โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : กรุงเทพฯปลอดภัย สำหรับซอมบี้แค่ไหน?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 ก.พ. 2565 เวลา 07.48 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2565 เวลา 06.20 น.

ในโลกสมัยนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะสองปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เราก็กำลังเผชิญปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว เราก็ไม่เคยนึกว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะรุนแรง รวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลกเช่นนี้

แทนที่จะตั้งคำถามแบบที่ผ่านมาว่า เราจะปรับตัวเข้าสู่วิถีใหม่หลังการระบาดของโควิดได้อย่างไร และเมืองหลังโควิดจะเป็นอย่างไร รวมถึงคำถามประเภท เมืองน่าอยู่ เมืองเรียนรู้ เมืองอัจฉริยะ เมืองรับภัยพิบัติ เมืองฟื้นสภาพ รวมทั้งเมืองที่ไม่ทำให้เราจน-อ้วน-โสด และคำถามว่าจะยังมีเมืองไหมหลังโควิด… ผมขอเสนอคำถามใหม่ว่า เมืองนั้นจะพร้อมรับมือกับมหาภัยพิบัติประเภทซอมบี้ถล่มเมืองได้อย่างไร?

และผมจะยินดีอย่างมากหากผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร จะเอาจริงเอาจังกับประเด็นการบริหารจัดการเมืองเพื่อรับมือกับซอมบี้ รวมทั้งขยายผลเรื่องนี้ไปเป็นนโยบายในระดับภูมิภาค ทั้งในระดับจังหวัด ระดับเทศบาล และ อบต.ไปด้วย

การตั้งคำถามว่าเมืองของเราปลอดภัยจากซอมบี้ไหม และปลอดภัยแค่ไหน ไม่ใช่เรื่องที่จะกล่าวถึงเล่นๆ แค่ในภาพยนตร์ หรือในเกมที่ซอมบี้ไล่ล่าเรา หรือเราไล่ล่าซอมบี้ แต่มันจะช่วยทำให้เราคิดในการสร้างเมือง และปรับเมืองให้น่าอยู่และยั่งยืนขึ้นได้ เรื่องเหล่านี้หลักวิชาทางสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง และองค์ความรู้อื่นๆ นั้นน่าจะนำมาปรับใช้ และการระดมความคิดในเรื่องการตั้งรับภัยพิบัติระดับซอมบี้ย่อมเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตซอมบี้ไปได้

โดยภาพรวมแล้ว ซอมบี้ (zombie) ถ้าแปลเป็นภาษาไทยบ้านๆ ก็น่าจะแปลว่าผีดิบ แต่การแปลแบบอิงบริบทของไทยมากไปก็จะไม่เข้าใจความหมายของตะวันตกมากนัก เพราะผีดิบหมายถึงศพที่ยังไม่ได้เผา แต่ผีดิบอาจจะหมายถึงผีที่ยังมีความคิดต่างๆ ของตัวเอง คือ เป็นคนตายที่ไม่ยอมตาย ซึ่งอาจมีหลายรูปแบบ เช่น ผีดิบมันตรัยในเพชร
พระอุมา แวมไพร์หรือผีดูดเลือดที่เป็นอมตะ (อย่าลืมว่าผีดิบดูดเลือดแบบแวมไพร์ก็สามารถถูกฆ่าได้ถ้ารู้วิธีการ) หรือเราอาจจะพูดถึงผีปอบที่วิ่งไล่คนแล้วหลบไปในตุ่ม…ฮา)

ซอมบี้เป็นผีดิบที่ไม่ตายในความหมายของศพเดินได้ โดย wikipedia (Zombie) ให้รายละเอียดว่า เจ้าศพที่คืนชีพนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าจากเฮติ ซึ่งศพคืนชีพนี้กลับมาได้ด้วยหลายวิธีทั้งจากคุณไสย หรือในสมัยใหม่มักจะมาจากโรคภัยและไวรัส โดยเฉพาะโรคภัยที่กำเนิดมาจากวิทยาศาสตร์ เช่น มีความผิดพลาดในห้องทดลอง หรืออาจจะมาจากการกลายพันธุ์บางอย่างจากธรรมชาติ

