โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หยุดปีใหม่ดูอะไร 5 เซ็ตซีรีส์ Binge-watch ไปข้ามปีเลยพี่จ๋า

The MATTER

เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2561 เวลา 12.20 น. • Rave

เผลอแป๊ปเดียวก็เข้าช่วงหยุดยาวกันอีกแล้ว คนที่อยากอยู่บ้านไม่อยากออกไปไหน เอนจอยการนั่งๆ นอนๆ กลิ้งเกลือกอยู่บ้านไม่รู้จะทำอะไรก็กดอินเทอร์เน็ตหาอะไรรับชมในช่วงวันหยุดกัน

คราวนี้เราจัดธีมในการ Binge Watch เป็น 'เซ็ต' ในลักษณะแบบเซ็ตอาหารโปรโมชั่น แม้จะมีเซ็ตไม่เยอะนัก แต่จำนวนซีรีส์ที่เราพูดถึงก็สามารถละลายเวลาในช่วงวันหยุดยาวของคุณไปได้โขเลยทีเดียว แต่จะมีเซ็ตอะไรกันบ้าง ไปดูกัน

เซ็ตย้อนวัยเอาใจเด็ก 80-90

Jojo's Bizarre Adventure + Full House + Meteor Garden: 7 วัน 4 ชั่วโมง

คนรุ่นนี้ได้กลายเป็นมนุษย์ทำงานและมีกำลังซื้อสูงไม่เบา เราเลยได้เห็นบริการรับชมรายการออนไลน์เอาคอนเทนต์ที่ชวนให้ระลึกถึงวัยเด็กวัยรุ่นมาให้เห็นกันเพียบ บางเรื่องอาจเป็นการสร้างใหม่บ้าง แต่บางเรื่องก็เป็นการเอาเวอร์ชั่นดั้งเดิมกลับมาฉายอีกครั้ง เราเลยหยิบยกเอาซีรีส์ที่ดูแล้วระลึกความหลังมาให้ชมกัน

เราหยิบยกตัวแทนของซีรีส์สามประเทศ สามรสชาติ เรื่องแรกเป็นการ์ตูนที่ตอนนี้ก็ยังไม่จบอย่าง โจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ ที่เพิ่งเริ่มทำอนิเมชั่นชุดใหม่ในปี 2012 ที่ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับแบบสุดๆ คุณจะได้ติดตามชมชีวิตของตระกูลโจสตาร์ที่ต้องเกี่ยวดองกับหน้ากากศิลาที่สร้างผีดิบขึ้นมาบนโลก โดยเฉพาะผีดิบที่ชื่อว่า ดีโอ บรันโด ที่ทำให้ตระกูลนี้ต้องเดือดร้อนกันหลายชั่วคน

เรื่องที่สองเป็นตัวแทนซิตคอมจากอเมริกาเรื่อง Full House ที่เคยฉายทางเคเบิลทีวี IBC สมัยก่อน ที่เล่าเรื่องของ พ่อม่ายลูกสาม ที่ตัดสินใจเปิดบ้านให้น้องเขยและเพื่อนมาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันเพื่อช่วยกันดูแลครอบครัวในบ้านหลังใหญ่ ตัวซีรีส์สร้างชื่อให้นักแสดงทั้งผู้ใหญ่และเด็กหลายคน อาทิ Mary-Kate กับ Ashley Olsen ก่อนที่พวกเธอจะผันไปทำธุรกิจแฟชั่นเต็มตัวในภายหลัง (และเป็นพี่สาวของ ElizabethOlsen หรือ Scarlet Witch ของฝั่ง MCU ด้วย)

เรื่องที่สามก็คือ Meteor Garden หรือที่บ้านเราจะคุ้นกันในชื่อ รักใสๆ หัวใจสี่ดวง ฉบับปี 2001-2002 ที่ก่อปรากฎการณ์ F4 ไปทั่วทั้งเอเซีย กับการลุ้นว่า ซานไช่ จะลงเอยกับ ฮวาเจ๋อเล่ย หรือ เต้าหมิงซื่อ กันแน่ และในช่วงนั้นเพลง หลิวซิงหยี่ (Liu Xing Yu) ที่เป็นเพลงประกอบละครก็ถูกเปิดไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ความยาวของทั้งสามซีรีส์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 วัน 4 ชั่วโมง (โจโจ้ฯ 4 ภาค 113 ตอน - 2,825 นาที, Full House 8 ซีซั่น - 4,800 นาที, Meteor Garden 45 ตอน - 2,700 นาที) โชคดีนิดหน่อยที่ทั้งสามเรื่องนี้สามารถดูได้จบในแอพพลิเคชั่นเดียวก็คือ Netflix ถ้าคุณไม่มีแผนไปไหนช่วงหยุดยาว ก็จัดลิสต์รายการแล้วหาของกินมานั่งๆ นอนๆ ย้อนวัยกันได้เลย

