โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ป่วย "ไข้เลือดออก"พุ่ง ครึ่งปี66 พบแล้ว 27,000 คน สูงกว่าปีก่อน 3 เท่า

The Better

อัพเดต 06 ก.ค. 2566 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 05.33 น. • THE BETTER
กรมควบคุมโรค เผยครึ่งปี 2566 พบผู้ป่วย “ไข้เลือดออก” ในไทยสะสมกว่า 27,000 คน พุ่งสูงกว่าปีก่อน 3 เท่า พร้อมเผยอาการเสี่ยง 

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ "โรคไข้เลือดออก" ในประเทศไทย ตั้งแต่ในวันที่ 1 มกราคม - 28 มิถุนายน 2566 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 27,377 คน สูงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันเกือบ 3 เท่า และมีรายงานผู้เสียชีวิตเข้าระบบการเฝ้าระวังเหตุการณ์ 33 ราย ตั้งแต่เดือน มิถุนายน พบผู้ป่วยสัปดาห์ละ 1,500-2,400 คน เสียชีวิตสัปดาห์ละ 1-3 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี พบอัตราป่วยสูงสุดในภาคใต้ กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ตามลำดับ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งพบผู้ป่วย 9,736 ราย อัตราป่วย 17.46 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 7 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.09 จำนวนผู้ป่วยสูงกว่าถึง 3 เท่า ทั้งยังมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้เสียชีวิตสะสมพบทั้งกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ กรณีที่เคยป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว หากป่วยอีกอาการจะไม่รุนแรงนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากเชื้อไวรัสเดงกีที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละปีสายพันธุ์ที่ระบาดอาจแตกต่างกัน การติดเชื้อครั้งแรกอาการอาจจะไม่รุนแรงมากนักแต่การติดเชื้อครั้งที่สอง อาจมีอาการรุนแรงขึ้นในทุกสายพันธุ์ โดยเฉพาะหากเป็นการติดเชื้อคนละสายพันธุ์กับครั้งแรก

ด้าน นพ.โอภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเสริมว่า อาการป่วยของตนเองและคนในครอบครัว หากพบมีไข้สูงเฉียบพลัน และสูงลอยมากกว่า 2-7 วัน ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก บางรายอาจมีเลือดออก เช่น มีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ เนื่องจากเลือดออกในกระเพาะอาหาร ผู้หญิงมีประจำเดือนนานผิดปกติ เมื่อไข้สูงติดต่อกัน 7 วัน ไข้ก็ลดลง กรณีเด็กที่เป็นไข้เลือดออก อาจมีอาการเบื่ออาหาร ทานไม่ค่อยลง บางคนปวดท้อง โดยเฉพาะชายโครงด้านขวาหากมีตับโตร่วมด้วย แต่จะไม่มีอาการทางเดินหายใจ ทำให้เราแยกอาการของโรคได้จากไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งมีอาการเด่น คือ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และมีไข้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยทันที และห้ามซื้อยากินเอง โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโครฟิแนค แอสไพริน รวมถึงยาชุดแก้ปวด ซึ่งมีผลทำให้เลือดออกในช่องทางเดินอาหารและยากต่อการรักษา เสี่ยงต่อการเสียชีวิต พร้อมทั้งป้องกันจากการถูกยุงกัด เช่น ทายากันยุงหรือนอนในมุ้ง กำจัดแหล่งวางไข่ยุงลายภายในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้าน ยึดหลัก 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค ได้แก่ เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง, เก็บน้ำ โดยปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์พร้อมขัดขอบภาชนะเพื่อกำจัดไข่ยุงลาย และเก็บขยะบริเวณรอบบ้าน ปรับปรุงสภาพแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายได้ทั้ง 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางกระทรวงสาธารณสุข โดย กรมควบคุมโรค ได้เพิ่มกลยุทธ์ เพื่อควบคุมจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกในประเทศ เน้นการรณรงค์ป้องกันก่อนเกิดโรคเพื่อเปลี่ยนความคิดคนไทยให้รู้เท่าทันภัยร้ายของไข้เลือดออก โดยเริ่มต้นจากการดูแลตนเอง อีกทั้งผนึกกำลังภาคีรัฐและเอกชน ชูนวัตกรรมเพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันการเสียชีวิตจากไข้เลือดออก ซึ่งล่าสุดผนึกกำลังกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ ร่วมควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยความร่วมมือของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่เป็นกลุ่มป่วยสูงสุด ซึ่งนอกเหนือจากการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนแล้ว

นอกจากนี้ ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก มี 2 ชนิด ซึ่งเป็นชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อเป็น คือ วัคซีนชนิดที่ 1 มีแกนหลักเป็นไวรัสไข้เหลือง มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกทุกสายพันธุ์ 65% ป้องกันป่วยนอนโรงพยาบาล 80% ใช้ได้เฉพาะคนที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน ทั้งจากประวัติและผลการตรวจเลือดยืนยันเท่านั้น ส่วนวัคซีนชนิดที่ 2 มีแกนหลักเป็นไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ 2 มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกทุกสายพันธุ์ 80% ป้องกันป่วยนอนโรงพยาบาล 90% สามารถฉีดได้ทั้งคนที่เคยติดเชื้อและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน วัคซีนนี้ห้ามใช้ในผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยาสเตียรอยด์เกิน 20 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ติดเชื้อ HIV ระยะมีอาการ หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ดังนั้นการจะรับวัคซีนนั้นต้องปรึกษาแพทย์ก่อน สำหรับประเทศไทยมีวัคซีนชนิดที่ 1 ใช้อยู่ ส่วนชนิดที่ 2 คาดว่าจะมีการใช้ในประเทศในเวลาอันใกล้นี้”

ทั้งนี้การวินิจฉัยที่รวดเร็วยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ชุดตรวจโรคไข้เลือดออกชนิดรวดเร็ว (Dengue Rapid Diagnosis Test) ทำให้วินิจฉัยผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกได้เร็วขึ้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊กกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(https://www.facebook.com/profile.php?id=100068069971811&locale=th_TH) สายด่วนกรมควบคุม โทร.1422

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...