โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

น้อย วงพรู: บทเรียนจากวิกฤตที่สอนให้รู้ว่า ‘พรีวิเลจ’ อย่างผมไม่มีวันจะเข้าใจ

a day BULLETIN

อัพเดต 20 ก.ค. 2563 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 07.42 น. • a day BULLETIN

“เราอยากสร้างโรงแรมแห่งนี้ ให้เป็นเหมือนงานศิลปะ

        “เช่นเดียวกับการที่ศิลปินจะสร้างภาพวาดขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง งานชิ้นนั้นต้องมีความเฉพาะตัว เพื่อบอกเล่าถึงตัวตนของศิลปินให้ชัดเจน และที่สำคัญคือต้องมีจิตวิญญาณ แล้วโรงแรมของเราจะมีชีวิตชีวามากขึ้น เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างไรดี แต่จิตวิญญาณคือสิ่งที่ทำให้คุณได้สัมผัส ได้รับรู้ และได้เข้าใจตัวตนของเจ้าของโรงแรมมากที่สุด เหมือนคุณฟังเพลงบางเพลง ดูหนังบางเรื่อง แล้วรู้สึกว่ามันมีมนตร์เสน่ห์บางอย่างที่แม้จะผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังไม่ลืม” 

        สำหรับ ‘น้อย’ - กฤษดา สุโกศล แคลปป์ The Siam Hotel คือการพยายามจะเชื่อมต่อชีวิตและวัฒนธรรมของคนสมัยก่อนเข้ากับคนยุคปัจจุบัน ด้วยการวางตัวเป็นโรงแรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนนึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จนเข้าใจได้ว่าคนสมัยก่อนเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร อ่านหนังสือแบบไหน หรือสักยันต์ลายอะไร 

        แต่หลังจากเปิดโรงแรมมาได้ไม่นาน โลกกลับต้องเผชิญโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกมิติ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและโรงแรม - ผลสุดท้ายคือยอดบุ๊กกิ้งของโรงแรมหดหายกลายเป็นศูนย์ 

        “ยอดรวมรายได้ของโรงแรมเราเป็น 0 บาท มาหลายเดือนแล้ว ทุกวันนี้เราต้องกู้เงินจากธนาคารหลายล้านบาท เพื่อมาจ่ายเงินให้กับพนักงานในแต่ละเดือนไปก่อน ซึ่ง 4 เดือนกว่าแล้วที่เป็นแบบนี้ ในทุกเดือนพนักงานต้องถูกลดเงินเดือนลง ทำให้นอกจากโรงแรมจะไม่มีรายได้เข้ามาแล้ว รายได้ของพนักงานยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำสุดความสามารถในฐานะหัวหน้าที่จะดูแลลูกน้องได้แล้วจริงๆ”

        และในช่วงเวลาที่ธุรกิจโรงแรมตกต่ำที่สุดเช่นนี้ ทำให้เขาเข้าใจผู้คนและสังคมมากขึ้น ซึ่งมันได้เปลี่ยนแปลงความคิด ‘พรีวิเลจ’ อย่างเขาไปตลอดกาล เพราะอะไร และอย่างไร คำตอบอยู่ในบทสนทนาต่อไปนี้  

 

กฤษดา สุโกศล แคลปป์

จำได้ว่าหลังจากที่วงพรูออกอัลบั้ม Zero ทั้งสมาชิกวงและตัวคุณเองก็ดูเหมือนจะหายไปจากวงการดนตรีเลย นั่นเป็นเพราะว่าคุณเอาเวลาไปทุ่มให้กับโรงแรม The Siam Hotel ใช่หรือเปล่า 

        ใช่ ต้องบอกก่อนว่าด้วยความที่น้อยโตมาในตระกูลนักธุรกิจ ครอบครัวก็อยากให้เราได้ลองทำธุรกิจบางอย่าง เผื่อจะได้สานต่อกิจการของครอบครัวในอนาคต แต่ตอนนั้นเราก็บอกพวกเขาตามตรงว่าเราทำไม่ได้ เพราะเรามีสิ่งที่รักมากๆ อย่างการเล่นดนตรีและการเป็นนักแสดงอยู่ เขาเข้าใจและไม่เคยต่อว่าที่เราตัดสินใจแบบนี้เลยสักครั้ง แม้ในใจลึกๆ พวกเขาก็คงอยากให้เรากลับมาช่วยงานที่บ้านมากๆ แต่ในตอนนั้นคำว่าธุรกิจไม่อยู่ในหัวของเราเลยแม้แต่น้อย เราไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะสามารถทำงานแบบนี้ได้จริงๆ

        จนหลังจากที่วงพรูออกอัลบั้ม Zero คุณแม่ได้ยื่นเสนอให้เราลองไปสำรวจที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาของครอบครัวดู เผื่อเราอยากจะทำธุรกิจและจะได้มาสานต่อกิจการครอบครัว ซึ่งพอได้เห็นที่ดินของจริงเรารู้สึกถูกชะตามาก เหมือนที่ดินตรงนี้กำลังรอให้เราเข้ามาทำอะไรบางอย่างอยู่ เราจึงตัดสินใจจะสร้างโรงแรมที่ไม่เหมือนใคร และสามารถถ่ายทอดความเป็นเราลงไปอย่างเต็มที่บนผืนดินแห่งนี้ 

คุณบอกว่าโรงแรม The Siam Hotel ต้องมีความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ช่วยอธิบายตรงนี้ให้ฟังได้ไหม

        เราอยากสร้างโรงแรมแห่งนี้ให้เป็นเหมือนงานศิลปะ เช่นเดียวกับการที่ศิลปินจะสร้างภาพวาดขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง งานชิ้นนั้นต้องมีความเฉพาะตัว เพื่อบอกเล่าถึงตัวตนของศิลปินให้ชัดเจน และที่สำคัญคือต้องมีจิตวิญญาณ แล้วโรงแรมของเราจะมีชีวิตชีวามากขึ้น เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายให้คุณเข้าใจยังไงดี แต่จิตวิญญาณคือสิ่งที่ทำให้คุณได้สัมผัส ได้รับรู้ และได้เข้าใจตัวตนของเจ้าของโรงแรมมากที่สุด เหมือนคุณฟังเพลงบางเพลง ดูหนังบางเรื่อง แล้วรู้สึกว่ามันมีมนตร์เสน่ห์บางอย่างที่แม้จะผ่านไปกี่ปีคุณก็ยังไม่ลืม

        เราจึงพยายามใช้ของโบราณหลากหลายแบบมาตกแต่งให้ทั้ง 39 ห้อง ไม่ซ้ำกันเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยถ่ายทอดจิตวิญญาณของเราไปในโรงแรมได้ เราเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าที่ตัวเองชอบสะสมของโบราณ เป็นเพราะเราอยากมีชีวิตอยู่ในช่วงร้อยปีก่อนหน้านี้ เรารู้สึกว่าตัวเองเกิดมาผิดศตวรรษตลอด ของเก่าจึงทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายของหัวใจเราได้เป็นอย่างดี 

        ดังนั้น เวลาคุณเข้ามาพักที่โรงแรม The Siam Hotel คุณจะได้รับรู้ถึงเรื่องจิตวิญญาณ ถึงเรื่องราว ถึงวัฒนธรรมของคนยุคก่อนผ่านของโบราณ ซึ่งก็ล้อไปกับที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่บนเมืองเก่าด้วยเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้เกิดขึ้นได้ เป็นเพราะความรู้สึกผิดที่ไม่สานต่อธุรกิจของครอบครัวใช่หรือเปล่า 

        ใช่ มีหลายเหตุการณ์เลยที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องกลับมาทำหน้าที่ตรงนี้ได้แล้ว เพราะขณะนั้นงานดนตรีที่ทำอยู่ก็มาถึงจุดอิ่มตัวแล้วเหมือนกัน วงพรูเริ่มหมดไฟหลังจากออกอัลบั้มที่ 2 และค่ายเบเกอรี่ก็ปิดตัวลง ประกอบกับตอนนั้นผมเริ่มเข้าใจว่าชีวิตคนเราควรจะมีเป้าหมายให้หลากหลาย ไม่ควรยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป จึงต้องเริ่มพิจารณาตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่าเรายังมีความสามารถหรือความชอบอื่นๆ ที่อยากลองทำอีกบ้างหรือเปล่า 

        จึงทำให้ค้นพบว่าตัวเองชอบการตกแต่งภายใน ชอบการหยิบของโบราณมาประดับในห้องให้ดูสวยงาม เราจึงเริ่มต้นธุรกิจด้วยการสร้างโรงแรมที่หวังจะถ่ายทอดตัวตนและความสามารถในการตกแต่งของเรา ของทุกชิ้นที่คุณเห็นเป็นของโบราณที่เราเลือกมาตั้งเองทั้งหมด ภาพทุกภาพเราก็เป็นคนหยิบใส่เฟรมและแขวนไว้บนผนังด้วยตัวเอง ถึงแม้จะเป็นวิธีการทำธุรกิจที่ดูจะไม่น่าได้กำไรสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยธุรกิจครอบครัวในรูปแบบที่เราถนัด เพราะถ้าจะให้ไปบริหาร หรือทำการตลาด ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

        ในขณะที่เราค้นพบความชอบเรื่องการตกแต่งภายใน เรากลับค้นพบอีกด้วยว่าตัวเองมีความรู้สึกผิดต่อพี่สาว (มาริสา สุโกศล หนุนภักดี) เป็นอย่างมาก เพราะเธอคือนักร้องที่เก่งที่สุดในครอบครัว แต่กลับต้องมาสานต่อธุรกิจเพียงเพราะเธอเป็นพี่คนโตเท่านั้นเอง ตอนที่เราตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ก็รู้สึกแย่เหมือนกัน ที่ทำให้เธอต้องมารับหน้าที่นี้เพียงลำพัง

        เรื่องนี้เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะอีกแง่หนึ่งก็เป็นเหมือนสัญญาใจของครอบครัวที่ต้องช่วยกันดูแลธุรกิจซึ่งเป็นสมบัติของตระกูลให้อยู่รอดต่อไป แต่อีกแง่หนึ่งก็น่าเศร้าที่บางทีพี่ของเราอาจมีความฝันอื่นอยู่อีกมากมาย แต่ต้องเสียสละมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน สิ่งที่ทำได้คงเพียงแค่ขอบคุณเขาจริงๆ ที่ทำเพื่อพวกเราขนาดนี้

 

กฤษดา สุโกศล แคลปป์

แล้วคุณเสียดายไหมที่ต้องมาบริหารโรงแรม แทนที่วงพรูอาจจะมีอัลบั้มที่ 3 ออกมา 

        ไม่เลย เพราะตอนนั้นการสร้างโรงแรมกลายเป็นความฝันอีกอย่างของเราไปแล้ว ถ้าไม่ได้มาทำโรงแรมเราคงเสียดายมากกว่า มีหลายครั้งที่เราตัดสินใจพลาด และไม่มีโอกาสกลับไปแก้ไขอีกแล้ว ดังนั้น เวลามีโอกาสเข้ามาเมื่อไหร่ เราก็จะเป็นคนที่คว้าไว้โดยไม่ลังเลเลย โรงแรมก็เหมือนกัน ในช่วงเวลาเรามีความชอบแล้ว เรามีที่ดินแล้ว เรามีเงินทุนแล้ว ทำไมจะไม่ทำล่ะ จริงไหม

ในวันที่โรงแรม The Siam Hotel เปิดให้บริการ ผลตอบรับเป็นอย่างที่คาดหวังไหม

        เชื่อไหม จนถึงตอนนี้หลายคนยังไม่ทราบเลยว่าเรามีโรงแรม (หัวเราะ) เราไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากำลังทำสิ่งนี้อยู่ ส่วนใหญ่จะถูกเล่าแบบปากต่อปากมากกว่า จึงไม่ได้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามามากมายขนาดนั้น

        การบริหารโรงแรมเหนื่อยกว่าการสร้างโรงแรมแบบสุดๆ เพราะเรามีคู่แข่งที่เป็นยักษ์ใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามของริมแม่น้ำมาก่อน แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ และคอยสู้ในแบบของเรา เหมือนกับตอนที่เป็นศิลปินค่ายเบเกอรี่เลย ที่ต้องสู้กับศิลปินในค่ายยักษ์ใหญ่ 

        แต่ในขณะเดียวกันเราเข้าใจดีว่าโรงแรมของเราคงจะไม่ประสบความสำเร็จในทันที ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งเราก็พยายามถ่ายทอดตัวตนให้กับแขกที่เข้ามาพักได้สัมผัสแทบทุกครั้ง เราพยายามใช้การตลาดบอกเล่าถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ฝังอยู่ในโรงแรม ทำให้เขารู้สึกว่าโรงแรม The Siam Hotel  น่าสนใจและไม่เหมือนใคร จนเขาต้องกลับมาพักต่อในครั้งหน้า ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นได้จริง ก็เป็นไปตามที่เราคาดหวังเอาไว้เหมือนกัน 

คิดว่าอะไรคือจุดเด่นที่ทำให้แขกต้องเลือกมาพักในโรงแรมของคุณ

        คำว่า lifestyle และ culture ดูจะเป็นคำจำกัดความโรงแรมของเราได้ดีที่สุด โดยเราพยายามทำให้สภาพแวดล้อมของโรงแรมมีความสบายและสงบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปัจจุบันโรงแรมมีเนื้อที่กว่า 9 ไร่ แต่มีห้องเพียง 39 ห้องเท่านั้น ดังนั้น แขกที่เข้ามาพักจะมีพื้นที่ส่วนตัวกว้างขวางมาก วันหนึ่งคุณนุ่งผ้าขนหนูเดินรอบบ้านก็ไม่มีใครเห็น (หัวเราะ) จุดนี้แขกหลายคนก็ชอบ โดยเฉพาะดาราหรือซูเปอร์สตาร์ที่ต้องการความสงบในการพักผ่อนจริงๆ 

        แต่ส่วนสำคัญที่สุดคือ ประวัติศาสตร์และเรื่องราว การที่โรงแรมมีของโบราณเยอะขนาดนี้ เป็นเพราะเราอยากถ่ายทอดเรื่องราวของคนในสมัยก่อนลงไป ดังนั้น จุดขายต่างๆ ภายในโรงแรมจึงเน้นเรื่องนี้เป็นหลัก เช่น ในโรงยิม เราก็จะมีสนามมวยตั้งตรงกลางห้องเลย แถมยังมีภาพขาว-ดำและหนังสือโบราณของนักมวย ให้เขาได้สัมผัสกับวงการกีฬาในสมัยก่อน หรือถ้าคุณไปนวดที่สปาของเรา ก็จะมีห้องสักยันต์ที่คุณสามารถเลือกลายสักแบบไทย เช่น ห้าแถวหรือเก้ายอดได้เลย จากนั้นเราจะพาเกจิอาจารย์มาสักให้คุณถึงโรงแรมแห่งนี้ 

        ดังนั้น The Siam Hotel คือการพยายามจะเชื่อมต่อชีวิตและวัฒนธรรมของคนสมัยก่อนเข้ากับคนยุคปัจจุบัน ด้วยการวางตัวเป็นโรงแรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนนึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จนเข้าใจได้ว่าคนสมัยก่อนเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร อ่านหนังสือแบบไหน หรือสักยันต์ลายอะไร 

ดูคุณเป็นคนที่ชอบสะสมของโบราณมากเลย สิ่งของเหล่านี้มีความพิเศษอย่างไรกัน 

        ของโบราณบางอย่างมีแค่ชิ้นเดียวจริงๆ การที่เราได้มาครอบครองนั่นหมายความว่าคนอื่นจะไม่มีของชิ้นเดียวกันได้ แค่นี้ก็พิเศษแล้ว (หัวเราะ) แต่ที่ทำให้เรารักของโบราณพวกนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเรียนเรียนด้านมานุษยวิทยามา ซึ่งสอนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ที่ส่วนใหญ่มันถูกถ่ายทอดและบันทึกเหตุการณ์ผ่านสิ่งของ โดยผมในฐานะผู้ครอบครองคนล่าสุดก็จะมีสถานะเป็นเพียงผู้บันทึกและถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของปีนี้เอาไว้เท่านั้น จนถึงจุดหนึ่งก็จะถูกส่งไปให้คนยุคหลังต่อไป เราจึงสนุกกับการพิจารณาเรื่องราวและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ฝังอยู่ในสิ่งของเหล่านั้น  

        อีกส่วนที่มองข้ามไม่ได้เหมือนกันคือเรื่องความสวยงาม เรื่องวัสดุที่ใช้ เรื่องความสมบูรณ์ของสิ่งของ แต่ในบางครั้งผมกลับชอบของที่มีรอยแตกหักหรือขีดข่วนเหมือนกัน เพราะทุกร่องรอยก็ต่างมีเรื่องราวของมันให้เราศึกษา

ของชิ้นไหนในโรงแรม ที่ส่งผลต่อความรู้สึกของคุณเป็นอย่างมาก 

        จริงๆ ก็แทบทุกชิ้น เราถึงได้ซื้อของพวกนั้นมา (หัวเราะ) แต่ถามว่าที่กระทบต่อหัวใจเราจริงๆ คงเป็นภาพถ่ายประเทศไทยในสมัยก่อน หลายคนชอบคิดว่ารูปพวกนี้หาง่าย แต่จริงๆ แล้วในประเทศไทยมีรูปพวกนี้น้อยมาก เพราะสมัยก่อนคนไทยยังไม่มีกล้องถ่ายรูป ดังนั้นรูปภาพส่วนใหญ่ก็จะเป็นของคนในวัง หรือไม่ก็ชาวต่างชาติที่นั่งเรือมาถ่ายรูปบ้านเมืองเราเอาไว้ ซึ่งมีจำนวนหยิบมือเท่านั้น

        ที่คนในสมัยนั้นเขาไม่นิยมถ่ายรูปกัน เพราะการจะจ้างชาวต่างชาติมาถ่ายภาพสักครั้งหนึ่งมีกระบวนการที่กินเวลาอยู่มาก กว่าชาวต่างชาติจะเดินเรือมาประเทศไทยก็ 3 สัปดาห์แล้ว และพอถ่ายรูปเสร็จก็ต้องนั่งเรือกลับประเทศเพื่อไปล้างรูป แล้วนำมารวมเป็นหนังสือรูปภาพ ทำปกให้สวยงาม ก่อนจะส่งกลับมาที่เมืองไทย ซึ่งทั้งหมดนี้กินเวลานานถึง 3 เดือนเลย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีความตั้งใจและใจรักในการถ่ายรูปภาพพวกนั้นอย่างมาก 

        ต่างจากสมัยนี้ที่เรายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพแล้วส่งรูปไปให้เพื่อนที่ต่างประเทศได้เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 วินาทีเท่านั้นเอง เราเลยรู้สึกว่ารูปภาพโบราณมีเรื่องราว มีจิตวิญญาณอยู่ข้างในนั้นมากกว่า จนบางทีดูแล้วเราก็อยากจินตนาการตามเหมือนกันว่าถ้าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในยุคนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

กฤษดา สุโกศล แคลปป์

ถ้ามีคนมาขอซื้อรูปภาพเหล่านี้ในราคาที่สูงมาก คุณจะยอมขายไหม

        ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราตอบว่าไม่ขายอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ในช่วงที่เศรษฐกิจแย่จริงๆ เราว่าก็ไม่แน่เหมือนกัน (หัวเราะ)

ในขณะที่โลกถูกโควิด-19 รุมเร้า ธุรกิจโรงแรมของคุณที่ต้องอาศัยนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากขนาดไหน

        โดนเต็มๆ เลย ยอดรวมรายได้ของโรงแรมเราเป็น 0 บาทมาหลายเดือนแล้ว ทุกวันนี้เราต้องกู้เงินจากธนาคารหลายล้านบาท เพื่อมาจ่ายเงินให้กับพนักงานในแต่ละเดือนไปก่อน ซึ่ง 4 เดือนกว่าแล้วที่เป็นแบบนี้ ในทุกเดือนพนักงานต้องถูกลดเงินเดือนลง ทำให้นอกจากโรงแรมจะไม่มีรายได้เข้ามาแล้ว รายได้ของพนักงานยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนอีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เราทำสุดความสามารถในฐานะหัวหน้าที่จะดูแลลูกน้องได้แล้วจริงๆ

        ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งเราก็อาจต้องปล่อยพนักงานบางคนไปบ้าง ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกที่เราจะเสียใจที่สุด การทำแบบนี้ยากมาก โดยเฉพาะการไล่คนที่อยู่กับเราและช่วยเราทำงานได้ดีมาโดยตลอด แต่เราก็จนปัญญาแล้วจริงๆ เลยต้องยอมให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายคนแล้วที่เราต้องขอให้เขาออก โชคดีที่พนักงานแต่ละฝ่ายจะเป็นคนพูดเรื่องนี้เอง ไม่ใช่เรา เพราะถ้าเป็นเราต้องทำ คิดว่าตัวเองคงไม่มีใจที่กล้าพอจะทำเรื่องแบบนี้ได้ 

        เราว่าเรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างเสียใจกันหมด เราเองก็เสียใจที่ต้องกัดฟัน ยอมเสียพนักงานที่ซื่อสัตย์กับเราแบบนี้ไป เขาเองก็ต้องตกงานไปหางานใหม่ในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งเรารู้ดีว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในเมื่อความเป็นจริงตัวโรงแรมเองก็สาหัสจากพิษเศรษฐกิจ เราจะไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ได้ สิ่งนี้จึงกลายเป็นความอัดอั้นและติดค้างอยู่ในใจของเราเป็นอย่างมาก 

แต่ส่วนหนึ่งที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ก็เป็นเพราะการทำงานของฝ่ายปกครองที่ผิดพลาดด้วย คุณรู้สึกโกรธไหมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

        ถ้าถามในฐานะนักธุรกิจเราโกรธอยู่แล้ว เราทำโรงแรม เราต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์กำลังจะดีขึ้น เรากำลังจะได้เปิดประเทศ แต่ก็เกิดความผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้เราต้องกลับมาปิดประเทศเช่นเดิม เรื่องแบบนี้เราโกรธมาก เพราะไม่ใช่แค่เราที่แย่ ลูกน้องเรา คนในครอบครัวเราก็แย่ตามกันไปหมด 

        แต่ถ้าใจเย็นลงอีกสักนิด เราก็เข้าใจเขาว่ามนุษย์มีความผิดพลาด เข้าใจว่าต้องมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาได้บ้าง เราไม่อยากตราหน้าใครว่าเป็นคนเลว คนไม่ดี อะไรแบบนั้นเราไม่ทำ สิ่งที่เราอยากได้มีแค่ความรับผิดชอบ หรือคำขอโทษก็เพียงพอแล้ว เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เราเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เราเข้าใจดีว่าทุกฝ่ายต่างทุกข์ทรมานกันหมด เราเลยไม่สามารถโกรธหรือโมโหใครได้เต็มปากจริงๆ 

ถึงคุณจะไม่โกรธใคร แต่ปัจจุบันมีหลายคนที่เริ่มโกรธจนมีกระแสต่อต้านพรีวิเลจ (Privilege) หรือคนแบบคุณที่มีฐานะร่ำรวย และมีต้นทุนที่เยอะกว่าคนอื่น จึงไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ มีอะไรที่จะพอโต้แย้งกลับไปได้ไหม ว่าตัวคุณเองก็เจ็บช้ำไม่แพ้กัน

        นี่เป็นสิ่งที่อยากพูดมาตั้งนานแล้ว ว่าเราไม่เคยสงสารตัวเองในสถานการณ์แบบนี้เลย เรารู้ตัวดีว่าตัวเองยังมีต้นทุนที่หลงเหลืออยู่ มีเซฟโซนให้กลับไปอยู่ หรืออย่างน้อยก็ยังมีข้าวให้กินอิ่มในทุกมื้อ แต่สำหรับพนักงานของเราหรือคนอื่นที่เรารู้จัก เขาเจ็บช้ำกว่าเรามาก เขาต้องหาอาชีพเสริมทำเพราะเงินเดือนที่เราจ่ายให้ไม่เพียงพอ และเขายังไม่มีทางเลือกที่จะกลับไปตั้งหลักอยู่ในเซฟโซนแบบเรา เขาต้องต่อสู้ในสังคมแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้เราทั้งสงสารและนับถือหัวใจพวกเขาจริงๆ 

        เราพูดอยู่เสมอว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่ แม้ว่าชีวิตของคนอื่นในสังคมจะลำบากขนาดไหนก็ตาม แต่เรายังมีข้าวกินอยู่ทุกมื้อ ดังนั้น เวลาเจอใครที่เขาลำบากกว่าเรามากๆ เราก็จะพยายามทำความเข้าใจว่าเขานั้นมีความเจ็บช้ำอย่างไร ซึ่งหากช่วยเหลือได้ก็จะทำอย่างเต็มที่ เพราะเราถือว่าตัวเองโชคดีมากแล้วที่ได้รับโอกาสมากมาย มีแฟนเพลงที่รักและสนับสนุนเรา มีลูกน้องที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่มาโดยตลอด

        ดังนั้น การที่เขาบอกว่าเราไม่มีวันเข้าใจพวกเขา คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว วิกฤตครั้งนี้เราไม่ใช่เหยื่อที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงที่สุด ในฐานะที่พรีวิเลจอย่างเราซึ่งได้รับการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากพวกเขามาเยอะแล้ว ก็ควรตอบแทนพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยเช่นกัน 

 

กฤษดา สุโกศล แคลปป์

คิดว่าพรีวิเลจแบบคุณควรวางตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในช่วงเวลาแบบนี้

        การเข้าใจความรู้สึกเขาและพยายามช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ คือสิ่งที่คนที่มีต้นทุนแบบเราควรทำในเวลานี้ เพราะที่ผ่านมาช่วงเปิดโรงแรม พวกเขาก็ทำงานได้ดีมาตลอด บางคนก็ทุ่มแรงกายแรงใจให้กับโรงแรมไม่แพ้เราที่เป็นเจ้าของเลย พูดตามตรง ถ้าไม่มีพวกเขาโรงแรมผมก็คงไม่ออกมาดีขนาดนี้ ดังนั้น เราควรต้องตอบแทนเขาบ้าง 

        แต่สุดท้ายเราก็มีข้อจำกัดอยู่ดี เราเองก็คือผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน เราก็คงจะช่วยเหลือทุกคนหรือสนใจทุกความคิดเห็นไม่ได้ จึงต้องเลือกที่จะช่วยเหลือและดูแลคนที่เขารักเราก่อนจะดีกว่า 

คิดว่าตัวเองจะใช้ชีวิตแบบพรีวิเลจแบบนี้ไปตลอดไหม มองบั้นปลายของชีวิตเอาไว้อย่างไรบ้าง

        เราไม่ใช่คนที่จะเลือกได้ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นพรีวิเลจ แต่ในเมื่อเราเกิดมาในครอบครัวนี้ เรามีต้นทุนตรงนี้ เราก็ต้องสานต่อธุรกิจครอบครัวให้ดำเนินต่อไปได้ เพราะสิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ติดตัวมาพร้อมเราตั้งแต่เกิด แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีอีกตัวตนหนึ่งที่อยากเป็น เราอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นนักแสดง อยากปลดปล่อยอารมณ์ เราเลยตอบไม่ได้เลยว่าอยากใช้ชีวิตในฐานะคนที่มีต้นทุนแบบทุกวันนี้หรือเปล่า วันหนึ่งเราอาจปล่อยให้ครอบครัวดูแลธุรกิจ แล้วออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียวเองก็ได้ใครจะไปรู้

        แต่ถ้าถามว่าตอนนี้อยากทำอะไร เราว่าตัวเองยังโหยหาพื้นที่ในการปลดปล่อยอารมณ์อยู่ เราอยากมีเวทีไว้แหกปากร้องเพลง อยากมีงานจ้างที่เขาจะมอบบุคลิกหนึ่งมาให้เราสวม หรืออยากมีสถานที่อย่างโรงแรมไว้ปลดปล่อยรสนิยมส่วนตัวออกมา ร่างกายและจิตใจยังเรียกร้องการปลดปล่อยแบบนี้อยู่ ซึ่งเราก็คงทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดว่าจะวางมือในช่วงเวลาอันใกล้นี้

แต่คุณก็ได้ใช้เวลาปลดปล่อยตัวเองจนถึงวัย 50 ปีแล้ว คิดว่าสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาคืออะไร

        เราเรียนรู้ว่าสุดท้ายมนุษย์ก็ยังคงผิดพลาดอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าหากเราเป็นมนุษย์ที่ใส่ใจกับชีวิตมากพอ เราจะไม่พลาดกับกับเรื่องแบบเดิม และจะต้องหาทางปรับปรุงให้ตัวเองดีขึ้น

        เราเรียนรู้ว่าหัวใจมนุษย์สามารถด้านชาได้ และความเจ็บปวดจะทุเลาลงหากเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองหรือสาม ครั้งหนึ่งเราเคยเจ็บปวดทุรนทุรายเกือบตาย แต่จนถึงวันหนึ่งพอมีเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำสอง เรากลับไม่ทรมานอย่างที่คิด ถึงขนาดที่ในบางเรื่องเราสามารถปล่อยวางได้แล้วจริงๆ ด้วย

        สุดท้ายคือเราได้เรียนรู้ว่าโลกยังมีคนที่คอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน มนุษย์คือสัตว์สังคมที่ได้รับความช่วยเหลือจากใครบางคนอยู่เสมอ เพียงแต่บางครั้งเราอาจไม่เห็นหรือยังไม่รู้สึกสำนึกบุญคุณพวกเขาเท่านั้น ดังนั้น ในวันที่พวกเขาเหล่านั้นได้รับความเดือดร้อน การตอบแทนพวกเขากลับไปคือสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งควรกระทำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...