เซ็ตรีเมก / ตีความใหม่

Riverdale, Chilling Adventures of Sabrina, She-Ra and the Princess of Power, Megalo Box, SSSS.Gridman: 2 วัน 21 ชั่วโมง

ซีรีส์เซ็ตที่สองที่ขอแนะนำให้นั่งดูกันในช่วงวันหยุดก็จะเป็น ซีรีส์ที่รีเมก หรือไม่ก็ตีความใหม่ ให้เนื้อเรื่องมันแซ่บขึ้น สมเหตุสมผลมากขึ้น มีความหลากหลายของตัวละครในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ไม่ได้เล่าแบบขาวเป็นขาว ดำเป็นดำเหมือนสมัยก่อน เซ็ตนี้เราเลือกมาทั้งแบบซีรีส์และอนิเมชั่นมาให้ชมกัน เพราะว่าตัวต้นฉบับของทั้งสี่เรื่องที่เราเลือกมานั้นเป็นการ์ตูนมาก่อน (กับหนึ่งหนังแปลงร่าง ที่บางบ้านก็มองว่านี่คือการ์ตูนแบบนึง)

เรื่องแรกคือ Riverdale ที่จับเอาตัวละครของ Archie Comics ที่ออกจะเป็นแนวชิลๆ ชิคๆ มาปรับมู้ดใหม่กลายเป็นแนวดราม่าลึกลับ แถมยังมีคดีฆาตกรรมอีกต่างหาก ซีรีส์ออกอากาศมาแล้วสองซีซั่น ณ ตอนที่เขียนบทความกำลังฉายฉายซีซั่นสามอยู่ แต่เพื่อความสมบูรณ์ในการดูเราจะนับเวลาชมเป็นจำนวน 35 ตอนก่อนนะ

เรื่องที่สองก็คือ Chilling Adventures of Sabrina ที่ดัดแปลงจาก Sabrina the Teenage Witch ซึ่งเดิมทีก็เคยเป็นการ์ตูนของ Archer Comics เช่นกัน แต่หลายคนจะจดจำตัวละครลูกครึ่งแม่มดได้จากทีวีซีรีส์ที่เคยออกฉายในช่วงยุค 1990s เหมือนกับ Riverdale ตรงที่ ซีรีส์ฉบับใหม่นั้นดาร์กขึ้น น่ากลัวขึ้น เดิมทีตัวซีรีส์จะเชื่อมกับจักรวาลของเรื่อง Riverdale เพราะทีมงานกับกองถ่ายใช้ชุดเดียวกัน แต่สถานการณ์อาจปลี่ยนไปเพราะ Chilling Adventures of Sabrina ไม่ได้ลงฉายทางโทรทัศน์ช่องเดียวกับ Riverdale ตามแผนดั้งเดิม ถึงอย่างนั้นก็ดูว่าทีมผู้สร้างก็อยากจะให้มาครอสโอเวอร์กันอยู่แหละ

เรื่องที่สาม ขยับจากซีรีส์คนแสดงมาเป็นอนิเมชั่นที่ตีความใหม่จากฉบับเดิมอย่างเรื่อง She-Ra and the Princess of Power ที่ในฉบับออกฉายใหม่ ยังเก็บโครงเรื่องเดิมเอาไว้ที่ อะดอรา เคยเป็นหัวหน้าหน่วยกวาดล้างกลุ่มต่อต้านบนดวงดาวเอเธเรีย แต่เมื่อเธอได้รับดาบวิเศษและรู้ความจริงของกองทัพปิศาจที่เธอรับใช้ เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมฝ่ายต่อต้าน ซึ่งในฉบับใหม่นี้ อะดอร่า ไม่ได้สลับฝั่งแบบทันทีทันใด แต่ใช้เวลาทำความรู้จักฟากฝั่งใหม่ก่อนที่เธอะจะกลายเป็น เจ้าหญิงชีร่า ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องคนบริสุทธิ์ที่ต้องการความช่วยเหลือ

