เจ้าลูกศิษย์คนนี้มันยังไงกัน
ข้อมูลเบื้องต้น
***แจ้งการติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 60-69 ช่วงท้ายของงานประลองศิษย์ใหม่ ในวันที่ 5 เมษายน 67 ใครยังไม่ได้อ่านรีบอ่านเลยนะครับ ขอบพระคุณครับ***
#คำเตือน เรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์
#เนื้อหาทั้งหมดเกิดจากจินตนาการของนักเขียน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ
เขตขั้นพลังบ่มเพาะ 11 ระดับ [แต่ละขั้นมี 7 ระดับย่อย]
กำเนิดวิญญาณ สัมผัสวิถีกายา ผสานพสุธา นภากระจ่าง รวมวิญญาณ พลังเต๋า กำเนิดมรรคา ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ เซียนวิญญาณ เซียนสวรรค์ และเทพสวรรค์
ระดับของอาคมเวท 10 ระดับ: ต้น กลาง สูง วิญญาณวิถี ฟ้าดินวิถี ลัญจกรดารา ลัญจกรศักดิ์สิทธิ์ เทวาวิญญาณ มรรคาเซียน แดนสวรรค์อนันต์
ขอชีวิตแบบสงบๆ เถอะ เหนื่อยมาเยอะละ
บทที่ 1 ขอชีวิตแบบสงบๆ เถอะ เหนื่อยมาเยอะละ
หลังจากสิ้นสุดมหาสงครามเซียนที่ล้างบางทั้งมหาพิภพ สรรพชีวิตในใต้หล้าก็ล้มตายไปเกือบหมดสิ้น แดนดินทุกแห่งหนไร้ซึ่งพลังวิญญาณจนแม้แต่พืชพรรณก็ล้มตาย หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ต่อไปมหาพิภพแห่งนี้คงถึงกาลดับสูญไปในที่สุด ในเวลานั้นมหาเทพเสิ่นจินหลง จ้าวแห่งเวทอาคมที่นำทัพเซียนปราบเทพมารได้สำเร็จก็ได้เสียสละพลังวิญญาณของตนเองใช้มหาอาคมเวทย้อนคืน
แก่นพลังวิญญาณของมหาเทพท่านนี้แตกกระจายออกพร้อมกับมอบพลังวิญญาณปริมาณมหาศาลให้กับมหาพิภพ หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง ทำให้กระแสพลังวิญญาณเข้าสู่สมดุลจนมหาพิภพนั้นรอดพ้นจากวิกฤตล่มสลายมาได้ แต่นั่นก็แลกมาด้วยการสิ้นชีพของผู้นำทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ดินแดนเซียนเคยมีมา นามกรเสิ่นจินหลงจึงถูกจารึกเอาไว้ตราบนานเท่านาน
ท่ามกลางห้วงมหาจักรวาลอันไพศาลและฟากฟ้าเวิ้งว้างที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ภาพของดาวหางขนาดมหึมากำลังเคลื่อนผ่านที่เส้นขอบฟ้า ในเวลานั้นเงาร่างของชายชราที่ปกคลุมด้วยแสงสว่างจนมองไม่เห็นใบหน้านั้นปรากฏขึ้นท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้นทั้งยังมีขนาดใหญ่โตดูมีอำนาจ
“เสิ่นเสิ่นภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก อยากได้รางวัลอะไรตอบแทนหรือไม่” สุรเสียงสายนี้ดังกึกก้องกังวาลไปทั่ว
“เรื่องราวของมหาพิภพนั่นวุ่นวายจริงๆ โคตรจะเหนื่อย ข้าอยากใช้ชีวิตสบายๆ ปลูกผักปลูกหญ้าไปวันๆ ไปที่ที่ไม่ต้องต่อสู้ออกรบอะไรทั้งนั้น ให้ข้าได้พักสักหน่อยเถอะ” ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้นยังมีดวงแสงที่เป็นจิตวิญญาณลอยคว้างอยู่ หลังจากได้ยินคำถามก็มีเสียงของชายหนุ่มกล่าวตอบมาจากในดวงแสงนั้น
นับตั้งแต่เขาแข็งแกร่งพอจะรับภารกิจจากท่านอาจารย์ปู่ทวดก็ผ่านภารกิจที่ต้องเกิดใหม่มาแล้วหลายสิบครั้ง เพื่อไปช่วยเหลือมหาพิภพต่างๆ ที่ประสบวิกฤต หากจะนับว่าของมหาพิภพที่ไปเกิดใหม่ก็อาจจะผ่านไปหลายหมื่นปีแล้วก็ได้ แต่ถ้านับตามเวลาจักรวาลบัดนี้ดวงวิญญาณของเขาก็อายุราวสามสี่พันปีแล้ว
ภารกิจต่างๆ ที่อาจารย์ปู่ทวดท่านนี้ให้ทำนั้นไม่ง่ายเลย ไม่มีครั้งใดที่ไม่ต้องต่อสู้แลกเลือดแลกเนื้อ กำเนิดใหม่เป็นหลากหลายเผ่าพันธุ์ แม้ว่าภูมิปัญญาและพลังบางอย่างจะสามารถซึมซับเข้าสู่จิตวิญญาณได้แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ได้มาง่ายๆ บางส่วนยังต้องลืมเลือนไปหลังจากที่สิ้นสุดภารกิจ เพราะไม่อย่างนั้นก็คงยากจะจัดการกับความทรงจำมากมาย
