โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดที่มาชุดนักเรียนแต่ละชาติ สะท้อนสังคมไทย ควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้?

AGENDA

เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2566 เวลา 14.22 น.

เปิดที่มาชุดนักเรียนแต่ละชาติสะท้อนสังคมไทย ไปต่อ หรือ พอแค่นี้?

.

‘ชุดนักเรียน’ เกิดขึ้นมานานนับหลายร้อยปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘เครื่องแบบ’ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของนักเรียนในชาตินั้นๆ เพื่อสร้างค่านิยมให้คนที่ใส่ชุดนักเรียนเป็นผู้ที่มีความรู้ในสิ่งที่ได้เล่าเรียน และแสดงถึงการเป็นคนที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สามารถเข้าถึงความเจริญของสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน

.

แต่ ณ ปัจจุบัน สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับชุดนักเรียนอีกครั้ง จากกระแสที่การเรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับแต่งชุดนักเรียน จนกลายเป็นที่พูดถึงในสังคม ที่คนส่วนหนึ่งสนับสนุนกระทำการเชิงสัญลักษณ์ที่มีจุดยืนชัดเจน และสะท้อนปัญหาของชุดนักเรียนทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย รวมถึงการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิของความเป็นนักเรียน

.

ในขณะเดียวกัน ก็มีคนที่มองว่าการเรียกร้องดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่มีความก้าวร้าว ไม่เหมาะสมต่อบริบทและวัฒนธรรมของสังคมไทย รวมถึงมองว่าชุดนักเรียนมีความเหมาะสมในฐานะที่เป็นเครื่องแบบที่มีความเท่าเทียม ไม่เกิดการแบ่งแยก และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นนักเรียนได้ชัดเจนอยู่แล้ว

.

นอกจากปัญหาการบังคับแต่งชุดนักเรียนในไทยแล้ว เมื่อสำรวจการแต่งชุดนักเรียนของประเทศต่างๆ พบว่ามีที่มาที่ไปและแนวคิดในการแต่งชุดนักเรียนที่แตกต่างกัน และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สะท้อนให้เห็นว่า ชุดนักเรียนก็ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

.

#Agenda ชวนดูที่มาชุดนักเรียนของแต่ละชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

.

ไทย 🇹🇭

.

ราคาชุดนักเรียนเฉลี่ย 2,131 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อครัวเรือน 4,851 บาทต่อปี

.

ชุดนักเรียนของไทยเริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี ค.ศ.1885 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเจริญให้กัยประเทศจากอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ ซึ่งในยุคแรกจะใส่หมวกฟาง เสื้อราชปะแตนสีขาว กางเกงขาสั้น ถุงเท้า และรองเท้า จนถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการออก พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2482 ที่กำหนดระเบียบการแต่งกายชุดนักเรียนของนักเรียนชายและหญิงอย่างเข้มงวด

.

ล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้ใช้กฎระเบียบการแต่งกาย ตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่างๆ ซึ่งในปี ค.ศ.2023 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของชุดนักเรียนไทยจะอยู่ที่ชุดละ 2,131 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงถึง 40,090 บาทต่อปี ทำให้ชุดนักเรียนถือเป็นค่าครองชีพในส่วนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

.

แม้จะเคยมีการผ่อนปรนกฎระเบียบการแต่งกาย ที่หลายโรงเรียนอนุญาตให้ใส่ชุดไปรเวทหรือชุดพละ แทนการใส่ชุดนักเรียนในบางวัน แต่กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อมีเยาวชนออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการแต่งชุดนักเรียน เพราะให้เหตุผลว่าชุดนักเรียนคือสัญลักษณ์ของการกดขี่ทางอำนาจนิยมของผู้ใหญ่ และต้องการยกเลิกชุดนักเรียนเพื่อใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนแทน

.

ญี่ปุ่น 🇯🇵

.

ราคาชุดนักเรียนเฉลี่ย 9,809 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อครัวเรือน 22,788 บาทต่อปี

.

