โอกาสมันสำปะหลัง ในตลาดจีนภูมิภาคตะวันตก ‘พาณิชย์’ ชี้ช่องแปรรูปเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลัง 62 เท่า
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) รายงานว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่โอกาสทางการตลาดครั้งสำคัญในภูมิภาคจีนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญกับความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสามอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงานทดแทน และพลาสติกชีวภาพ
จากการที่มันสำปะหลังไทยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางด้วยจุดเด่นสำคัญคือการผลิตจากพันธุ์พืชดั้งเดิมแบบ Non-GMO ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความใส่ใจสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดจีน
นอกจากนี้ แป้งมันสำปะหลังไทยยังโดดเด่นด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการ อาทิ ความขาวบริสุทธิ์ ปราศจากกลิ่นและรส รวมถึงคุณสมบัติการคงตัวที่ดีเยี่ยมในกระบวนการแช่แข็งและละลาย ส่งผลให้เป็นวัตถุดิบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลากหลายประเภท
โดยใน 3 อุตสาหกรรมหลักที่ต้องการมันสำปะหลังไทย มีมุมมองดังนี้
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์: มันสำปะหลังไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะวัตถุดิบทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ข้าวโพดหรือปลายข้าว ในขณะที่ยังคงให้คุณค่าทางโภชนาการที่ใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของโปรตีนและกรดอะมิโน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตในหลายด้าน เช่น การเพิ่มความเข้มข้นของไข่ขาว การเพิ่มอัตราการฟักไข่ และการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในมูลสัตว์
อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน: เอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลังไทยได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง โดยสามารถทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าน้ำมันเบนซินในหลายด้าน พร้อมทั้งยังช่วยลดผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ: ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทกรดพอลิแลคติก (PLA) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการย่อยสลายได้ตามธรรมชาตินอกจากนี้ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและได้มาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งระบบหลักประกันคุณภาพการผลิต (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Hazard Analysis and Critical Control Point หรือ HACCP) และระบบมาตรฐานสากล (International Organization for Standardization หรือ ISO)
โดยมีบริษัทตรวจสอบคุณภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าส่งออกให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสูงสุด
ซึ่งนี่ทำให้มันสำปะหลังไทยมีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยเฉพาะในตสาหกรรมชีวพลาสติกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล สามารถเพิ่มราคาจากมันสำปะหลังสด กิโลกรัมละ 2.4 บาท ให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวพลาสติกที่มีมูลค่าสูงถึง 150 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 62.5 เท่า
ทั้งนี้ ประเทศไทยนั้นมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 68,000 ล้านบาท และยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการส่งออกประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักสามประเภท ได้แก่ มันสำปะหลังแห้งปริมาณ 4.3 ล้านตัน แป้งมันสำปะหลัง 1.7 ล้านตัน และผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงอย่างเอทานอลและไบโอพลาสติก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก
สคต. ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ควรใช้จุดแข็งนี้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะในตลาดจีนตะวันตก ซึ่งกำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งในด้านอาหารสัตว์ พลังงานทดแทน และพลาสติกชีวภาพ
ผู้ประกอบการควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคู่ค้าในจีนโดยเฉพาะในเมืองเศรษฐกิจใหม่ เช่น นครเฉิงตู นครฉงชิ่ง และนครซีอาน เนื่องจากเมืองเหล่านี้มีศักยภาพทางอุตสาหกรรมสูง และยังไม่อิ่มตัวเหมือนเมืองหลักในจีนตะวันออก
นอกจากนี้ ควรใช้ประโยชน์จากนโยบายสิ่งแวดล้อมของจีนที่สนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ และพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าผ่านโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt and Road Initiative) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและลดต้นทุนการขนส่ง
สำหรับในประเทศไทย ผู้ประกอบการควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า แปรรูปมันสำปะหลังให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด เช่น เอทานอลสำหรับพลังงานสะอาด หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างแป้งมันสำปะหลังปราศจากกลูเตน
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น กรดพอลิแลคติก (PLA) และสารดูดซับน้ำ (HWAP) เพื่อขยายตลาดใหม่และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนาสินค้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลก
สุดท้าย ผู้ประกอบการควรพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การลงทุนในกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทยในสายตาของผู้บริโภคทั่วโลก