ยิ่งภารกิจสุดท้ายกินเวลาในโลกเซียนนั่นยาวนานเกือบสองหมื่นปี ก็ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายการต่อสู้จนอยากไปพักผ่อนยังสถานที่สงบใช้ชีวิตสบายๆ อย่างชาวบ้านชาวสวนที่เคยเห็น ปลูกผักปลูกหญ้าง่ายๆ ใช้ชีวิตอย่างสงบอะไรทำนองนั้น
“ใช้ชีวิตอย่างสงบรึ ฮ่าๆ ความต้องการเหมือนกับอาจารย์ของเจ้าไม่มีผิดจริงๆ อาจารย์อย่างไรลูกศิษย์ก็อย่างงั้น” สุรเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะขบขัน
“ก็เพราะอาจารย์ปู่ทวดใช้งานท่านอาจารย์หนักนั่นแหละ เลยทำให้อาจารย์หนีเที่ยวไป ความซวยก็เลยต้องมาตกอยู่ที่กระผม” น้ำเสียงของดวงวิญญาณบ่นออกมาพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“เจ้าก็รีบหาลูกศิษย์เสียทีสิ มหาพิภพที่เจ้าไปทำภารกิจก็เห็นว่ารับลูกศิษย์เอาไว้อยู่บ้างไม่ใช่หรือไง”
“ลูกศิษย์พวกนั้นยังใช้ไม่ได้ขอรับ หากให้พวกเขามาทำหน้าที่นี้คงจะจิตวิญญาณต้นกำเนิดแตกดับตั้งแต่ภารกิจแรกเลย เฮ้อจะหาลูกศิษย์สักคนมันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ” น้ำเสียงบ่นราวกับคนแก่ดังขึ้นจากภายในดวงแสงจิตวิญญาณนั่นอีกครั้ง
“เอาล่ะๆ ข้าจะส่งเจ้าไปตามที่ขอก็แล้วกัน” สิ้นสุรเสียงของชายชรา ห้วงกระแสพลังงานก็ก่อกำเนิดเป็นลัญจกรพลังงานคล้ายกับวงเวทของบางมหาพิภพ ก่อนจะส่องสว่างพร้อมกับค่อยๆ ดูดกลืนดวงแสงเข้าไป
“ผู้อาวุโส ท่านผู้นั้นตื่นแล้วขอรับ กำลังร้องไห้โวยวายใหญ่แล้ว พวกข้าจะต้านไม่อยู่แล้ว!” จู่ๆ นั้นก็มีเสียงสายนี้ดังขึ้นด้วยความร้อนอกร้อนใจกล่าวกับอาจารย์ปู่ทวดของเขา
“ได้ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” สิ้นสุรเสียงนั้น ร่างของชายชราก็หายลับไปทันที
“เดี๋ยวสิท่านอาจารย์ปู่ทวดแล้วข้าล่ะ!” เสียงของดวงแสงจิตวิญญาณร้องโวยวายขึ้นมา กระแสพลังในตราพลังงานนั่นดูจะเริ่มไม่เสถียรแล้ว นี่ทำให้เขาต้องรีบพุ่งพรวดเข้าไปภายในนั้นอย่างรวดเร็ว
ชนบททางเหนือยังมีหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านลั่วซึ่งเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร แต่อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีพ่อค้าแวะเวียนขนสินค้าผ่านทางมาขายบ้างเป็นครั้งคราว ครอบครัวสกุลหลินอยู่ที่นี่มาได้ยี่สิบปีแล้วโดยมีชายชราหนึ่งคนกับเด็กชายอายุราวสิบปีอีกคนหนึ่ง
ผู้เป็นปู่นั้นมีนามว่าหลินซ่งอายุราวแปดสิบปีกับหลานแท้ๆ ของตนเองที่ชื่อว่าหลินหยาง ส่วนบิดามารดาของหลินหยางป่วยตายไปตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวสิบปีก่อนหลังจากคลอดหลินหยางได้ไม่นาน ฤดูหนาวในปีนั้นค่อนข้างรุนแรงมากทีเดียว นับตั้งแต่นั้นหลินซ่งก็เลี้ยงดูหลานชายคนนี้มาโดยตลอด
เด็กชายเองก็เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและไม่ดื้อไม่ซนไม่ชอบออกไปสุงสิงกับผู้คนหรือละเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน หลินหยางนั้นชื่อชอบที่จะปลูกพืชปลูกผักอยู่ในสวน แม้นิสัยจะแตกต่างจากเด็กทั่วไปบ้างแต่หลินซ่งนั้นก็ไม่เคยว่ากล่าวหรือตำหนิหลานชายคนนี้เลย
