โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จับตาการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่แทนนครินทร์ – ปัญญา

iLaw

อัพเดต 02 ธ.ค. 2567 เวลา 03.19 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2567 เวลา 03.19 น. • iLaw

ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระดำรงตำแหน่งเจ็ดปี เมื่อพ้นกำหนดเจ็ดปีแล้วจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่หากว่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยังไม่สามารถให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรมาดำรงตำแหน่งแทนที่ตำแหน่งว่างลงได้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หมดวาระก็จะต้องดำรงตำแหน่งไปจนกว่าจะมีคนใหม่มาแทนที่

อย่างไรก็ดีแม้ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีวาระดำรงตำแหน่งเพียงเจ็ดปี แต่ก็มีตุลาการสองคนที่ “พิเศษ” กว่าคนอื่น คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และ ปัญญา อุดชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งยาวกว่าคนอื่น เพราะ “บทเฉพาะกาล” ของรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ และมีวาระเท่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งคือเก้าปี

นครินทร์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 และหมดวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ส่วนปัญญาได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 และหมดวาระเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 แม้ตุลาการทั้งสองคนนี้จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้วแต่จะต้องดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่า สว. จากระบบเลือกกันเอง จะเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่สองคนมาแทนที่

วิธีการสรรหาตาม รธน. 60 ผู้สมัครต้องผ่านด่านคะแนนเสียง 2 ใน 3

การบริหารจัดการให้มีการรับสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่และตรวจสอบประวัติเบื้องต้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 203 ซึ่งประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลซึ่งองค์กรอิสระอื่นแต่งตั้งองค์กรละหนึ่งคน

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 12 ระบุว่า ในการสรรหาตุลาการ ให้คณะกรรมการปรึกษาหารือเพื่อสรรหาให้ได้ซึ่งบุคคลผู้มีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม มีทัศนคติที่เหมาะสม โดยอาจใช้วิธีการสัมภาษณ์หรือให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องอำนาจและหน้าที่ของศาล ซึ่งในการสรรหาหรือคัดเลือกผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสรรหาจะต้องลงคะแนนโดยเปิดเผยและต้องบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย ผู้ที่จะผ่านด่านการสรรหาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาในวุฒิสภาต่อไป จะต้องได้รับคะแนน “สองในสาม” ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

หากไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเกินสองในสาม หรือมีแต่ยังไม่ครบตามจำนวนที่ต้องสรรหา จะต้องมีการลงคะแนนใหม่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้คะแนนสองในสาม ถ้ายังไม่ได้ครบตามจำนวนก็ให้ลงคะแนนใหม่อีกครั้ง ในครั้งนี้หากยังไม่ได้ครบตามจำนวนที่ต้องสรรหา ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ตามจำนวนที่ขาดอยู่

รัฐธรรมนูญ มาตรา 200 กำหนดโครงสร้างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเก้าคนไว้ให้มีสัดส่วนดังนี้

  • สามคน จากผู้พิพากษาในศาลฎีกาโดยมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

  • สองคน จากตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

  • หนึ่งคน ในผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์จากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่าห้าปี และมีผลงานเชิงวิชาการเป็นที่ประจักษ์

  • หนึ่งคน ในผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์จากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยลัยในประเทศไทยไม่น้อยกว่าห้าปี และมีผลงานเชิงวิชาการเป็นที่ประจักษ์

  • สองคน จากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

สำหรับกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ หนึ่งรายมาแทนที่ นครินทร์ ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ อีกรายมาแทนที่ปัญญา ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านราชการ ซึ่งการ “สรรหา” จัดเป็นกระบวนการสำหรับการได้มาซึ่งตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และราชการเท่านั้น ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากสัดส่วนผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการศาลปกครองสูงสุดให้ใช้วิธีการ “คัดเลือก” โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองในศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี ผู้ที่จะได้รับการ “คัดเลือก” จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมนั้น ก่อนจะส่งชื่อต่อไปยังวุฒิสภา

การได้มาซึ่งตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของผู้พิพากษา และผู้ทรงคุณวุฒิแตกต่างกันที่ระบบ “สรรหา” และ “คัดเลือก” ว่าใครเป็นผู้คัดกรองในเบื้องต้น แต่ในท้ายที่สุดก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาเหมือนกัน

กระบวนการลับๆ กับการพิจารณาของ สว.

