติดอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เราเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงกับเขาเสียที อยากเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่หลายปีมาแล้วที่ยังไม่สามารถทำความฝันนี้ให้เป็นจริง
ตามอุปมาอุปไมยกับการแพทย์ หลังการวินิจฉัยโรค หมอจะพยายามพยากรณ์ (prognosis) ถ้าไม่ทำอะไรหรือทำน้อยมาก พยาธิสภาพจะไปทางไหน หรือถ้าเอาจริงเอาจัง เราควรเลือกการบำบัดทางใดก่อนดี ถ้าเลือกทางหนึ่งทางใด จะมีความเสี่ยงอะไร โอกาสความสำเร็จจะเป็นอย่างไร แล้วจะวัดความสำเร็จได้อย่างไร เป็นต้น ผมคิดว่า ผู้จัดทำ (ยกร่าง/เขียน) นโยบายได้ทำการบ้านมาพอสมควร โดยอย่างน้อยคงได้ประมวลนโยบายเดิม ๆ บวกนโยบายการหาเสียง บวกนโยบายที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเสนอมา ฯลฯ แต่ผู้จัดทำจะมีเวลาไตร่ตรองว่านโยบายใดเป็นอุปายะ (อุบายอันแยบยล ที่เป็นหนทางสู่ความสำเร็จในทางที่เป็นกุศล) โดยสามารถตอบโจทย์ 5 ประการที่รัฐบาลตั้งไว้เองได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็มีนโยบายที่ไม่เป็นอุปายะ เช่น นโยบายการฆ่าตัดตอนในการทำสงครามยาเสพติดในปี 2546 นโยบายที่จะอาศัยการพนัน (คาสิโน, หวยบนดิน ฯลฯ) ในการหารายได้ให้รัฐบาล นโยบายการเอื้อการลงทุนจนรัฐเสียเปรียบในระยะยาว ฯลฯ เหล่านี้เป็นนโยบายที่ไม่เป็นไปในทางที่เป็นกุศลใช่หรือไม่
ผมเข้าใจว่าผู้จัดทำนโยบายคงพยากรณ์ว่า นโยบายที่เสนอมีความเสี่ยงน้อย คือให้เนียน ๆ ไปในเรื่องปากท้อง การทำสำเร็จพอประมาณหมายถึงรัฐบาลจะอยู่ครบวาระที่เหลือคือสามปี และการทำสำเร็จอย่างดีหมายถึงการชนะการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า โดยหวังว่าถ้าประชาชนมีความรู้สึกในทางที่ดี เพราะมีอำนาจซื้อและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับคะแนนนิยมสูงขึ้น ส่วนเรื่องหนัก ๆ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเสนอมานานหลายปีแล้ว ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขพยาธิสภาพของเศรษฐกิจไทย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในเชิงโครงสร้าง จึงไม่ปรากฏชัดในนโยบาย ผู้เขียนนโยบายกล่าวถึงความเสมอภาคก็จริง แต่คงคิดว่า การทำจริงจังในช่วงที่กระแสอนุรักษ์นิยมมาแรงคงไปไม่ได้ นโยบายจึงอิงปฏิบัตินิยมแบบอยู่ให้เป็น ไม่ได้ใช้ปัญญาปฏิบัติ (phronesis) สักเท่าไร
ในด้านการรักษา (remedy) พยาธิสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้จัดทำนโยบายได้ “จัดเต็ม” ทั้งในการเสนอนโยบายเร่งด่วนและนโยบายระยะกลาง/ระยะยาว ในการวิเคราะห์ต่อไป จะขอใช้โจทย์หรือการวินิจฉัยพยาธิสภาพเป็นตัวตั้ง แล้วจึงมาดูว่าผู้จัดทำนโยบายมีกุศโลบายอะไรในการเยียวยารักษาพยาธิสภาพนั้น ๆ
1) นโยบายเร่งด่วนทั้ง 10 ประการที่มุ่งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีโดยสังเขปดังนี้
1.1) กรณีประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอ รัฐบาลมีนโยบาย
– ผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ
– ส่งเสริมการออมรูปแบบใหม่ ๆ
– ลดราคาพลังงาน
– ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสายในกรุงเทพมหานคร
– แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต พร้อมไปกับการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐที่มุ่งการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
– ส่งเสริมและเพิ่มรายได้เกษตรกรตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
– เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น สวนน้ำ สวนสนุก (ขอฝากให้คิดว่าความนิยมอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง) สถานบันเทิงครบวงจร (เน้นคาสิโนหรือไม่) ฯลฯ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ
1.2) กรณีปัญหายาเสพติด รัฐบาลมีนโยบายครบวงจรดังนี้
– ตัดต้นตอการผลิต
– ควบคุมการลักลอบนำเข้า
– ตัดเส้นทางลำเลียง
– ปราบปราม ยึดทรัพย์ผู้ค้า
– บำบัดรักษาผู้เสพติด
– ฝึกอาชีพ ให้การศึกษาผู้เสพติด
– ติดตาม ช่วยเหลือมิให้กลับเข้าสู่วงจรการเสพ
1.3) กรณีปัญหาอาชญากรรม รัฐบาลมีนโยบาย
– เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม
– เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์โดยเฉพาะ ช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์อย่างทันท่วงทีโดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างกลไกการร่วมรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์
1.4) กรณีปัญหาของ SMEs รัฐบาลมีนโยบาย
– ปกป้อง SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งต่างชาติ
– แก้ไขปัญหาหนี้
– ร่วมลงทุนแบบรัฐกับเอกชน
1.5) กรณีการจัดสวัสดิการสังคม รัฐบาลมีนโยบาย
– เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากภาษีเพื่อนำมาใช้ในการจัดสวัสดิการสังคม
– ดูแลกลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ
2) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม มีโดยสังเขปดังนี้
2.1) กรณีปัญหาการอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รัฐบาลมีนโยบายไปพ้นจากกับดัก ดังนี้
– ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาอำนาจอ่อน (soft power)
– พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ
– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการวิจัยและนวัตกรรม, การคมนาคม, ระบบสาธารณูปโภคและการพลังงาน, เทคโนโลยีดิจิทัล, ระบบภาษีที่ให้ความสำคัญแก่การกระจายรายได้, การบริหารจัดการที่ดิน
2.2) กรณีปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลมีนโยบาย
– พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน
– ยกระดับทักษะเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้
– ยกระดับบริการสาธารณสุข และขยายโครงการ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” ให้รวมถึง “สามสิบบาทรักษาทุกที่”
– ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ
3) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีโดยสังเขปดังนี้
– ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น
– แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบ
– เป็นกลางทางคาร์บอน และให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
4) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาการไร้เสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาการปกครองแบบรัฐราชการรวมศูนย์ มีโดยสังเขปดังนี้
– รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชน และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม
– สร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
– ปฏิรูประบบราชการไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล ปรับขนาดให้มีความคล่องตัว
เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณ และปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจ
– ปฏิรูปกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ
– การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลชุมชน
– ตอบสนองความต้องการของประชาชน ให้ประชาชนและเอกชนได้รับบริการจากภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งจะลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
5) นโยบายระยะกลางและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการกีดกันทางการค้า มีโดยสังเขปดังนี้
– รักษาจุดยืนของการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ และจะดำเนินความสัมพันธ์กับนานาประเทศอย่างจริงใจและสร้างสรรค์ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานสากล
– สานต่อนโยบายการทูต เศรษฐกิจเชิงรุก และการสร้างอำนาจอ่อน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะตลาดใหม่ ๆ
– ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งระบบทวิภาคี และพหุภาคี และเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ
– ทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน
ผมเชื่อว่าการเมืองจะมีคุณภาพมากขึ้น ถ้าเราให้ความสำคัญแก่นโยบาย ก่อนปี 2540 เราเคยให้ฉายานักการเมืองบางคนว่าเป็นเหมือนปลาไหล แต่นักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกปรามาสเช่นนั้นก็สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยทำตามนโยบายการหาเสียงของเขาว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และในที่สุดเราก็ได้รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ต่อจากนั้น พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเสนอนโยบายการหาเสียงว่า “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” พอได้เป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจนเป็นผล ปัจจุบันมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ชูคำขวัญว่า “พูดแล้วทำ” ซึ่งตีความหมายได้ว่า คำพูดของเขาหรือนโยบายของพรรคเป็นเสมือนสัญญา โดยผู้ให้สัญญาจะยึดถือและปฏิบัติตามคำมั่นของตน เขาควรเป็นผู้ที่ไว้ใจได้
มีหลายโอกาสที่เราผิดหวังกับการเมือง แต่ผมสรุปเอาเองว่า นักการเมืองที่ลงเลือกตั้งต่างมุ่งหวังจะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งแล้วก็มุ่งหวังจะอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากได้อำนาจเพื่อโกงกินอย่างที่เราชอบประณามเอาง่าย ๆ เมื่อเรารู้จริตของนักการเมืองเช่นนี้ ก็ควรบอกเขาว่า ทำตามคำพูดของตนที่ว่าต้องการทำงานเพื่อประชาชนอย่างซื่อสัตย์สุจริตเถิด ประชาชนจะเห็นเอง และจะสนับสนุนนักการเมืองเช่นนี้ในระยะยาว แล้วเราจึงจะมีประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและ “กินได้” พร้อมกันไป นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เน้นในเรื่องเศรษฐกิจ ให้เป็นโยบายที่ “กินได้” แม้ผมอาจผิดหวังบ้างเพราะไม่เน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมการเมืองเท่าที่ควร แต่เอาเถอะ ถ้ารัฐบาลทำตามนโยบายที่ให้ไว้อย่างจริงจัง ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศและต่อพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเองด้วย
โคทม อารียา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โคทม อารียา : นโยบายรัฐบาล – อยู่ดีกินดีกับมีศักดิ์ศรีต้องไปด้วยกัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th