เพราะเขารู้สึกว่าตัวของหลินหยางนั้นค่อนข้างรู้ความ รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ทั้งยังมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานทุกอย่าง ตั้งแต่หุงข้าวทำอาหาร ซักผ้า ล้างถ้วยชาม ดูแลแปลงผักให้อาหารเป็ดไก่ หน้าที่เหล่านี้เด็กชายวัยสิบปีนั้นกระทำโดยไม่ต้องบอกกล่าวเลยสักนิด นี่ก็นับว่าทำให้หลินซ่งภูมิใจในตัวของหลานชายตนเองมากแล้ว เขาเองก็พอทราบว่าโรคประจำตัวนั้นกำลังเริ่มกลืนกินชีวิตของเขาและคงอยู่ได้อีกไม่นาน เห็นหลานของตนเองสามารถดูแลตัวเองได้เท่านี้เขาก็ตายตาหลับแล้ว
“ผักที่หลานปลูกนี่โตเร็วและสมบูรณ์มากทีเดียว หลานปู่นี่เก่งจริงๆ” หลินซ่งกล่าวชื่นชมเมื่อทอดสายตามองไปยังแปลงผักขณะที่เด็กชายกำลังรดน้ำต้นไม้ด้วยน้ำหมักประหลาดที่แม้แต่ตัวของหลินซ่งก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
“พอมันโตจนสวยแล้วข้าจะเก็บไปขายในเมือง แล้วก็ซื้อของอร่อยๆ มาให้ท่านปู่กินอีกนะขอรับ” หลินหยางยิ้มตอบก่อนจะก้มหน้าก้มตารดน้ำต้นไม้และใส่ปุ๋ยสูตรลับเฉพาะที่ได้เรียนรู้มาจากมหาพิภพแห่งหนึ่งซึ่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ถึงจะกรำศึกมาอย่างหนักหน่วงแต่อุปนิสัยเดิมแล้วตัวเขาก็ชื่นชอบธรรมชาติและความสงบมากกว่า
กล่าวมาถึงตรงนี้แล้วทุกท่านคงพอทราบว่าข้าก็คือจิตวิญญาณที่ท่านอาจารย์ปู่ทวดส่งมาเกิดในมหาพิภพอะไรก็ไม่อาจทราบได้ สิ่งที่พอทราบนับตั้งแต่จำความได้ก็คือ มหาพิภพแห่งนี้มีพลังวิญญาณไหลเวียนแม้จะไม่เข้มข้นจนทำให้คนกลายเป็นเทพได้แต่ก็มีสิ่งที่เรียกว่าเส้นทางการฝึกฝนเซียนอยู่ มีลักษณะคล้ายกับมหาพิภพในภารกิจก่อนอยู่บ้างแต่ก็มีจุดแตกต่างกันซึ่งไม่น่าจะใช่มหาพิภพเดียวกัน
และแน่นอนว่าผู้คนบนมหาพิภพนี้มีพลังวิญญาณไหลเวียนในตัวซึ่งหากสัมผัสพลังวิญญาณได้ก็จะมีคุณสมบัติในการฝึกฝนพลังวิญญาณเพื่อบำเพ็ญเป็นเซียน สำหรับคนที่ไม่อาจสัมผัสได้ก็ต้องกลายเป็นคนธรรมดาแล้วเลือกเส้นทางสายอื่นแทน อย่างหมู่บ้านที่ห่างไกลขนาดนี้นั้นก็ไม่มีสายเลือดของผู้มีพลังวิญญาณกล้าแกร่งเพียงพอจะเดินบนเส้นทางเซียนทำให้เป็นหมู่บ้านธรรมดาๆ แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างสงบเงียบอย่างที่หลินหยางต้องการ
เมื่อล่วงเข้าสู่ห้วงราตรีกลางในคืนเดือนดับ ความมืดมิดเข้าปกคลุมหมู่บ้านและทุกคนกำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ร่างของเด็กชายคนหนึ่งก็ก้าวเดินในจังหวะไม่เร็วไม่ช้าแต่ทุกก้าวทุกตำแหน่งนั้นล้วนอยู่ในจุดที่ความมืดปกคลุมจนมิดชิด ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ออกจากหมู่บ้านไปแล้ว…
ผู้ใช้อาคมเวท
บทที่ 2 ผู้ใช้อาคมเวท
เงาร่างของเด็กชายไหววูบไปตามเส้นทางดินที่ทอดยาวออกไป หากมีคนที่สามารถเห็นในตอนกลางคืนได้คงจะประหลาดใจไม่น้อย เพราะท่วงท่าการเดินของเด็กชายนั้นรวดเร็วและเคลื่อนที่ไม่เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ไม่นานนักหลังเดินออกมาจากเส้นทางหลักสักพักเขาก็มาถึงยังผืนป่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเมืองจินหมิงกับหมู่บ้านลั่ว ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงแมลงขับขานลำนำและเสียงคำรามต่ำของสัตว์ป่าบางชนิด