อธิบายง่ายๆ ว่า ซอมบี้ที่เราดูในหนังมันจะโหดกว่าโรคระบาดธรรมดา เพราะภัยพิบัติโรคระบาดจะทำให้เราตาย ขณะที่ภัยพิบัติซอมบี้อาจจะเป็นการระบาดที่นอกจากทำให้เราตายแล้ว อาจจะทำให้เราฟื้นขึ้นมาแล้วไปไล่ล่าคนอื่น หรือคนอื่นที่ตายนั้นจะไล่ล่าเราเข้าให้ด้วย

ภัยพิบัติซอมบี้นั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ในโลกหลังโควิดก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก แต่ในโลกนี้ก็มีการคาดการณ์และวัดประเมินว่าเมืองต่างๆ นั้น จะปลอดภัยหรืออยู่รอดจากซอมบี้มากน้อยแค่ไหนอยู่หลายแนวทาง

ในฝั่งอังกฤษมีการจัดลำดับครั้งสำคัญเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งสิบเมืองที่ดีที่สุดในการอยู่รอดจากซอมบี้ และสิบเมืองที่แย่ที่สุด (Zombie Nation: The 10 Best and Worst Cities to Survive a Zombie Apocalypse Revealed. The Sun.
14 January 2021) ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม (ดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ www.saveonenergy.com)

การประเมินเมืองที่อยู่รอดหรือเสี่ยงจากซอมบี้ ใช้ตัวชี้วัดหลักคือ คุณภาพของอากาศ พลังงานแสงอาทิตย์ และการเกษตรกรรมในเมือง

ผลการประเมินล่าสุด เมืองที่จะอยู่รอดจากซอมบี้มากที่สุดคือ เมืองเคมบริดจ์ ที่เป็นที่ตั้งแห่งมหา
วิทยาลัยเคมบริดจ์ ขณะที่เมืองออกซ์ฟอร์ดที่มีมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตั้งอยู่ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองที่แย่ที่สุดในการรับมือ หรืออยู่รอดจากซอมบี้ (นับจากผลรวมคะแนนตัวชี้วัดมากมาย)

ตัวชี้วัดที่สำคัญในการอยู่รอดจากซอมบี้ในวิธีวัดของฝั่งอังกฤษในรายละเอียดคือ

1.ปริมาณการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ตลอดปี ซึ่งบอร์นมัธ (Bournemouth) มาเป็นอันดับหนึ่ง เหตุผลในการใช้ตัวชี้วัดนี้เพราะเมื่อถูกซอมบี้โจมตี เมืองมักจะขาดแหล่งพลังงานไฟฟ้า หรือถูกตัด ดังนั้นบ้านเรือนต่างๆ ก็จะต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น

2.สัดส่วนของพื้นที่เพาะปลูกต่อพื้นที่เมือง ซึ่งเลสเตอร์มาเป็นอันดับหนึ่ง การมีพื้นที่เพาะปลูกในเมืองจะช่วยให้อยู่รอดจากการโจมตีของซอมบี้ได้เพราะเรามักจะขาดแคลนอาหาร สิ่งนี้จะยิ่งสำคัญถ้าเราโดนโจมตีโดยซอมบี้เป็นเวลานาน ขณะที่เรามักจะชอบเข้าใจว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตคือแหล่งอาหารที่ดีที่สุดในการเอาตัวรอด

3.จำนวนของเกษตรกรในเมือง ซึ่งสวอนซีมาเป็นเมืองอันดับหนึ่ง พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากจะไม่มีความหมายถ้าไม่มีคนที่จะสามารถเพาะปลูกได้จริง

4.จำนวนพื้นที่ในการตั้งฟาร์มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ซึ่งเคมบริดจ์มาเป็นเมืองอันดับหนึ่ง นี่คืออีกหนึ่งทางเลือกของพลังงาน ในกรณีที่ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าใหญ่ถูกตัด หรือต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานนอกเมือง

5.สัดส่วนของศูนย์รีไซเคิลต่อจำนวนประชากรหนึ่งแสนคน เคมบริดจ์ก็มาเป็นเมืองอันดับหนึ่ง ความสำคัญก็คือ เมื่อเราอยู่ในยุคซอมบี้ครองเมือง เราคงจะผลิตสิ่งของต่างๆ ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งพาร้าน หรือศูนย์ที่นำเอาของใช้แล้วที่มีอยู่มานำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ไม้สำหรับก่อกองไฟ หรือเฟอร์นิเจอร์ใช้แล้ว

