โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สายด่วน 1669 แจง “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” จนท.รับสาย มีคู่มือซักอาการ ก่อนจัดความด่วน รพ. พร้อมเปิดข้อมูลเคสดราม่า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 ม.ค. 2566 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2566 เวลา 05.09 น.

ผู้ช่วยโฆษกสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) แจง “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” มีเกณฑ์ชัดเจน จนท.รับสายต้องซักอาการตามคู่มือ จัดกลุ่มสีตามความวิกฤต เร่งด่วน พร้อมประเมินทรัพยากร “ห้อง-รถฉุกเฉิน” ป้องกันรับเคสล้นไอซียู กระทบเตียงคนจำเป็นจริงๆ บ่ายนี้ รพ.ปทุมธานี เตรียมตั้งโต๊ะแถลงเคสไข้เลือดออก

จากกรณีที่ผู้หญิง อายุ 30 ปี อาศัยในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โพสต์คลิปบอกเล่าเรื่องราว ว่า ตนโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669 เนื่องจากแฟนมีอาการป่วยหนัก โดยได้ให้ข้อมูลว่า แฟนมีอาการตัวร้อนมาแล้ว 2 วัน ต่อมาวันที่ 16 ม.ค. เวลาตี 3 มีอาการมากขึ้น หายใจไม่ออก จึงโทรไปที่ 1669 ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า จะประสานงานให้แต่ไม่รับรองว่าจะหารถไปรับได้ จากนั้นเวลาตี 5 ได้โทรไปอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินอีกคน แนะนำให้กินยาลดไข้ เพราะมีรถฉุกเฉินจำกัด จึงต้องเตรียมไว้รับเคสฉุกเฉินเท่านั้น ทำให้ตนต้องขอให้เพื่อนบ้านนำแฟนไปส่งที่โรงพยาบาล (รพ.) ด้วยตัวเอง ซึ่งการตรวจร่างกายพบว่า เป็นไข้เลือดออก เกล็ดเลือดต่ำมาก ต้องเข้ารักษาในไอซียู ทำให้เกิดคำถามว่า แบบนี้เรียกว่าฉุกเฉินหรือไม่ หรือแบบใดที่เรียกว่าฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นายการันต์ ศรีวัฒนบูรพา ผู้ช่วยโฆษกสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรฐานคำว่า “ฉุกเฉิน” ที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน จะนำรถไปรับผู้ป่วย ว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ช่วงบ่ายของวันนี้ทาง รพ.ปทุมธานี ที่เป็นหน่วยรับสายของกรณีดังกล่าวจะแถลงข่าวโดยนำข้อมูลการสนทนาที่บันทึกไว้มาชี้แจงให้ชัดเจน ตนจึงขออธิบายถึงคำว่า “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” ซึ่งจะมีการคัดกรองอาการเจ็บป่วยแบ่งเป็นระดับที่ 1 สีแดง คือฉุกเฉินวิกฤต (Emergency) ระดับที่ 2 สีเหลืองคือฉุกเฉินเร่งด่วน (Urgency) ระดับที่ 3 สีเขียว คือฉุกเฉินไม่เร่งด่วน (Semi urgency) ระดับที่ 4 สีขาว คือเจ็บป่วยไม่ฉุกเฉิน (Non urgency) และ ระดับที่ 5 สีดำ คือไม่มีการตอบสนอง (Resuscitation) โดยเมื่อมีผู้โทรไปที่ 1669 เจ้าหน้าที่ที่รับสายจะมีวิธีการคัดกรองเบื้องต้นตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในคู่มือ (Phone Triage) เพื่อประเมินอาการของผู้ป่วยก่อนทำการจ่ายงาน เช่น หมดสติ รู้สึกตัวหรือไม่ ยังหายใจหรือไม่ มีบาดแผลหรือมีเลือดออกหรือไม่ มีภาวะตัวซีด ตัวเย็นหรือไม่ จากนั้น ก็จะจัดกลุ่มสีตามอาการ ต่อมาก็จะต้องดูทรัพยากรที่จะส่งไปรับผู้ป่วยตามความเหมาะสม เช่น หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ต้องจัดรถขั้นสูงไป พร้อมทีมแพทย์กู้ชีพ สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่เร่งด่วน ก็จะจัดรถรองลงมา ซึ่งตรงนี้มีความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่จะมีหน่วยกู้ชีพกระจายในแต่ละตำบล รวมถึงอาสาในมูลนิธิต่างๆ

“สำหรับผู้ป่วยที่ไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่จะแนะนำการดูแลเบื้องต้น โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ที่รพ.จะมีเพียงห้องฉุกเฉิน จะต่างกับเวลากลางวันที่จะมี OPD มีแพทย์เฉพาะทางของโรคตรวจอาการได้ โดยส่วนนี้เป็นสิ่งที่ห้องฉุกเฉินต้องรับมือ เพราะหากรับทุกเคสทั้งในและนอกเวลา เมื่อไปถึงห้องฉุกเฉินก็จะมีผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยที่ฉุกเฉินจริงๆ ต้องรอเวลา” นายการันต์ กล่าว

นายการันต์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีความเจ็บป่วย ทุกคนมีความร้อนใจ ซึ่งเราเข้าใจในส่วนนี้ แต่เราต้องบริหารทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อการช่วยเหลือเคสที่ฉุกเฉิน อย่างเช่น ผู้ป่วยถูกหมากัดมีเลือดไหล แต่ถ้าหากยังสามารถเดินได้ คนรอบข้างพาไปรพ.ได้ เราก็แนะนำให้นำผู้ป่วยมาส่งรพ. แต่หากกรณีที่ไม่สามารถมาเองได้ เช่นอยู่คนเดียว ขับรถไม่ถนัด เราก็จะต้องจัดหารถไปรับ แต่หากเป็นช่วงเวลาที่มีเคสอื่นในระบบเยอะ เราก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยมารพ.เอง ซึ่งไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดชอบ แต่เราต้องคัดกรองความเร่งด่วนนั้นๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนดและความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หน่วยฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่ก็จะมีทรัพยากรต่างกัน ความพร้อมก็จะต่างกัน ดังนั้น จะต้องมีการบริหารทรัพยากร แต่สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่มีประชากรมาก เคสฉุกเฉินก็จะเกิดมาก ทำให้หลายๆ เคสต้องรอนาน

ทั้งนี้ นายการันต์ กล่าวว่า สำหรับการโทรเข้ามาที่สายด่วน 1669 ที่นับเฉพาะกรณีโทรติด สะสมทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2565 ที่ผ่านมา รวมประมาณ 5.5 ล้านครั้ง โดยมีการปฏิบัติการฉุกเฉิน 1.84 ล้านครั้ง โดย 5 จังหวัดสูงสุด คือ ขอนแก่น 9.8 หมื่นครั้ง นครราชสีมา 7.8 หมื่นครั้ง ร้อยเอ็ด 5.75 หมื่นครั้ง สุรินทร์ 5.7 หมื่นครั้งและ นครศรีธรรมราช 5.2 หมื่นครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...