หลินหยางทอดทัศนามองไปยังผืนป่าเบื้องหน้าก่อนจะย่ำปลายเท้าปราดร่างเข้ามาด้านในนั้น เงาร่างของเด็กชายไหววูบไปมาราวกับเป็นภูตพรายวิญญาณ เพียงไม่นานนักก็บรรลุถึงผืนป่าชั้นกลาง ที่แห่งนั้นไม่มีสัตว์เล็กอยู่อาศัยแล้ว จะมีก็แต่สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาพอตัว อย่างพวกหมูป่ายักษ์ กระทิง หรือแม้แต่พวกเสือโคร่ง เสือดาวอะไรพวกนั้น ทว่าเป้าหมายที่หลินหยางมุ่งหน้ามานั้นก็คือรังของกระทิงเขาสีชาดที่อยู่ใกล้กับส่วนลึกชั้นในของป่า
หลินหยางสวมใส่ชุดคลุมสีดำปกปิดใบหน้าก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน กระทิงเขาสีชาดนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระทิงโตเต็มวัยสามหรือสี่เท่า เขาของมันนั้นมีสีแดงชาดมีกระแสพลังวิญญาณไหลเวียน พวกมันนั้นจัดอยู่ในประเภทของสัตว์อสูรชั้นต่ำสำหรับมหาพิภพนี้ เขาของมันนั้นสามารถใช้ทำเป็นอาวุธเซียนระดับต่ำได้ ดังนั้นจึงมีราคาในตลาดอยู่บ้าง นี่ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนระดับเริ่มต้นต้องการมัน
กระทิงเขาสีชาดนั้นเห็นหลินหยางเดินเข้ามาก็หันมองก่อนจะเบี่ยงศีรษะกลับไปนอนพักผ่อนตามเดิม พวกมันสามตัวนี้คุ้นชินกลิ่นของหลินหยางแล้วจึงไม่ได้สนใจอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงครั้งแรกที่พวกมันพบเจอกับเด็กชายที่เดินเข้ามาพร้อมกับขุมพลังอันทรงพลังที่กำราบพวกมันได้อยู่หมัด เดิมทีแล้วพวกมันยังคิดว่าตัวเองนั้นจะถูกสังหาร แต่ทว่าสิ่งที่เด็กชายตัวน้อยคนนี้ต้องการก็คือมูลของพวกมัน
ตัวของเด็กชายได้มาเอามูลของกระทิงเขาสีชาดทุกสองหรือสามวันเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมลับในการผสมปุ๋ยใส่แปลงผักของเขา เนื่องจากกระทิงเขาสีชาดนั้นไม่ได้เป็นแค่สัตว์ธรรมดา แต่เป็นถึงสัตว์อสูรต่อให้จะเป็นระดับต่ำสุดแต่ก็ยังเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังวิญญาณไหลเวียนในกาย ดังนั้นมูลของพวกมันก็มีพลังวิญญาณอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อนำมูลพวกนี้ไปใช้แล้วก็จะทำให้ผักได้รับพลังวิญญาณส่วนหนึ่งทำให้การเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้นและงอกงามได้ดี
“ที่แท้พวกมันก็มาแอบซ่อนอยู่เกือบจะถึงส่วนลึกของป่าจินหมิงนี่เอง ปล่อยให้ข้าเสียเวลาตามหาตั้งสองวันเชียว” ในตอนที่หลินหยางเดินไปเก็บมูลของพวกมันที่ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น พอชะเง้อหน้าออกไปดูก็พบเห็นว่าเป็นชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งสวมอาภรณ์ยาวสีดำเข้มในมือนั้นถือกระบี่เล่มหนึ่งทอแสงประกายอ่อนจาง
เวลานั้นกระทิงเขาสีชาดสามตัวนั้นลุกขึ้นในสภาวะตื่นตัวพร้อมกับจับจ้องไปยังชายหนุ่มชุดดำก่อนจะส่งเสียงคำรามในลำคอเป็นการกล่าวเตือนว่าอย่าได้ล้ำเขตของพวกมันเข้ามา
“สัตว์อสูรกระทิงเขาสีชาดสามตัว ของดีจริงๆ เอาเขาของพวกแกสามตัวไปคงสร้างอาวุธวิญญาณระดับต้นให้ข้าได้หลายชิ้นทีเดียว” ชายหนุ่มคนนั้นยกยิ้มมุมปากพร้อมกับแววตาที่สาดประกายจิตสังหารออกมา ในเวลานั้นชายหนุ่มถ่ายเทพลังวิญญาณของตนเองเข้าสู่ตัวกระบี่ก่อนที่จะใช้นิ้วชี้กับกลางของอีกข้างหนึ่งนั้นนาบลงบนตัวกระบี่สำแดงวิชาเสริมแกร่งความรุนแรงในการโจมตี
“เจ้าคิดจะสังหารพวกมันงั้นเหรอ” จังหวะนั้นร่างของหลินหยางในชุดคลุมดำก็ก้าวเดินออกมาจากทางด้านหลังของกระทิงอสูร น้ำเสียงนั้นดูเหมือนจะยังเด็กจึงสร้างความประหลาดใจจนชายหนุ่มคนนั้นชะงักไป มันสังเกตเห็นว่ากระทิงสามตัวนี้ไม่ได้ดูจะทำร้ายคนปริศนาในชุดคลุมดำนี่เลย
