โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ก.ค. 2568 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 00.10 น.

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางการค้า การเมือง และสงครามที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทุกสาขา

ปรากฏการณ์เช่นนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และไต่อันดับ 6 ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ชาติศิริ โสภณพนิช” หรือโทนี่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกันเปิดประสบการณ์-มุมมองต่อเศรษฐกิจประเทศไทย

ชาติศิริ : ทำธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

“ชาติศิริ” ประเมินเศรษฐกิจไทยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหากเทียบวิกฤตที่ผ่านมา บางอย่างก็ดีกว่า บางอย่างก็แย่กว่า ทุกอย่างผสมไปผสมมา ทำให้ต้องบริหารจัดการตลอดเวลา ซึ่งโดยรวมจะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอลง แต่หากมีการเจรจาและตกลงกันได้จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจน่าจะกลับมาดีขึ้น เป็นพื้นฐานสำคัญให้การทำมาค้าขายดีขึ้น ส่งออกได้เยอะขึ้น และการลงทุนที่มากขึ้น

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น จากการเจรจาของประเทศใหญ่ด้วยกัน แต่จริง ๆ ในความผันผวนจะเห็นโอกาส เช่น ส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ที่มีอัตราการเติบโตไปได้ดี เพราะจากความกังวลต่าง ๆ ทำให้มีการเร่งการส่งออก ซึ่งก็เป็นประโยชน์กับไทย แต่ก็ต้องดูแนวโน้มการเจรจาต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร

เมื่อสัญญาณการเจรจาต่าง ๆ มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น แนวโน้มการลงทุนจะมีมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศที่ “สงบ” และ “มีเสถียรภาพ” จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุน

ส่วนความขัดแย้งภายในประเทศ และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เชื่อว่าเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อาจจะมีความท้าทายต่าง ๆ ความสามารถในการอุปโภคบริโภค แต่หากโครงการต่าง ๆ มีการลงทุนและดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยดึงดูดการลงทุนต่าง ๆ ตามมา ซึ่งมองว่าปัจจัยนี้จะเป็นพื้นฐานให้เศรษฐกิจและธุรกิจขยายตัวต่อไปได้

“หากเทียบเศรษฐกิจกับช่วงระบาดของโควิด-19 ทุกอย่างหยุดชะงัก แต่บางอย่างก็ดีกว่า บางอย่างก็แย่กว่า แต่มองว่าหลายอย่างทางการได้วางนโยบายให้มีเสถียรภาพ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีให้เกิดความมั่นคง และเกิดความเชื่อมั่น ปัจจัยเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะเป็นโอกาสที่จะทำให้เราก้าวต่อไปได้ เติบโตต่อไปได้ ซึ่งแนวนโยบายต่าง ๆ ที่ทางการวางไว้ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเดินไปได้”

ธุรกิจแบงก์ถึงเป้าหมายไม่ง่าย

นายชาติศิริกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจธนาคารในปีนี้ ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อโดยรวมอยู่ที่ 3-4% ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะไม่ง่าย แต่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน พยายามยืนเป้าหมาย แต่ถึงเวลาจริงจะสามารถทำได้แค่ไหน ต้องดูอีกที อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ยังไปได้พอสมควร

โดยเป้าหมายการเติบโต 3-4% ตัวขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ และธุรกิจต่างประเทศ ส่วนลูกค้ารายกลางและรายปลีกจะเติบโตต่ำลงมาเล็กน้อย

ขณะเดียวกัน ธนาคารมองโอกาสการทำธุรกิจต่าง ๆ ภายใต้การพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องและตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) สร้างมูลค่าเพิ่ม และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วย จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัว โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในการทำธุรกิจด้วย

“ธุรกิจแบงก์ก็ยังไปได้เรื่อย ๆ แต่ในระยะข้างหน้าอาจจะมีเรื่องท้าทาย แต่ก็ยังไปได้”