6.คุณภาพอากาศ เมืองบริสตอลมาเป็นอันดับหนึ่งอากาศที่ดีก็จะมีผลให้มีชีวิตยืนยาวไว้ต่อกรและอยู่รอดจากเจ้าซอมบี้ได้ สิ่งที่น่าสนใจต่อก็คือ เมืองบางเมือง เช่น บอร์นมัธ สวอนซี ซึ่งอาจจะดีเด่นด้านการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ หรือมีพื้นที่เกษตรมาก ก็มีดัชนีคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่

7.สัดส่วนของสวนสาธารณะต่อประชากรหนึ่งแสนคน เมืองอันดับหนึ่งตกเป็นของสวอนซี เชื่อกันว่า การมีพื้นที่สวนสาธารณะมากในเมืองนั้นจะรับมือซอมบี้ได้ดี ในรายละเอียดของรายงานการสำรวจไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร แต่ผมคิดว่าอาจจะมีผลทำให้เราพอมองเห็นเจ้าซอมบี้เดินไปเดินมา และเราอาจจะหลบซ่อน วิ่งหนีได้บ้าง (ข้อนี้ผมคิดว่าซอมบี้คงจะชอบ เพราะได้เดินไปเดินมาด้วย ทำให้มันไม่เครียด)

8.จุดพื้นที่ในการชาร์จรถไฟฟ้าต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งมหานครลอนดอนมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อเราอาจไม่มีน้ำมัน หรือเรามีแนวโน้มจะใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการแสวงหาพลังงานทางเลือก

มาดูฝั่งอเมริกาบ้าง มีข้อมูลจากเว็บไซต์ www.lawnlove.com ที่จัดทำข้อมูลเมืองที่ดีที่สุดในการจะอยู่รอดจากการโจมตีของซอมบี้ในปี ค.ศ.2021 โดยมีตัวชี้วัดหลักถึง 23 จุด แต่สามารถจัดแบ่งออกเป็นประเด็นใหญ่ๆ คือ อันดับด้านสาธารณสุข ความเปราะบาง โครงสร้างพื้นฐาน การมีปริมาณทรัพยากรที่เพียงพอ การมีระบบป้องกันที่ดี และความสามารถในการเคลื่อนที่ (หมายถึงการผ่านออกจากเมืองได้อย่างรวดเร็ว) โดยเมืองฮันติงตันบีชในแคลิฟอร์เนีย ได้รับคะแนนรวมเป็นอันดับหนึ่งในการรับมือและอยู่รอดจากการคุกคามของซอมบี้ และเมืองที่แย่ที่สุดคือ Laredo ในเท็กซัส

สําหรับสัดส่วนคะแนนจริงๆ แล้วเขาวัดจากกลุ่มตัวแปรหลัก 6 ชุด คือ

1.ด้านสาธารณสุข หมายถึง สัดส่วนของประชากรที่มีสุขภาพดี อัตราของกิจกรรมในการออกกำลังกาย และสัดส่วนของประชากรที่วิ่งออกกำลังกาย เมืองที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีสุขภาพดี คือ Naperville ในอิลลินอยด์

2.ความเปราะบาง หมายถึง ดัชนีในการจัดการมลพิษจากธรรมชาติ จำนวนฐานทัพ (ซานดิเอโก ของแคลิฟอร์เนียได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งในแง่สัดส่วนฐานทัพในพื้นที่) และสัดส่วนของโรงพยาบาลต่อประชากร

3.โครงสร้างพื้นฐาน หมายถึง การมีพื้นที่บ้านโดยเฉลี่ย สัดส่วนของบ้านที่มีชั้นใต้ดินใช้เป็นหลุมหลบภัย (โดยเมือง Grand Rapids ในมิชิแกนได้คะแนนอันดับหนึ่ง) สัดส่วนของบ้านที่มีครัว สัดส่วนของบ้านที่มีระบบประปา และการมีการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า