“พวกมันสามตัวเป็นสัตว์อสูรรับใช้ของเจ้าหรือไง” ชายหนุ่มกล่าวถามออกไปเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ
“เปล่า มันเป็นสัตว์อสูรตามธรรมชาติ” หลินหยางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เช่นนั้นข้าก็สังหารมันได้สินะ เขาสีชาดของมันสามารถสร้างเป็นอาวุธระดับต้นได้ดีเลยทีเดียว” เมื่อได้ยินคำตอบของคนชุดคลุมดำ ชายหนุ่มก็ระบายยิ้มและแสดงท่าทางน้ำเสียงตื่นเต้น
“สังหารไม่ได้ เพราะมันยังสร้างประโยชน์ให้กับข้าได้อยู่”
“ประโยชน์อันใดกัน” ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดกับท่าทีของคนในชุดคลุมดำ
“มูลของพวกมันมีประโยชน์กับข้า” หลินหยางกล่าวตอบตามตรง
“มูล มูลเนี่ยนะ ฮ่าๆ เจ้าเสียสติไปแล้วสินะ หรือเป็นคนไม่สมประกอบ เพราะแบบนี้พวกมันเลยไม่ฆ่าเจ้า ที่แท้ก็เป็นคนเก็บขี้ให้กับพวกมัน ฮ่าๆ ฟังแล้วโคตรจะขำเลยโว้ย!” ได้ฟังคำตอบและเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วก็ทำเอาชายหนุ่มหัวเราะออกมาไม่หยุดทีเดียว มันเองก็คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายนั้นจะมีเหตุผลเช่นนี้ถึงเข้ามาขัดขวางตน
“เสียงแบบนี้เจ้าคงยังเด็กสินะไสหัวไปซะ ข้าไม่อยากลงมือกับเด็ก!” น้ำเสียงของชายหนุ่มดูเคร่งขรึมอำมหิตมากขึ้นกว่าเดิม สายตาที่จับจ้องไปยังร่างของเด็กคนนั้นกำลังวิเคราะห์บางอย่าง มันพยายามจับสัมผัสกระแสพลังวิญญาณจากร่างของเด็กปริศนาแต่ทว่ายังไม่อาจตรวจจับได้ ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นเพียงเด็กเสียสติธรรมดา
“เจ้าไม่อยากลงมือแต่ข้าอยาก ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง ออกไปจากป่านี้แล้วอย่ากลับมาอีก” หลินหยางกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึมกว่าเดิม
“เจ้าเด็กนี่ ข้าถือว่าให้โอกาสเจ้าแล้วนะ อย่าหาว่าข้าอำมหิตก็แล้วกัน!” ชายหนุ่มตวาดกร้าวเสียงดังลั่นพร้อมกับบังคับให้กระบี่พุ่งพรวดออกไปเบื้องหน้าตรงไปยังร่างของเด็กในชุดคลุมดำ ตัวกระบี่เปล่งแสงพกพาอานุภาพพลังวิญญาณอัดแน่น ขุมพลังระดับนี้เพียงพอเจาะต้นไม้ใหญ่ให้ทะลุไปเกินครึ่งได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงร่างของปุถุชนคนธรรมดาที่คงจะสังหารได้ในการโจมตีเดียว กระทิงเขาสีชาดสามตัวนั้นถอยหนีออกรอบนอกทันที แต่ที่พวกมันหลบนั้นไม่ใช่เพราะหวั่นเกรงของกระบี่ของชายหนุ่มแต่กลับหวาดกลัวขุมพลังของเด็กประหลาดนี่ต่างหาก
“อาคมเวทระดับต้น โล่พลังวิญญาณ”
ฉับพลันนั้นเด็กชายวาดปลายนิ้วชี้และกลางเป็นวงกลมเบื้องหน้าโดยกล่าวเพียงประโยคนี้วงเวทก็ปรากฏเบื้องหน้ากลายเป็นโล่พลังวิญญาณสีขาวส่องสว่างขวางกั้นกระบี่เล่มนั้นเอาไว้จนดีดออก
“ผู้ฝึกฝนสายอาคมเวทงั้นรึ”
ชายหนุ่มกล่าวขึ้นด้วยความตกใจเพราะไม่คาดคิดว่าเด็กคนนี้จะเป็นผู้ฝึกฝนเส้นทางเซียนเหมือนกัน ทั้งยังเป็นเส้นทางสายอาคมเวทที่ฝึกฝนเรียนรู้ได้ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดอยู่มากและไม่ได้ดุดันทรงพลังเมื่อเทียบกับสายอาวุธวิญญาณอย่างกระบี่ หอก ทวน อะไรพวกนั้น ผู้มีความสามารถด้านการควบคุมพลังวิญญาณที่ละเอียดอ่อนนั้นก็เลือกที่จะไปฝึกฝนทางด้านยันต์อักขระมากกว่า
“แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นโล่พลังวิญญาณก็เป็นเพียงอาคมเวทขั้นต้น จะเทียบกับผู้บ่มเพาะระดับสัมผัสวิถีกายาขั้นสองอย่างข้าได้อย่างไรกัน!”
