จี้รัฐเผย 'ชะตากรรมผู้สูญหาย-นำคนผิดดำเนินคดี' หลัง 'คดีทนายสมชาย 15 ปีไม่คืบ
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ กรุงเทพฯ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดงานเสวนา “15 ปีสมชายและเสียงจากผู้สูญหาย” เนื่องในวันครบรอบ 15 ปี ที่นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ดำเนินรายการโดยนายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
โดยนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไปหลังจากถูกพาตัวไปจากรถยนต์ส่วนตัว โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่กรุงเทพมหานคร และไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเป็นเวลา 15 ปี นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (UN WGEID) ยังได้บันทึกและส่งต่อกรณีที่มีการกล่าวหา ว่ามีการบังคับให้บุคคลสูญหายทั้งสิ้น 90 คดีในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีอีก 82 คดีที่ยังค้างอยู่ ทั้ง กรณีของนายพอละจี บิลลี่ รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายกะเหรี่ยง ซึ่งถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายว่าอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และกรณีของนายทนง โพธิ์อ่าน อดีตประธานสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่ถูกลักพาตัวไปในปี พ.ศ. 2534 และยังมีอีกหลายกรณีที่มีผู้สูญหายแต่ไม่มีใครได้ยิน
นางอังคณา นีละไพรจิตร ภรรยานายสมชาย นีลไพรจิตร ผู้สูญหาย กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่สืบสวนคดีจนกว่าจะเจอผู้สูญหาย รัฐไม่สามารถยุติการสืบสวนสอบสวน การยืนยันการนำคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมไม่อาจละเว้นได้ แม้ผู้ทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับใดก็ตาม รวมถึงสิทธิที่จะสร้างความจริงของเหยื่อ เพื่อเยียวยา และทำให้ครอบครัวของเหยื่อพ้นจากความทรมานต่อชะตากรรม
“เรายังรอคอยความยุติธรรม รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญ มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ เข้าข้างประชาชน” นางอังคณา กล่าว และว่า สิ่งที่เหยื่อและครอบครัวต้องการคือความรับผิดชอบของรัฐจากการเปิดเผยที่อยู่ และชะตากรรมของผู้สูญหาย และการสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีใครสูญหายอีก น่าเสียใจว่านอกจากการสูญหายของนายสมชาย ยังได้ยินเหยื่อของผู้สูญหายอีกหลายราย ทุกสิ่งที่ได้ทำไป 15 ปีที่ผ่านมา จะทำให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่า เห็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ด้านนายอดิศร โพธิ์อ่าน กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายแรงงานและประกันสังคมเพราะนายทนง โพธิ์อ่าน เนื่องจากเป็นผู้นำแรงงานที่มีบทบาทสูงมากในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
“พ่อของผมถูกอุ้มหายไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2534 หลังจากนั้นครอบครัวก็เหมือนตกนรก จากชีวิตที่เคยดีก็พังทุกอย่างเพราะหัวหลักไม่อยู่ ผมไม่ได้เรียนหนังสือ น้องคนกลางเป็นเนื้องอกในสมอง คุณแม่เป็นพยาบาลได้เงินเดือน 8,000 บาท ต้องมาเลี้ยงลูกถึง 3 คน ตกนรกมาถึง 12 ปี ทั้งที่มีข้อมูลหลักฐานทุกอย่าง ถามว่ารัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาอะไรหรือไม่ ล่าสุดเมื่อเดือนก่อนมีกระทรวงยุติธรรมติดต่อเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ จึงตอบกลับไปว่า ควรช่วยผมในวันที่ผมลำบาก ไม่ใช่เอาข้าวมาให้กินในวันเขาอิ่มแล้ว วันนี้สิ่งที่ต้องการคือนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ อย่างอื่นไม่เอาแล้ว” นายอดิศรกล่าว และว่า ขณะนี้ตนได้ลงสมัคร ส.ส. เขตดินแดง-ห้วยขวาง พรรคอนาคตใหม่ โดยถ้าได้เป็นรัฐบาล ก็จะผลักดันกฎหมายผู้สูญหายและผู้ถูกกระทำ และเชื่อว่าจะช่วยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
จากนั้นมีการศิลปะแสดงสด หรือเพอร์ฟอร์มานซ์อาร์ต โดยนายจิตกร แก้วอะโข ซึ่งจัดแสดงบริเวณด้านหน้าของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ โดยมีเนื้อหาพูดถึงบุคคลที่หายไป พร้อมทั้งให้ผู้ชมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางทีมงานได้มีการเตรียมภาพของผู้สูญหายมาติดไว้ตามจุดต่างๆ รอบบริเวณในระยะ 200 เมตร ให้ผู้ชมใช้วัตถุ 2 อย่าง ที่เตรียมไว้ คือ ถุงมือและกล้องส่องทางไกล ในการสอดส่องหาผู้สูญหาย ดูว่าสิ่งที่แปลกปลอมจากสภาพปกติคืออะไรบ้าง และบุคคลที่เจอเป็นใคร
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการภาพวาด ภาพเหมือนผู้สูญหายและวาดตามคำบอกเล่าของญาติ โดยนายจิตกร แก้วอะโข และศิลปินรับเชิญ นายชุมพล คำวรรณะ อีกด้วย