โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"ไพรทิพ" ผักทอดแวกคั่มตั้งเป้าโต 30% ผุดโรงงานใหม่รับออร์เดอร์ "อเมริกา-ยุโรป"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.พ. 2563 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 09.56 น.

“ไพรทิพ” ยอดขายผัก-ผลไม้ทอดสุญญากาศโตรับเทรนด์อาหารสุขภาพ สวนกระแสเศรษฐกิจขาลง เร่งลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ขยายกำลังการผลิตรับออร์เดอร์ “อเมริกา-ยุโรป-รัสเซีย-ญี่ปุ่น-มาเลเซีย” ตั้งเป้ายอดขายปี 2563 ยอดรายได้เพิ่มขึ้นอีก 30% ชี้กระเจี๊ยบเขียวขายดีสุด

นางกัลยา จึงสมานญาติ ผู้บริหาร บริษัท ไพรทิพ แบรนด์ จำกัด ผู้ผลิตผักและผลไม้แปรรูป ภายใต้แบรนด์ Pritip เปิดเผย“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตผักและผลไม้ด้วยการทอดสุญญากาศจากประมาณ 2,000 กว่าซอง/วัน เพิ่มเป็น 5,000-10,000 ซอง/วัน มูลค่าการลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมา

ปัจจุบันโรงงานก่อสร้างไปแล้วประมาณ 80% คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือนนี้ ทั้งนี้เมื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ ปี 2563 ตั้งเป้ายอดรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6-10 ล้านบาทต่อปี จะเพิ่มเป็น 15-20 ล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ย 2 ล้านบาท/เดือน และจะคืนทุนภายในประมาณ 5-7 ปี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทมียอดรายได้เติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 10-20% ทุกปี

“เราเป็นบริษัทเล็ก ๆ นำผักผลไม้มาแปรรูปโดยใช้เทคโนโลยีการทอดอาหารด้วยเครื่องทอดสุญญากาศ (vacuum fryer) กำลังการผลิตประมาณ 2,000 กว่าซอง/วัน เมื่อผลิตบรรจุในซองเรียบร้อยก็ส่งขายเลยไม่มีการสต๊อกสินค้า แต่เราอยากได้กำลังการผลิตที่ 5,000-10,000 ซอง/วัน เพราะที่ผ่านมาหากมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะเราไม่สามารถผลิตสินค้าให้กับลูกค้าได้ทัน เพียงแต่เพิ่มรอบการผลิตจนบางครั้งเครื่องจักรน็อกจนต้องหยุดทำงาน เรารับออร์เดอร์ขนาดใหญ่ไม่ได้เลย ออร์เดอร์ขนาดใหญ่บางครั้งมีมากถึง 5 ตู้คอนเทนเนอร์ การผลิตสินค้าขนาด 1 ตู้คอนเทนเนอร์ เราจะต้องใช้เวลากว่า 1-2 เดือน ฉะนั้นการขยายโรงงานจะสามารถผลิตสินค้าให้กับลูกค้าได้ในเวลาเพียง 10-20 วัน โดยเงินค่าก่อสร้างโรงงานกู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)” นางกัลยากล่าว

สำหรับการแปรรูปจะใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (good agriculture practices : GAP) มีหลายชนิด เช่น บร็อกโคลี มาจากจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย, กล้วย เห็ดหอม และกระเจี๊ยบ มาจากจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี หลังผ่านกระบวนการแปรรูปและบรรจุซองเก็บไว้ได้ 1 ปี โดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย โดยจะใช้วัตถุดิบเพียงตัวเดียวในแต่ละวัน เช่น หากแปรรูปกระเจี๊ยบปริมาณ 300-500 กก.ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 วันเท่านั้น เพื่อคงรสชาติของผักให้คงอยู่ หากเก็บไว้ข้ามวันแล้วมาแปรรูปคุณภาพของรสชาติจะลดลง บางครั้งผักเหี่ยวเฉาหรือใบเหลืองจะเสียรูปทรงในการแปรรูป ทั้งนี้การผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพดีถือเป็นจุดขายของแบรนด์ Pritip ที่ยังคงคุณค่าทางสารอาหารไว้ได้อย่างครบถ้วนไม่ต่างกันกับการรับประทานผักสด และถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกช่วงวัยให้
รับประทานผักและผลไม้ได้ง่ายขึ้น

นางกัลยากล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันไพรทิพได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้รับมาตรฐานอาหารฮาลาล รองรับคุณภาพสินค้าส่งขายตามร้านอาหารสุขภาพในประเทศไทย เช่น เลมอนฟาร์ม ดอยคำ ร้านอาหารสุขภาพ ตามโรงพยาบาล รวมถึงตลาดออนไลน์ทุกช่องทาง พร้อมเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) ให้กับบริษัทต่าง ๆ อีก 3-4 ราย และกำลังทำมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (hazard analysis critical control point-HACCP) เพื่อส่งออกไปอเมริกา ยุโรป รัสเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่สนใจติดต่อสั่งออร์เดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมาก

“จุดเด่นของเราคือการคงคุณภาพในการแปรรูปสินค้าไว้และซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เราเริ่มจับกลุ่มลูกค้าภายในจังหวัดนครปฐมก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่นและต่างประเทศเป็นลำดับ ผลตอบรับดีพอใช้ได้ แม้ส่วนแบ่งการตลาดเรายังน้อย แต่เราสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อแย่งสัดส่วนการตลาดได้อีกมาก เพราะหลายคนยังไม่รู้จักสินค้าเรา ที่สำคัญคือผู้บริโภคเริ่มสนใจเทรนด์อาหารสุขภาพมากขึ้น อยู่ที่ว่าใครจะจับกลุ่มลูกค้าหรือการทำการตลาดได้มากกว่ากัน ตอนนี้เราจะแพ้คนอื่นด้านการทำตลาดให้หลากหลาย เพราะเราเป็นโรงงานขนาดเล็ก มีต้นทุนค่อนข้างจำกัด”

นางกัลยากล่าวต่อไปว่า บริษัทเริ่มตั้งต้นทำธุรกิจจากวิสาหกิจชุมชน จากนั้นแยกมาจัดตั้งบริษัททำการผลิตชาใบหม่อนขาย แต่ไม่สามารถทำการต่อยอดได้ จากนั้นเริ่มเห็นโอกาสที่ จ.นครปฐม มีเกษตรกรปลูกผักเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียว มีจุดรับซื้ออยู่ที่อำเภอบางเลน ดอนตูม กำแพงแสน มีการคัดเลือกผลสดส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกจะส่งต่อให้บริษัท จึงหันมาแปรรูปผักผลไม้แทน โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียวถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีที่สุด และขายดีที่สุดเช่นกัน

สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท ธุรกิจค่อนข้างทรงตัว แต่โดยภาพรวมถือว่าธุรกิจยังเดินหน้าไปได้ โดยลูกค้าเก่าก็ยังอยู่ และมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ และยังช่วยคนในพื้นที่กว่า 10 ครอบครัวให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเป็นอาชีพเสริมก็กลายมาเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือน เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงานมีรายได้กว่า 2-3 หมื่นบาท/เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...