4.ปริมาณทรัพยากร/เสบียงที่เพียงพอหมายถึง สัดส่วนการมีซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ตั้งแต่ค้าส่งหรือค้าปลีกต่อประชากรแสนคน การมีสัดส่วนห้างสรรพสินค้าต่อประชากรแสนคน การมีสัดส่วนร้านขายยาต่อประชากรแสนคน และการมีสัดส่วนร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างต่อประชากรแสนคน

5.การมีระบบป้องกันที่ดี หมายถึง สัดส่วนของร้านอุปกรณ์ล่าสัตว์ ปืน และร้านอุปกรณ์เดินป่ากิจกรรมกลางแจ้งต่อประชากรแสนคน Fort Lauderdale ในฟลอริด้ามาเป็นเมืองอันดับหนึ่ง สำหรับสัดส่วนร้านขายอุปกรณ์ล่าสัตว์ ส่วน Fullerton ในแคลิฟอร์เนียมาเป็นอันดับหนึ่งเรื่องสัดส่วนของร้านอาวุธต่อประชากร

6.ความสามารถในการเคลื่อนที่ หมายถึง เมืองที่เป็นมิตรกับจักรยาน การเดินป่า/เส้นทางธรรมชาติ (ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่ได้การจัดลำดับเป็นอันดับหนึ่ง) จำนวนพื้นที่ของจุดกางเต็นท์ การมีอยู่ของท่าเรือ และอู่จอดเรือส่วนบุคคล และอาจจะรวมไปถึง การมีเมืองใกล้ๆ ที่พอจะพึ่งพาได้ เมื่อเราต้องหนีออกจากเมืองของเราไปเมืองข้างๆ ตัวอย่างที่ดีของเมืองที่พอจะพึ่งพากันได้ก็คือ Bellevue กับ Seattle ในซีแอตเทิล

ในอเมริกายังมีการสร้างดัชนีชี้วัดการอยู่รอดจากซอมบี้อีกชุดหนึ่งจาก careerbuilder.com (A.Soergel. Where you should go to survive the impending zombie apocalypse. USNews. 29 Oct 2015) โดยวัดจาก 53 มหานครที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา โดยเมืองอันดับหนึ่งคือบอสตันในแมสซาชูเซตส์ และที่แย่สุดคือ ชิคาโก ในอิลลินอยด์

ในรายละเอียดเมืองที่จะป้องกันซอมบี้ได้ดีที่สุดคือ เวอร์จิเนียบีช ในเวอร์จิเนีย เพราะมีความหนาแน่นของทหาร ตำรวจ นักผจญเพลิง และฝ่ายความมั่นคงมากที่สุด

ส่วนเมืองที่จะหาทางรักษาได้ดีที่สุดคือ บอสตัน แมสซาชูเซตส์ เพราะมีความหนาแน่นที่สุดของนักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยา และการแพทย์ ในการรับมือกับเจ้าไวรัสที่ทำให้เกิดซอมบี้

เมืองที่จะรอดจากการโจมตีโดยการยืนระยะสู้ได้นานที่สุดคือ เดนเวอร์ โคโลราโด เพราะไม่มีประชากรหนาแน่นมาก แต่มีจำนวนวิศวกรและแรงงานก่อสร้างมากที่สุด

เมืองที่มีการสำรองอาหารไว้มากที่สุด คือ Grand Rapids ในมิชิแกน

เมื่อลองเปรียบเทียบตัวชี้วัดของความพร้อมรับมือของเมืองในอังกฤษกับเมืองเมริกา เราก็พอจะเห็นถึงจินตนาการและการรับรู้ในเรื่องซอมบี้ของสองชาติ อังกฤษดูจะเน้นไปในทางการตั้งรับ และอยู่ให้รอดจากซอมบี้ ขณะที่อเมริกานี้คือพร้อมจะต่อกรกับซอมบี้มากกว่า

และแม้ว่าข้อมูลที่นำมาใช้อาจจะเป็นข้อมูลจากองค์กรที่อาจจะเน้นความหวือหวา (เช่น องค์กรที่ให้ข้อมูลเรื่องการใช้และประหยัดพลังงานอย่างอังกฤษ องค์กรดูแลพื้นที่ภูมิทัศน์ของบ้านเรือน และศูนย์ข้อมูลจัดหางาน) แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเป็นการสร้างสำนึกในคิดถึงเมืองกับภัยพิบัติต่างๆ

ในกรณีกรุงเทพฯนั้นจะรอดจากการถล่มของซอมบี้ไหม ตัวชี้วัดบางเรื่องของตะวันตกอาจทำให้เราตระหนักถึงความพร้อมของเมืองของเรามากน้อยแค่ไหน เราอาจจะมีโรงพยาบาลมากพอ แต่เมื่อเราเห็นการระบาดของโควิด เราก็ต้องมาคิดแล้วว่าถ้ามันมากกว่าโควิดแต่เป็นซอมบี้ เมืองของเราจะรับมือได้ไหม เพราะขนาดโควิดยังมีช่วงที่รับมือแทบไม่ได้

เราอาจจะยังไม่ได้ตั้งคำถามถึงปริมาณอาหารที่คนกรุงเทพฯต้องพึ่งพาพื้นที่ภายนอก การต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานภายนอกพื้นที่ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดี คุณภาพอากาศ น้ำ ความแออัดในพื้นที่

เห็นแต่จะมีกองทัพและตำรวจมากมายเต็มกรุงเทพฯนี่แหละครับ ที่อาจจะต่อกรกับซอมบี้
ได้สักระยะ เพราะพิสูจน์แล้วว่ามีความชำนาญในการตั้งตู้คอนเทนเนอร์และปราบม็อบอยู่บ้าง แต่ถ้าเผชิญกับกองทัพซอมบี้นี่ก็ต้องรอดูว่าจะสมราคาคุยไหม

แถมความสามารถในการรอการระบายน้ำนี่แหละครับ ที่พอจะทำให้ซอมบี้เดินช้าลง เพราะต้องเดินลุยน้ำเข้าใกล้ผู้คนได้ช้าลง

ข้อมูลรายละเอียดบางอย่างเองก็น่าสนใจนะครับว่าเขตไหนใน กทม.ที่จะรับมือซอมบี้ได้ดี
ที่สุด และเขตไหนแย่ที่สุด ผมจะขอยกตัวอย่างสามเรื่อง

1.จำนวนสวนสาธารณะและพื้นที่สวนสาธารณะในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เขตที่รับมือซอมบี้ดีที่สุดคือ คันนายาว (26.44 ตารางเมตรต่อคน) ขณะที่ แย่ที่สุดคือ วังทองหลาง (1.81 ตารางเมตรต่อคน) (ที่มา : ประมวลจาก สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ใน สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร (สถิติกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2563)

2.ค่าเฉลี่ยคุณภาพน้ำคลอง ปี 2563 (ซอมบี้อาจตกลงไปตายในน้ำ หรือเราอาจจะใช้น้ำได้ในกรณีที่ระบบประปาเสีย) คลองชักพระ ตรงเขตตลิ่งชัน และบางขุนนนท์ มี BOD ต่ำที่สุด (4.1) และที่เลวร้ายกับทั้งคนและซอมบี้มากที่สุดคือ คลองเตย ตรงอาคารทวิช มีค่า BOD ถึง 51.2 (ที่มา : ประมวลจาก สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร)

3.ดัชนีคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร (6 กุมภาพันธ์ 2565) เขตที่ดีที่สุดในการรอดจากซอมบี้คือ เขตปทุมวัน บริเวณสวนลุมพินี มี PM2.5 ที่ 23 และ AQI ที่ 23 ส่วนที่แย่ที่สุดคือ เขตหนองแขม (เพชรเกษม 81) มี PM10 ที่ 60 PM2.5 ที่ 43 และ AQI ที่ 71

ต้องลองดูครับว่าในนโยบายผู้สมัครแต่ละท่านจะมีผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนไหนเสนอแผนรับมือซอมบี้ได้ลึกซึ้ง เป็นไปได้มากกว่ากัน และเอาข้อมูลมาโชว์ได้ไหม เช่น การพึ่งพาพลังงาน อาหาร รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว (ที่มา : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร)

ป.ล.แรงบันดาลใจในการเขียนจากการชมภาพยนตร์ All of us are dead ทาง Netflix)

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...