ชายหนุ่มกระโดดคว้ากระบี่เอาไว้ในมือก่อนจะพุ่งกระโจนเข้ามาจู่โจมซึ่งหน้า มันเองตอนที่ฝึกฝนที่สำนักก็เคยต่อสู้กับผู้ใช้อาคมเวทมาบ้าง คนที่ฝึกฝนสายนี้มักจะรักษาระยะห่างเพราะต้องมีระยะเวลาร่ายเวทครู่หนึ่ง ดังนั้นหากบุกทะลวงเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่สามารถรับมือได้
“อาคมเวทระดับต้น พลังวิญญาณพันธนาการ”
หลินหยางวาดนิ้วอีกคราเชือกพลังวิญญาณสีขาวก็พวยพุ่งเข้ามาจากทั้งสี่ทิศทางพันธนาการร่างของชายหนุ่มคนนั้นจนล้มลงกับพื้นพร้อมกับดิ้นไปมา
“ปล่อยข้านะเจ้าเด็กสวะ ปล่อยข้า! แกร่ายอาคมเวทเร็วแบบนั้นได้ยังไงกัน!” ชายหนุ่มตวาดถาม มันพุ่งจู่โจมด้วยความเร็วสูงแต่กลับถูกอาคมพันธนาการระดับเริ่มต้นพันธนาการเอาไว้เร็วจนน่าตกใจ
“เจ้าคู่ควรจะได้รับคำตอบของข้างั้นเหรอ แต่เอาเถอะ ข้าก็ไม่อยากจะฆ่าคนด้วย เอาเป็นว่าทำลายความทรงจำของเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน…” หลินหยางเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับก้มมองลงมา ชายหนุ่มได้เห็นเพียงดวงตาที่ฉายแววสังหารแรงกล้าและจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวสะกดข่มมาก็แทบจะฉี่ราด
“อาคมเวทระดับสูง นทีแห่งการลืมเลือน” หลินหลางตวัดวาดนิ้วไปมาสองสามทีก็สร้างวงเวทอาคมขึ้นมาได้ วงเวทนี้กระจ่างใสสีครามอมฟ้าพร้อมกับปลดปล่อยละอองแสงสีฟ้าโปรยปรายลงมาบนร่างของชายคนนั้นก่อนที่มันจะหมดสติไป เวทอาคมนทีแห่งการลืมเลือนนี้เป็นเวทอาคมจากมหาพิภพล่าสุดหลินหยางได้ไปทำภารกิจ เขาเองก็ไม่คิดว่าอาคมเวทพวกนี้จะมีส่วนคล้ายกันและสามารถใช้ในโลกนี้ได้ อาจเป็นเพราะมีพลังวิญญาณเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนมหาพิภพเหมือนกันก็ได้
แต่ด้วยพลังวิญญาณในตอนนี้ของหลินหยางนั้นคงใช้อาคมเวทชั้นสูงอย่างนทีแห่งการลืมเลือนได้ไม่เต็มขั้นแน่ แต่อย่างน้อยเมื่อใช้กับชายหนุ่มที่ไม่มีอะไรป้องกันตัวเองแบบนี้ก็สามารถลบเลือนได้สิบกว่าวันที่ผ่านมากระมัง
“ในที่สุดเด็กชายตัวน้อยก็แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาเสียที…” เวลานั้นท่ามกลางความมืดของพงไพรก็มีเสียงของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้น…
คำเชิญชวน
บทที่ 3 คำเชิญชวน
เวลานั้นดวงตาของหลินหยางเบิกกว้างขึ้นทันที เขาถึงกับไม่สามารถจับสัมผัสของเจ้าของเสียงนี่ได้เลยว่าหลบซ่อนอยู่ตั้งแต่เมื่อใดกัน จังหวะนั้นร่างของชายวัยกลางคนใบหน้าอ่อนเยาว์ไว้หนวดเคราเล็กน้อยในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดตาลายเมฆมงคลก็เดินออกมาจากความมืดมิด สีหน้าและแววตานั้นไม่ได้แสดงออกถึงจิตสังหารใดๆ แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นจริงใจ
สิ่งที่หลินหยางพอจะสัมผัสได้ก็ชายคนนี้ไม่มีจิตสังหารต่อตนเอง ไม่ได้มีรัศมีแห่งความมุ่งร้าย และที่สำคัญกระแสพลังวิญญาณที่แม้จะแผ่ซ่านออกมาเจือจางแต่ก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังที่หนักแน่นอย่างมากจากร่างของชายคนนี้ เพียงเท่านี้ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายนั้นมีเขตขั้นพลังเซียนไม่ธรรมดา แต่เขาเองที่ใช้ชีวิตแบบปุถุชนนั้นก็ไม่ทราบว่าภายในโลกเซียนของที่นี่นั้นแบ่งเขตขั้นพลังอย่างไร