ค่านิยมของการแต่งชุดนักเรียนในญี่ปุ่น เกิดขึ้นในสมัยการปฏิรูปของจักรพรรดิเมจิ ในช่วงปี ค.ศ.1879 ซึ่งถอดแบบมาจากเครื่องแบบทหารเรือตะวันตก โดยนักเรียนชายจะใส่ชุด ‘กักคุรัน’ ที่หลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หรือชุดพื้นเมืองอย่างฮากาตะ ในขณะที่นักเรียนหญิงเดิมใส่ชุดกิโมโน แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใส่ชุดที่เรียกว่า ‘เซราฟุกุ’ ที่เป็นต้นแบบของตัวการ์ตูน ‘เซเลอร์มูน’ นั่นเอง

.

การเปลี่ยนแปลงของชุดนักเรียนญี่ปุ่นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการควบคุมอย่างเข้มงวดกับชุดนักเรียนด้วยค่านิยมความรักชาติในช่วงสงครามโลก จนเกิดการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎดังกล่าว ทว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ชุดนักเรียนญี่ปุ่นก็ถูกปรับให้ดูดีมีสไตล์ มีความทันสมัย สามารถสวมใส่ได้สะดวกสบาย เหมาะแก่การเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยดึงดูดเด็กนักเรียนให้สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนได้มากขึ้น

.

ชุดนักเรียนญี่ปุ่นยังถือเป็นเทรนด์แฟชั่นแห่งยุค ที่ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปหลายวง รวมถึงในสื่อบันเทิง การ์ตูน กระทั่งในปี ค.ศ.2019 หลายโรงเรียนในญี่ปุ่นอนุญาตให้นักเรียนสามารถเลือกใส่ชุดแบบไม่คำนึงเพศ หรือ ‘Unisex’ เป็นทางเลือกในการแต่งกายชุดนักเรียนมากขึ้น

.

จีน 🇨🇳

.

ราคาชุดนักเรียนเฉลี่ย 2,429 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อครัวเรือน 11,981 บาทต่อปี

.

ในอดีตชุดนักเรียนของจีน มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ต่างๆ แต่ยังไม่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ.1901 ปลายสมัยราชวงศ์ชิง ชุดนักเรียนจีนจะประกอบด้วยหมวกทรงกลม แจ็กเก็ตแบบทางการ และชุดกระโปรงคล้ายชาวแมนจู ก่อนเกิดการปฏิวัติซินไฮ่ในปี ค.ศ.1911 ที่ชุดนักเรียน ‘จงซาน’ ได้รับความนิยม และกลายเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาชนจีนยุคนั้นในเวลาต่อมา

.

อิทธิพลของสหภาพโซเวียตที่เผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าสู่จีน ส่งผลให้จีนเริ่มการ ‘ปฏิวัติวัฒนธรรม’ ขึ้นทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่การแต่งกาย ที่ชุดนักเรียนได้รับอิทธิพลจากสงครามทั้งในและนอกประเทศ จึงเกิดเป็นชุดนักเรียนแบบทหาร ที่มีความทนทานและใช้งานได้นาน จนกระทั่งช่วงปี ค.ศ.1930 เทรนด์การแต่งตัวด้วยชุด ‘กี่เพ้า’ ในชีวิตประจำวันไปเรียน ก็กลายเป็นแฟชั่นที่ครองใจสาวจีนมาจนถึงปัจจุบัน

.

จนถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนเป็นชุด “เมี่ยนโข่วไต้” หรือ ชุดพละ ที่มีความคล่องตัว สะดวกสบาย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เกิดกระแสที่วิจารณ์ชุดนักเรียนที่มีเทอะทะของชุด และไม่สวยงาม แต่รัฐบาลกลับมองว่าเป็นการสร้างค่านิยมความสามัคคีและเท่าเทียมกัน และต้องการคงระเบียบดังกล่าวไว้ต่อไป

.

สหรัฐอเมริกา 🇺🇸

.

ราคาชุดนักเรียนเฉลี่ย 6,959 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อครัวเรือน 52,021 บาทต่อปี

.