เมื่อมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาแล้ว กระบวนการถัดมาคือการส่งรายชื่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการพิจารณาชั้นวุฒิสภา จะมีขั้นตอน “ตรวจสอบประวัติ” เพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอน โดยในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 105 กำหนดว่าเมื่อวุฒิสภาจะต้องพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวนไม่เกิน 15 คน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนั้น (กมธ.สอบประวัติฯ) รวมถึงรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็นสำหรับตำแหน่งนั้น

ภารกิจของกมธ.สอบประวัติฯ จะต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการตั้งกมธ. หากไม่ทันอาจขยายเพิ่มได้อีก 30 วัน โดยข้อ 108 กำหนดให้กมธ.สอบประวัติฯ มีอำนาจในการเรียกเอกสารหลักฐานต่างๆ หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นได้ กระบวนการในกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ให้กระทำเป็นการลับ ผู้อื่นผู้ใดจะเข้าร่วมต้องได้รับอนุญาตจากกมธ. ก่อน

เมื่อกมธ.สอบประวัติฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วให้เสนอรายงานต่อประธานวุฒิสภา โดยรายงานดังกล่าวจะแยกจัดทำบางส่วนเป็นรายงานลับก็ได้ เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับรายงานแล้วให้จัดส่งรายงานให้สมาชิกได้รับโดยไม่ต้องส่งส่วนที่เป็นความลับให้ สว. ทราบ ส่วนในการนำเสนอรายงานของกมธ.สอบประวัติฯ ต่อที่ประชุมวุฒิสภาหากจำเป็นต้องเป็นการประชุมลับ กมธ.สอบประวัติฯ อาจร้องขอให้ประชุมลับได้ และอาจแจกเอกสารส่วนที่เป็นความลับให้ สว. ได้พิจารณา แต่จะเอาออกจากนอกห้องประชุมไม่ได้ และจะต้องส่งคืนต่อเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อไปทำลายทิ้ง

ผู้ที่จะได้รับการเห็นชอบโดยวุฒิสภาจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. เท่าที่มีอยู่ หมายความว่า หากมี สว. ครบจำนวน 200 คน ไม่มีผู้ที่ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะต้องได้เสียงเห็นชอบตั้งแต่ 101 เสียงขึ้นไป

หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ใดไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องส่งรายชื่อนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อให้มีการสรรหาใหม่อีกครั้งแล้วเสนอกลับมายังวุฒิสภาใหม่ โดยผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะไม่สามารถเข้ารับการสรรหาใหม่ได้อีก

เนื่องจากนครินทร์ เป็นประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย หากพ้นจากตำแหน่งไปจะต้องดำเนินการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีผู้ได้รับการสรรหาและเห็นชอบตุลาการคนใหม่แทนแล้ว ให้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่นั้นประชุมกับตุลาการอีกเจ็ดคนที่ยังไม่พ้นตำแหน่งเพื่อเลือกประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แต่หากว่าวุฒิสภายังไม่ได้เห็นชอบตุลาการให้ครบตามจำนวนเก้าคน ถ้ามีตุลาการอย่างน้อยเจ็ดคนก็สามารถดำเนินการเลือกประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการการเห็นชอบโดยวุฒิสภา หรือกระบวนการเลือกประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นการต่อไป

มีข้อมูล-ข้อคิดเห็นต่อผู้สมัครตุลาการศาลรธน. ส่งไปยังกรรมการสรรหาได้

คณะกรรมการสรรหาได้เปิดรับสมัครผู้ดำรงตำแหน่งแทนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองคนตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 และได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครทั้งหมด เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 โดยมีผู้สมัครทั้งสิ้น 11 คน ประกอบไปด้วย ผู้สมัครในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์สองคน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านข้าราชการอีกเก้าคน ดังนี้

ผู้สมัครในผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์ สองคน ได้แก่

  • ศ.ธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร : อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี : อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้สมัครในผู้ทรงคุณวุฒิด้านข้าราชการ เก้าคน ได้แก่

  • 1.ต.ท. อุทัย อาทิเวช : อดีตรองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด

  • ธัญญา เนติธรรมกุล : อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุพืชและอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล

  • ชาตรี อรรจนานันท์ : อดีตอธิบดีกรมการกงสุลและอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก

  • สราวุธ ทรงศิวิไล : อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางรางและอดีตอธิบดีกรมทางหลวง

  • สุรชัย ชันอาสา : อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและอดีตผู้ว่าฯ ลำพูน จันทบุรี พิจิตร ปทุมธานี

  • บุญเขตร์ พุ่มทิพย์ : อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางและผู้พิพากษาศาลฎีกา

  • ประยูร อินสกุล : ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

  • วิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ : อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ

  • เชาวนะ ไตรมาศ : อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ผ่านการสะท้อนข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับผู้สมัครข้างต้น

หากผู้ใดมีข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผู้สมัครตามรายชื่อดังกล่าว สามารถส่งข้อมูลไปยังคณะกรรมการสรรหาได้ที่ ตู้ ปณ. 9 ปณฝ. รัฐสภา กรุงเทพมหานคร 10305 หรือสำนักกำกับและตรวจสอบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 1111 ถนนสามเสน แขวางถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเพทมหานคร 10300 และสามาถแจ้งข้อมูลได้ที่ www.senate.go.th ภายในวันพุธที่ 11 ธันวาคม 2567

กระบวนการถัดไปหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบกับผู้สมัครทั้งหมด ด้วยคะแนนเสียงสองในสาม ก่อนจะส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการสรรหาด้วยคะแนนเสียงสองในสามในด่านแรกต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อตั้งกมธ.สอบประวัติฯ และผ่านด่านสว. ที่จะต้องให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. เท่าที่มีอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...