ตัวของหลินหยางนั้นก็เพียงใช้กระบวนการฝึกฝนแบบที่เคยทำในมหาพิภพก่อนมาใช้เท่านั้น ซึ่งมันก็สามารถดูดกลืนพลังวิญญาณรอบตัวได้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทราบว่ากลวิธีดังกล่าวนี้จะเหมือนกับกลวิธีของโลกใบนี้หรือไม่
“ท่านแอบดูข้ามาก่อนงั้นหรือ” หลินหยางกล่าวถามขึ้นพร้อมกับเดินไปตักมูลที่เริ่มแห้งของกระทิงเขาสีชาดใส่ตะกร้าสานใบใหญ่ที่เขาสะพายมาด้วย
“ข้าดูเจ้ามาได้เดือนกว่าแล้ว” ชายคนนั้นกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมกับเดินเข้ามาก้มดูการเก็บมูลของเด็กชายพร้อมกับแสดงสีหน้าเหยเกออกมาเล็กน้อย ใครจะคาดคิดว่าภายใต้ผักที่สวยงามแบบนั้นจะต้องใช้เจ้านี้บำรุงกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผักที่หลินหยางปลูกนั้นมีรสชาติดีทีเดียว แม้แต่ตัวเขาเองก็แอบกินอยู่หลายครั้ง
“ท่านตามดูข้าทำไม” หลินหยางเอ่ยถามออกไปแต่ก็ยังคงง่วนอยู่กับการเก็บมูลกองโต
“ระหว่างที่ข้าทัศนาจรอยู่แถวนี้ก็บังเอิญสัมผัสกับกระแสพลังบางอย่างได้ที่แห่งหนึ่ง แปลงผักชาวบ้านธรรมดาที่มีพลังวิญญาณอ่อนจางไหลเวียนเรื่องประหลาดแบบนี้ทำให้ข้าสนใจ จนได้พบกับเจ้าที่กำลังดูแลพวกมัน ต้องบอกตามตรงว่าข้าตกใจไม่น้อยที่ผักรสชาติดีพวกนี้มีเบื้องหลังเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารสชาติของมันดีกว่าผักทั่วไปมากจนไม่อยากกลับไปกินผักธรรมดาอีกแล้ว” ชายคนนั้นกล่าวตอบตามตรง
“นั่นหมายความว่า ท่านแอบกินผักของข้า จ่ายเงินชดใช้มาซะ”
หลินหยางกล่าวตอบพร้อมกับแบมือไปทางชายคนนั้นด้วยสีหน้านิ่ง ระหว่างที่เขาเงยหน้าขึ้นมานั้นผ้าคลุมหัวก็หลุดออกเผยให้เห็นใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู จนสามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อโตขึ้นจะต้องเป็นชายหนุ่มที่รูปงามมากแน่ ทางด้านของหลินหยางเองก็อดด่าทอตัวเองในใจไม่ได้ เขาเองก็ลืมคิดไปว่าหากมีคนที่สัมผัสพลังวิญญาณที่ละเอียดอ่อนได้คงจะพบกับความผิดปกติของแปลงผักนี่ได้แน่ นับเป็นความประมาทของเขาเองที่อยากให้ผักโตไวๆ และได้กินของอร่อยๆ
“ฮ่าๆ ขอโทษๆ ไว้ข้าจะชดใช้ให้ก็แล้วกัน เอาเถอะเด็กน้อยมานั่งคุยกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
ครืด!
สิ้นวาจาประโยคนี้ชายคนนั้นก็ตวัดมือเบาๆ ก้อนหินรอบด้านก็เคลื่อนเข้ามาเป็นชุดเก้าอี้น้ำชาได้ทันที ผิวหน้าของหินถูกพลังวิญญาณคมกริบตัดเฉือนจนราบเรียบสามารถวางจอกและกาน้ำชาได้อย่างไม่เอนเอียง หลินหยางเห็นอีกฝ่ายทำถึงขั้นนี้ก็ยอมเดินเข้าไปนั่งแต่โดยดี เพราะหากเขาขัดขืนอีกฝ่ายที่มีพลังกล้าแข็งกว่าก็คงจะใช้กำลังบีบบังคับกันอยู่ดี
ชายคนนั้นเห็นว่าหลินหยางยอมนั่งลงแต่โดยดีก็อดระบายยิ้มออกมามิได้ ก่อนจะนำชาชั้นดีใส่ลงในกาพร้อมกับถ่ายเทพลังอุ่นชาให้ร้อน พร้อมกับขนมหวานกลิ่นหอม เห็นขนมอันล่อตาแบบนั้นหลินหยางก็คว้าเข้าปากกินทันทีโดยไม่หวั่นเกรงว่าจะมีพิษด้วยซ้ำ สำหรับตัวของหลินหยางแล้วถ้าสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายก็จะลดความระแวงลงมาก นี่เองก็ถือเป็นข้อเสียหนึ่งของตัวเขาเช่นกัน