แนวคิดการแต่งชุดนักเรียนในสหรัฐฯ เกิดขึ้นได้ไม่นาน โดยเริ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1980 ที่หลายโรงเรียนในวอชิงตัน ดี.ซี. เช่น โรงเรียนสอนศาสนาและโรงเรียนเอกชน ได้ริเริ่มการนำชุดนักเรียนมาใช้โดยใช้รูปแบบที่คล้ายคลึงกับชุดนักเรียนของอังกฤษ จนกระทั่งได้รับความนิยมไปสู่โรงเรียนของรัฐทั่วประเทศมากขึ้น โดยคิดเป็น 19% ของโรงเรียนรัฐบาลทั้งหมดที่มีการกำหนดให้แต่งชุดนักเรียน

.

รวมถึงบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวสนับสนุนแนวความคิดการแต่งเครื่องแบบนักเรียนในโรงเรียนรัฐ ช่วยลดอาชญกรรมและการบูลลี่ในโรงเรียน ทำให้มีโรงเรียนรัฐที่กำหนดชุดนักเรียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3 ในปี ค.ศ.1996 เป็นร้อยละ 25 ในปี ค.ศ.2010 จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกา ก็ได้ออกคู่มือพิเศษเกี่ยวกับข้อแนะนำในการแต่งชุดนักเรียนอีกด้วย

.

อังกฤษ 🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿

.

ราคาชุดนักเรียนเฉลี่ย 4,260 บาทต่อคน จากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อครัวเรือน 74,879 บาทต่อปี

.

อังกฤษถือเป็นชาติแรกของโลกที่ริเริ่มการแต่งชุดนักเรียน มีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ.1222 ที่นักเรียนในสมัยนั้นสวมชุดคล้ายเสื้อคลุมที่เรียกว่า ‘Cappa Clausa’ จนถึงสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ชุดนักเรียนกลายเป็นชุดสำหรับนักเรียนที่มีฐานะยากจน เพื่อเป็นการแยกออกจากนักเรียนที่มีฐานะร่ำรวย

.

จนมาถึงช่วงศตวรรษที่ 16 เครื่องแบบของโรงเรียน Christ's Hospital ที่มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงิน หรือ ‘Blue Coat’ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นสีที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายสำหรับการนำมาย้อมผ้า จนถึงปี ค.ศ.1870 มีการออกระเบียบการศึกษาชั้นต้น นับเป็นระเบียบการแต่งกายเป็นครั้งแรกของโลก แต่เมื่อเกิดสงครามโลกและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แนวคิดในการแต่งชุดนักเรียนของอังกฤษก็เปลี่ยนไป

.

หลังปี ค.ศ.1960 ชุดนักเรียนถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีราคาฟุ่มเฟือยและถูกผูกขาดโดยผู้ประกอบการไม่กี่ราย จึงเกิดกระแสการเรียกร้องให้ยกเลิกการแต่งชุดนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ ชุดนักเรียนของอังกฤษจึงกลายไปเป็นเครื่องแบบของนักเรียนที่มีฐานะดี เสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้ดีมีการศึกษาสูงในโรงเรียนเอกชนแทน เช่น ชุดสูทของวิทยาลัยอีตัน

.

จะเห็นได้ว่า แม้ชุดนักเรียนแต่ละชาติจะแตกต่างกันขนาดไหน สิ่งเดียวที่ทุกชาติพบเจอเหมือนกัน คือการเรียกร้องให้ ‘เปลี่ยนแปลง’ เครื่องแบบชุดนักเรียน ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น สามารถใส่ชุดไปรเวท หรือปรับปรุงชุดให้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่แบ่งแยกหรือกีดกัน เปิดรับทุกความแตกต่างมากขึ้น

.

ซึ่งสังคมไทยยังคงต้องเผชิญกับประเด็นการบังคับแต่งชุดนักเรียนกันอีกนาน หากยังไม่เห็นภาพของการพูดคุยด้วยเหตุและผลที่ปราศจากอคติซึ่งกันและกัน จากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน ที่ในท้ายที่สุดแล้วอาจเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า ชุดนักเรียนไทย ควรได้ไปต่อ หรือควรพอแค่นี้ดี?

.

Sources : กระทรวงศึกษาธิการ, BBC, Vouge, Posttoday, ประชาไท, The Momentum, The States Times, sunicadesign

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...