เกาะติดลูกค้าธุรกิจรายใหญ่

สำหรับความกังวลต่อธุรกิจรายใหญ่ นายชาติศิริกล่าวว่า ธุรกิจรายใหญ่ก็จะมีวัฏจักรของเขา ซึ่งบางธุรกิจก็จะมีความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งธนาคารต้องให้การดูแลและสนับสนุนลูกค้าในแต่ละเซ็กเตอร์ โดยดูแลใกล้ชิดเพื่อจะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่ลูกค้าเผชิญได้อย่างไร และขณะเดียวกันธนาคารจะสามารถสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าไปได้อย่างไร

ส่วนสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจรายใหญ่อาจจะมีบ้างให้เห็นเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ได้แตกต่างจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งผลกระทบเรื่องการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ผลของอัตราภาษีจะออกมาอย่างไร เพื่อช่วยเหลือลูกค้าต่อไป

“ความเป็นห่วงทางด้านคุณภาพหนี้ NPL ของลูกค้า จะบอกว่าไม่เป็นห่วงไม่ได้ ธนาคารต้องติดตามดูแลตลอดเวลา”

สำหรับเป้าหมายการเพิ่มอัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) เป็นตัวเลข 2 หลักนั้น ธนาคารก็มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าว แต่คงไม่ง่าย และได้ในเร็ววัน อาจจะต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นเป้าหมายของธนาคารที่จะเดินไป

“อินโดนีเซีย” มีศักยภาพเติบโตธุรกิจ

นายชาติศิริกล่าวระหว่างนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมธนาคาร เพอร์มาตา อินโดนีเซีย ว่า ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสำนักงานใน 13 เศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากสาขาในลอนดอน และยุโรป ธนาคารยังมีสาขาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมองว่าในระยะ 20-30 ปีข้างหน้า โอกาสที่ภูมิภาคเอเชียจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งธนาคารก็ขยายการเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง

ประเมินว่า “อินโดนีเซีย” มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี โดยจีดีพีขยายตัวเป็น 2 เท่าของเศรษฐกิจไทย หรือขยายตัว 4.7-5% ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียได้วางนโยบายทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม รถไฟฟ้า เพื่อพัฒนาเกาะต่าง ๆ ในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูง และเป็นโอกาสในการขยายตัวในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

ชู “เพอร์มาตา” หัวหอกเชื่อมการค้า-ลงทุน

นายชาติศิริเล่าว่า ธนาคารกรุงเทพได้เข้าซื้อกิจการ ธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค (ธนาคารเพอร์มาตา) และได้ควบรวมธนาคารกรุงเทพ 3 สาขา เข้ากับธนาคารเพอร์มาตา เพื่อผสานจุดแข็งของทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกันเสริมศักยภาพบริการ เป็นช่องทางการจับคู่ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพภายใต้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างครบวงจร และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ในปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตาได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์บัวหลวง เพื่อสะท้อนความเป็นหนึ่งเดียวในมาตรฐานการบริการ ภายใต้แนวคิด “One Family One Team” ของธนาคารกรุงเทพ ณ สิ้นปี 2567 ธนาคารเพอร์มาตากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 38% เทียบกับปี 2566 และธนาคารเพอร์มาตามีสัดส่วนสินเชื่อประมาณ 12% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารกรุงเทพ

ตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการในปี 2563 สัดส่วนสินเชื่อในต่างประเทศต่อสินเชื่อรวมของธนาคารกรุงเทพ เพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 25% (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2567) ส่งผลให้ธนาคารเพอร์มาตาเป็น 1 ใน 10 ของธนาคารที่มีสินทรัพย์รวมใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย มีเครือข่ายสาขาให้บริการ 240 สาขา กระจายอยู่ใน 82 เมืองสำคัญทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้ากว่า 6.2 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568)

“ตอนนี้ธุรกิจของเพอร์มาตาขยายตัวได้ค่อนข้างดี ซึ่งในอนาคตธนาคารเราก็จะดูโอกาสในการจะขยายธุรกิจต่าง ๆ โดยการเติบโตจะล้อไปกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ซึ่งเราเป็น 10 ธนาคารในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็น 4 ธนาคารแรกที่มีขนาดใหญ่ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะขยายฐานลูกค้าในอินโดนีเซีย และในภูมิภาคเอเชีย”

ดร.กอบศักดิ์ : นำลูกค้าฝ่าสารพัดวิกฤต

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ธนาคารปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2% จากเดิมคาดการณ์ 3% เนื่องจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีแรงต้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว แผ่นดินไหว และเศรษฐกิจไม่ได้ดีกว่าคาด รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง

แม้ว่าตัวเลขการส่งออกในช่วงต้นปีจะค่อนข้างดี แต่เป็นผลมาจากการเร่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ แต่คาดว่าแรงส่งการส่งออกจะหายไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างซึม และไม่ได้เป็นอันดับ 1 ของท่องเที่ยว เมื่อเทียบญี่ปุ่นหรือมาเลเซีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนจากเดิมที่เคยเป็นบวก 20% ปัจจุบันหดตัว -2-3% ดังนั้น หากปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวได้ 35.5 ล้านคน เท่าปีก่อนถือว่าดีมากแล้ว

“ปัญหาการเมืองทำให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่กระฉับกระเฉงของการดำเนินนโยบายของภาครัฐ การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ จะทำได้ไม่เต็มที่ และนักลงทุนชะลอการตัดสินใจลงทุนจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้โดยรวมแรงส่งทางเศรษฐกิจน้อยลง”

ดังนั้น ภาพรวมขยายตัว 2% และมีความเสี่ยงด้านต่ำ ซึ่งต้องดูปัจจัยภายในและภายนอก โดยภายนอกยังต้องติดตามประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไร และความขัดแย้งในโลกมีเพิ่มขึ้น และในประเทศ คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ทุกอย่างชะลอได้

พาลูกค้าให้รอดฝ่าโจทย์สำคัญ

โจทย์สำคัญของไทย คือ จะพาลูกค้าเราผ่านไปได้อย่างไร เพราะตอนนี้จากการคุยผู้ประกอบการค้าปลีกพบว่ายอดขายร้านสะดวกซื้อลดลงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม และยอดรูดบัตรในห้างใหญ่ ๆ ก็ไม่ดี ติดลบ เราเริ่มเห็นสัญญาณนักท่องเที่ยวไม่มา ร้านอาหารปิด และโรงงานปิดในเซ็กเตอร์ธุรกิจที่เป็น Sunset โจทย์ที่แท้จริงของปีนี้ทำอย่างไรให้ลูกค้าเราอยู่ได้ ประคับประคองตัวเอง และใช้เวลานี้ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคข้างหน้า เพื่อจะได้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

“ปีนี้คิดว่าไม่ง่าย โดยเราปรับประมาณการปีนี้เหลือ 2% บวก +Downside โดยธนาคารมองกรณีเลวร้าย Worst Case อาจเห็น 1.5% เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะทำอะไรเพิ่มหรือไม่ และให้ภาษีเราเท่าไร หากเจรจาได้ภาษีลดลงมาต่ำระดับหนึ่ง เราก็พอไปได้ เพราะสินค้าจีนเล็ก ๆ อยู่ที่ 54% แต่สินค้าเจรจาไม่ได้ แต่อย่างน้อย 30% หากเราได้ 15-20% ถือว่าดีแล้ว ไม่ต้องคาดหวังจะได้ 0% ซึ่งแบบนี้เราก็อาจได้เปรียบสินค้าจีน ปลายปีอาจจะดีขึ้น”

ศักยภาพในการเติบโตของธนาคารเพอร์มาตา สร้างผลกำไรได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจากศักยภาพที่มีอยู่เชื่อว่าในปีต่อ ๆ ไป ตัวเลขกำไรที่ระดับที่ 10,000 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ไม่นานนัก

“ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะที่ชะลอลง เราก็ยังมีส่วนของธุรกิจในต่างประเทศที่เติบโตได้ดีเข้ามาช่วย ทำให้ต่อไปนี้เราจะมีธุรกิจทั้ง 2 ขาที่จะช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และทำให้ความเป็น Regional Bank แบงก์ของธนาคารมีความแข็งแกร่งขึ้น”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ชาติศิริ-กอบศักดิ์’ เศรษฐกิจไทยท้าทาย-ธุรกิจแบงก์ไม่ง่าย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...