“ตัวข้ามีนามว่า เฉินเซียว กำลังจะก่อตั้งสำนักบำเพ็ญเซียนแห่งหนึ่งขึ้นมาในอีกห้าปีข้างหน้า ตอนนี้จึงออกท่องมหาพิภพเพื่อค้นหายอดฝีมือมารับหน้าที่เป็นอาจารย์หรือผู้อาวุโสในสำนัก” เฉินเซียวกล่าวเป้าหมายของตนเองออกมาตามความสัตย์จริง การเจรจาที่ดีนั้นไม่ควรจะปิดบัง แม้จะเห็นว่าบุคคลตรงหน้านั้นเป็นเพียงเด็กวัยสิบปี แต่สายตาและความรู้สึกของเฉินเซียวนั้นรู้สึกว่าตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้นั้นไม่ใช่สามัญธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก
“ท่านก็เลยอยากให้ข้าไปเป็นศิษย์ในสำนักท่านงั้นเหรอ ข้าขอปฏิเสธเลยก็แล้ว ข้าน่ะชอบที่จะใช้ชีวิตง่ายๆ ปลูกผักปลูกหญ้า อยู่แบบสงบๆ เรื่องฝึกฝนเส้นทางเซียนข้าเองก็ไม่ได้จริงจังอะไรขนาดนั้น มีไว้ใช้ป้องกันตัวเองได้ก็พอแล้ว ไม่มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่อะไร ที่ข้าต้องการก็เป็นเพียงแค่คนที่ใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ แค่นั้น ถ้าเข้าใจแล้วก็ขอตัวก่อน…”
หลินหยางกล่าววาจาอธิบายออกมายืดยาวพร้อมกับเตรียมจะลุกออกไปจากโต๊ะน้ำชา ทว่าในตอนนั้นเฉินเซียวก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“ผู้ฝึกฝนเส้นทางเซียนแค่เอาตัวรอดไปวันๆ คงไม่สามารถร่ายอาคมเวทรวดเร็วโดยไม่ต้องท่องคาถา จำต้องมีความเข้าใจในรูปแบบของอาคมเวทเหล่านั้นรวมไปถึงอักขระแต่ละตัวของวงเวทอาคมเป็นอย่างดี นอกจากนี้ความแม่นยำในการใช้ก็ยังสูงล้ำจนสามารถพันธนาการร่างของชายคนนี้ได้ทันทีในเวลาสั้นๆ”
“ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือคงไม่มีเด็กอายุสิบปีคนไหนที่จะสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณในสถานที่ห่างไกลกันดารพลังวิญญาณเจือจางจนมีขั้นพลังระดับผสานพสุธาได้แน่ๆ หรือต่อให้มีจริงๆ แต่เจ้าก็นับว่าเป็นคนแรกที่ข้าพบเจอเลยทีเดียว ด้วยความรู้สึกของข้านั้นการจะเชิญเจ้าไปเป็นเพียงศิษย์ของสำนักคงจะน่าเสียดายมากทีเดียว ที่ข้าอยากจะเชิญเจ้าก็คือ ไปเป็นอาจารย์ให้กับสำนักของข้าเถอะ ส่วนเงื่อนไขเรียกร้องอะไรเจ้าก็ลองว่ามาได้เลย”
หลินหยางพยายามอ่านแววตาสีหน้าและน้ำเสียงรวมไปถึงความรู้สึกที่มาจากใจของเขาว่าอีกฝ่ายนั้นมีคำเท็จออกมาบ้างหรือไม่ แต่เขาก็สัมผัสถึงสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เลยนี่ก็หมายความว่าทุกอย่างที่ชายคนนี้พูดมานั้นล้วนคือความจริงใจ โอกาสที่จะได้เปิดโลกทัศน์ของมหาพิภพนี้ให้กว้างขึ้นอยู่ตรงหน้าแล้ว อีกอย่างกลิ่นอายของเฉินเซียวคนนี้ก็เหนือล้ำน่าจะไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
“ถึงข้าจะสนใจแต่ก็ไปตอนนี้ไม่ได้ เพราะข้าคงต้องใช้เวลาอยู่กับท่านปู่ของข้าสักพัก” หลินหยางเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าววาจานี้ออกมา
“ข้าเข้าใจดี ห้าปีให้หลังเมื่อสำนักของข้าเปิด เจ้าค่อยมาก็ได้ ข้าจะจัดเตรียมสถานที่พักที่เจ้าน่าจะชอบเอาไว้ให้” เฉินเซียวกล่าวตอบออกไปแบบนั้นเพราะเข้าใจดี สำหรับปุถุชนแล้วกระแสพลังวิญญาณในช่วงที่ใกล้จะหมดอายุขัยจะค่อยๆ อ่อนจางลง เขาคิดว่าหลินหยางก็สามารถเห็นกระแสพลังวิญญาณที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ด้วยเช่นกัน
“เช่นนั้นก็ลากันตรงนี้ ฝากท่านเก็บเจ้าหนุ่มนี่เอาไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้ไกลๆ หน่อย ข้าไปก่อน เอาไว้เจอกันอีกห้าปีให้หลัง” หลังจากพูดคุยกันต่ออีกสักพัก เฉินเซียวก็ได้มอบตำราจำนวนหนึ่งให้หลินหยางเอาไว้ศึกษาเรื่องต่างๆ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกันไป…