รู้จัก “นำวิวัฒน์ฯ” หรือ NAM บริษัทในกลุ่ม PTT กำลังจะเข้าตลาดหุ้น
Wealthy Thai
อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2566 เวลา 11.51 น. • ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่า มูลค่าการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยในปี 2565- 2566 จะเติบโตเฉลี่ย 5 – 7% โดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลทยอยกลับสู่ระดับใกล้เคียงปกติ ภายหลัง COVID-19 ที่บรรเทาลง และเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ด้านมูลค่าส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงเหลือ 8% หลังจากมีอัตราการขยายตัวสูงมากในช่วงปี 2563 - 2564 เพราะความต้องการสินค้าในกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองสูง โดยเฉพาะถุงมือยาง ถุงมือยางทางการแพทย์ เป็นผลจาก COVID-19
ดังนั้นคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคารในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพามาทำความรู้จักกับหนึ่งในผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างบริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NAMที่มีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)โดยมี บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
สำหรับ NAMเป็นผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ และให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร
โดยนับเป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทยที่สามารถผลิตเครื่องมือแพทย์กลุ่มทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) ประเภทเครื่องนึ่งไอน้ำ (ด้วยแก๊ส) เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และปัจจุบันบริษัทยังเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์กลุ่มทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterilization) เพียงรายเดียวในประเทศไทย
ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้บริษัท อินโนบิก แอลแอล โฮลดิ้ง จำกัด (อินโนบิก) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTTได้เข้าลงทุนใน NAM มูลค่าประมาณ 780.64 ล้านบาท จำนวน 525,000 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) คิดเป็นสัดส่วน 17.65%ของทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว
ขณะที่โครงสร้างการถือหุ้น กลุ่มชัยเทอดเกียรติ ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 82.35% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 59.14% รองลงมาได้แก่บริษัท อินโนบิก แอลแอล โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT) ถือหุ้น 17.65% ภายหลังขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาที่ 15%
ทั้งนี้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท สามารถแบ่งได้เป็น 3กลุ่มหลัก คือ การผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ (SM) มีรายได้จากการขายและบริการสัดส่วน 53.18% การผลิตและจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ (CS)มีสัดส่วน 26.69% และการให้บริการ (Service) มีสัดส่วน 19.11%
โดย NAM มีฐานลูกค้าสำคัญเป็นโรงพยาบาลและหน่วยงานองค์กรทางด้านสาธารณสุขกว่า 1,200แห่ง ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 50ปี โดยบริษัทส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ผลิต จัดหาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือ ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล อาทิ ASME, ISO13485, ISO9001, ISO14001, CE Mark และ PED เป็นต้น
NAM ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Distributor)ในการขายเครื่องมือทางการแพทย์กลุ่มทำให้ปราศจากเชื้อ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Steelco” ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก จากบริษัท สตีลโก้ เอส.พี.เอ (Steelco S.p.A.) ประเทศอิตาลี
นอกจากนี้บริษัทยังได้การเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและประเทศในโซนเอเชีย (Exclusive Distributor) ในการจัดจำหน่ายเครื่องฆ่าเชื้อในอากาศจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก AAVI technology LTD. ( AAVI) ประเทศฟินแลนด์ และได้รับกรรมการสิทธิ์การผลิตผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีฆ่าเชื้อในอากาศในประเทศไทยอีกด้วย
อีกทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Distributor) ในการจัดจำหน่ายชุดตรวจสอบการฆ่าเชื้อเพื่อเป็นการเช็คสอบให้มั่นใจว่าหลังอุปกรณ์ต่างๆทางการแพทย์ ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแล้วเสร็จ จะปราศจากเชื้อหลงเหลืออยู่
ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักมี 4 กลุ่มหลัก ตามลักษณะของลูกค้าซึ่งมีสถานบริการทางการแพทย์ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทั้งใช้ภายในองค์กรและบริการภายนอกต่อประชาชนทั่วไป โดยสัดส่วนรายได้ ณ สิ้นปี 2565 ประกอบด้วย กลุ่มโรงพยาบาลรัฐบาล 57.38%หน่วยงานของภาครัฐ 6.89%กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน 4.66%และคลินิกเอกชนและอื่นๆ 31.06%
ขณะที่รายได้รวมในปี 2563-2565 เท่ากับ 678.11 ล้านบาท 997.73 ล้านบาท และ 1,111.20 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้จากการขายและให้บริการกว่า 98%ของรายได้รวมในแต่ละปี ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่นของบริษัท ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตของรายได้จากการขายและการให้บริการรวมอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามในปี 2564 บริษัทมีการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการและสามารถในการรักษาระดับของอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทให้อยู่ในระดับ 40%ในขณะที่สัดส่วนของต้นทุนรวมในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริการลดลง ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสำหรับปี 2563 และปี 2564 เท่ากับ 110.44 ล้านบาทและ 169.68 ล้านบาท
สำหรับในปี 2565 บริษัทยังคงมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 40.46%ในปี 2564 เป็น 36.26% เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนสินค้าเพื่อจำหน่ายเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประกอบกับมีต้นทุนด้านบุคลากรและทรัพย์สินที่ต้องใช้เพื่อรองรับการขยายการให้บริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะงานด้านก่อสร้าง ดังนั้นส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจขายและกลุ่มธุรกิจให้เช่าและบริการลดลงทั้งสองธุรกิจ
ขณะเดียวกัน บริษัทมีสัดส่วนต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริการรวมลดลง ส่งผลให้บริษัทยังมีการเติบโตของกำไรสุทธิ โดยในปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 175.71 ล้านบาท เติบโต 3.56%เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในปี 2564 โดยมีอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยจาก 17%ในปี 2564 เป็น 15.81%ในปี 2565
ด้านแผนการดำเนินธุรกิจ บริษัทมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิต จัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมหน่วยงานทางการแพทย์แบบครบวงจร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายดังนี้
1.สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ต่อยอดนวัตกรรมจากการคิดค้น วิจัยและพัฒนาของบริษัท ร่วมกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ 2.การตั้งเป้าการเติบโตจากการขยายกิจการของบริษัท จากการลงทุนในกิจการใหม่ หรือ ความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นการขยายกิจการในต่างประเทศ
ดังนั้นเพื่อให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้ตามที่ได้วางแผนไว้นั้น บริษัทได้วางกลยุทธ์ในการดำเนินการไว้ 5 ด้าน ได้แก้ 1.รักษาการเติบโตในส่วนของกลุ่มสินค้าและบริการที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบัน ให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้น 2.เพิ่มสัดส่วนในการผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการแพทย์อื่นๆ โดยเน้นที่การวิจัยพัฒนาและผลิตได้เอง
3.ขยายการส่งออกสินค้าและบริการไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในต่างประเทศมากขึ้น 4.มุ่งเน้นการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่นอกเหนือจากหน่วยงานหรือองค์กรทางสาธารณสุข และ5.ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจใหม่
ส่วนวัตถุประสงค์การใช้เงิน ประกอบด้วย 1.ลงทุนในโรงงานผลิตแห่งใหม่ ภายในปี 2567-2568 2.ลงทุนพัฒนาศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์ภายในปี 2567-2568 3.ลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์ หรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัท และ4.เงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมของงบการเงินเฉพาะกิจการ โดยบริษัทจะพิจารณาจำนวนเงินที่จ่ายปันผลแต่ละครั้งจากผลประกอบการในงบการเงินรวมด้วย ซึ่งบริษัทพิจารณาจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัท หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสำคัญ
หมายเหตุ อ้างอิงจาก แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing)บริษัท นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NAM