เรื่องที่สี่คือ Megalo Box อนิเมะแนวหมัดมวย ซึ่งเป็นการตีความ โจ สิงห์สังเวียน หรือ Ashita No Joe เนื่องในโอกาสที่ตัวมังงะต้นฉบับนั้นมีอายุครบรอบ 50 ปี ฉบับนี้ปรับภูมิทัศน์เป็นโลกอนาคต แต่ยังคงเล่าเรื่องของนักมวยระดับเบี้ยล่างที่หาญกล้าท้าแชมป์ของการแข่งขันมวยติดแขนกลหรือว่า Megalo Box และเจ้าตัวท้าทายสังเวียนดังกล่าว ด้วยการไม่ติดแขนกลหรืออุปกรณ์เสริม เพื่อพิสูจน์ให้ผู้คนได้รู้ว่ากำปั้นลูกผู้ชายของแท้ยังคมและมีคุณค่าอยู่

เรื่องสุดท้ายคือ SSSS.Gridman ที่ในตอนแรกก่อนจะฉายคนก็คิดว่าเป็นเพียงการจับเอาหนังแปลงร่างมาตีความใหม่ แต่เมื่ออนิเมะเรื่องนี้ฉายจริงก็ทำให้เห็นว่า กริดแมน ภาคใหม่นี้เป็นอาศัยการเล่าเรื่องตามธรรมเนียมเดิม แต่เรื่องราวในฉบับใหม่ นอกจากจะหยอกล้อแนวคิดของหนังแปลงร่างอย่างการที่อยู่ๆ เมืองก็ซ่อมเสร็จหลังขึ้นตอนใหม่ กลายเป็นการตีความว่าการที่สัตว์ประหลาดบุกเมืองอาจเป็นความประสงค์ของผู้มีพลังดุจพระเจ้า และอาจจะมีแค่กริดแมนที่สามารถทำลายวงจรพิสดารนี่ได้

สี่เรื่องแรกสามารถหาชมได้ทาง Netflix ส่วนเรื่องสุดท้ายรับชมได้ผ่านแอพพลิเคชั่น Flixer

เซ็ตชวนหิว

Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman, Ramen Loving Girl, Let's Eat: 2 วัน 7 ชั่วโมง 50 นาที

ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติเราก็คงพยายามเลี่ยงการรับชมรายการที่มีอาหารดูอร่อยๆ แต่พอมาในช่วงหยุดยาว การรับชมรายการแบบนี้ก็เป็นทุกรกิริยาที่แสนบันเทิงอย่างหนึ่ง เซ็ตนี้เราคัดมาแค่สามเรื่อง แต่มาแบบเน้นๆ ของคาว ของหวาน และฉากการกินที่แค่ดูก็อยากจะขย้ำของที่อยู่ในหน้าจอให้หมด

เริ่มกันด้วยซอฟต์ๆ กับซีรีส์เน้นของหวานจากญี่ปุ่นอย่าง Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman ที่ The MATTER ก็เคยแนะนำมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ว่าร้านของหวานมีสถานที่อยู่จริง การดูเรื่องนี้จึงไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกหิวเท่านั้นแต่จะทำให้คุณมีไฟจัดคิววางแผนสร้างทริปโซ้ยขนมขึ้นมาอีกต่างหาก

ตามติดด้วยซีรีส์ Ramen Loving Girl ซีรีส์ขนาดไม่ยาวแค่ 4 ตอนสั้นๆ กับ 2 ตอนยาวหน่อย แต่ทุกตอนจะพาคุณไปรู้จักราเมงในญี่ปุ่นมากขึ่้น แถมยังพาไปร้านดังๆ หลายร้าน กับฉากกินฟินๆ อีกต่างหาก

สุดท้ายซีรีส์ที่เราขอแนะนำให้ติดตามความอร่อยก็จะเป็นซีรีส์เกาหลี Let's Eat แม้ว่าแต่ละภาคจะเปลี่ยนแปลงนางเอกไปตามท้องเรื่อง แต่พระเอกอย่างกูแดยองยังคงเป็นยอดนักกินอยู่เช่นเดิม และไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆ ฉากตอนทำอาหารและฉากโซ้ยของอร่อยก็ทำออกมาให้คนดูรู้สึกอยากจะจิกหมอนแทนของกินไปเลย แต่ภาค 3 จบแบบค้างคาไปหน่อย (เพราะพระเอกในเรื่องไปเกณฑ์ทหารในชีวิตจริง) …หรืออาจจะเป็นโชคดีที่เราอิจฉาฉากกินอาหารลดน้อยไปนิดนึงดีนะ

ซีรีส์ Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman กับ Let's Eat สองภาคแรก หาดูได้ทาง Netflix ส่วน Ramen Love Girl กับ Let's Eat ภาค 3 ตอนนี้หาดูได้ทาง VIU จ้ะ สรุปเวลาโดยเฉลี่ยของเซ็ตนี้อยู่ที่ 2 วัน 7 ชั่วโมง 50 นาที

เซ็ตพักสมอง

Friends, Brooklyn Nine-Nine, Gintama: 7 วัน 8 ชั่วโมง 30 นาที

หยุดยาวทั้งที ไม่อยากคิดอะไรมาก น่าจะเป็นห้วงคำนึงของใครหลายๆ คน เราเลยคิดเซ็ตซีรีส์ที่เหมาะกับคนที่อยากจะทิ้งสมองเอาไว้ ณ หน้าจอ กับเรื่องแนวเฮฮาปาจิงโกะ อาจจะมีดราม่าบ้าง แต่ก็เข้าลูปเฮฮาได้อย่างรวดเร็ว ชวนสงสัยว่าคิดอะไรตอนเขียนบทกันน่ะ

เรื่องแรกถือว่าเป็นตัวแทนของซิตคอมยุค 1990s อย่างเรื่อง Friends ที่เล่าเรื่องเพื่อนหกคนที่หาความปกติไม่ค่อยเจอ ซึ่งทุกคนก็พยายามพัฒนาตัวเองทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน แต่ระหว่างทางก็จะป่วนๆ หน่อย เรื่องที่สองกับ Brooklyn Nine-Nine ซีรีส์แนวตลกหน้าตายที่ตอนนี้ฉายจนครบจบซีซั่นที่ห้าแล้ว ซึ่งแต่ละตอนก็ชวนให้คิดว่า พวกพี่จะชงมุกกันแบบนี้จริงๆ เหรอ สุดท้ายกับ Gintama ที่ใครหลายคนอาจจะคุ้นเคยแล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยใน Netflix ก็มีสองซีซั่นแรกให้คนที่ไม่เคยดูได้ลองทิ้งสมองไว้ก่อนรับชมเช่นกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดที่แล้วคุณจะได้พักสมองไปได้เฉลี่ยราวๆ 7 วัน 8 ชั่วโมง 30 นาที เลยทีเดียวเชียว

เซ็ตเตรียมตัวดูภาคจบ (หวังว่า)

Game of Thrones, A Series of Unfortunate Events, Homeland: 6 วัน 6 ชั่วโมง 30 นาที

เซ็ตสุดท้ายของการแนะนำครั้งนี้ เหมาะสำหรับวันหยุดปลายปี 2018 โดยเฉพาะ เพราะมันคือเซ็ตซีรีส์ที่เขา (ทีมสร้าง) บอกว่าจะอวสานแล้วในปี 2019 เพราะงั้นวันหยุดทิ้งท้ายปีก็เหมาะจะไปย้อนระลึกความหลังว่าซีรีส์พวกนี้เดินเรื่องไว้ถึงไหนแล้ว

เรื่องแรกก็ต้องไม่พ้น Game Of Thrones ที่หลายคนอยากจะรู้ชะตากรรมของอาณาจักรเวสเทอรอสว่าจะจบลงแบบไหน ชีวิตของแม่มังกรจะลงเอยยังไง จอน สโนว์ จะ know anything บ้างไหม ก่อนที่หกตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้จะมาถึงในปี 2019 ก็ย้อนกลับไปดู 7 ซีซั่นแรกผ่าน AIS Play กันได้อยู่ล่ะ

เรื่องที่สอง A Series of Unfortunate Events หรือ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย ที่ทาง Netflix จับมาทำเป็นซีรีส์ที่คอนข้างจะตรงกับวรรณกรรมต้นฉบับ และปล่อยความซวยให้เด็กๆ ในเรื่องอย่างต่อเนื่องมา 2 ซีซั่นแล้ว แต่เด็กๆ จะหลุดพ้นโชคร้ายในเรื่องได้อย่างไรก็รอลุ้นตอนจบกันได้ ส่วนเรื่องสุดท้ายคือซีรีส์แนวสายลับหักมุมชวนให้คิดว่าใครเป็นใครกันแน่อย่าง Homeland ที่เดินที่ทางมาไกลถึง 7 ซีซั่น และจะเข้าสู่บทสุดท้ายของเรื่องในปี 2019 ซึ่งถ้าดูทุกเรื่องจนถึงตอนล่าสุดเท่าที่ฉายในอเมริกาจะได้ค่าเฉลี่ยประมาณ 6 วัน 18 ชั่วโมง 30 นาที

ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกดูซีรีส์ยาวๆ แบบไหน ก็อย่าลืมเตรียมของกินและสภาพร่างกายกันให้พร้อม แล้วก็อย่าดูเพลินกันจนลืมพักผ่อนก่อนจะถึงวันกลับมาทำงานด้วยล่ะ ขอให้มีความสุขในวันพักผ่อน

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...