โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย Stablecoin แล้ว พร้อมตั้งคลัง Bitcoin แห่งชาติ

PostToday

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 20.23 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 00.30 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามรับรองกฎหมายควบคุมคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าผูกกับดอลลาร์สหรัฐ หรือที่เรียกว่า “Stablecoin” อย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในการชำระเงินและโอนเงินในชีวิตประจำวัน

กฎหมายฉบับนี้มีชื่อว่า GENIUS Act ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 308 ต่อ 122 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

ยกระดับอุตสาหกรรมคริปโตสู่ความชัดเจน

การผ่านกฎหมายนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของผู้สนับสนุนคริปโตฯ ซึ่งได้ผลักดันให้มีกรอบกำกับดูแลอย่างชัดเจนมาโดยตลอด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 ท่ามกลางชื่อเสียงด้านนวัตกรรมและความผันผวนสูง

“การลงนามครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความพยายามและจิตวิญญาณแห่งผู้บุกเบิกของทุกท่าน” ทรัมป์กล่าวในพิธีลงนามที่มีผู้บริหารบริษัทคริปโตหลายรายเข้าร่วม

Stablecoin คือสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ มักผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 1:1 โดยปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักเทรดคริปโตฯ ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างโทเคนต่าง ๆ

สาระสำคัญของกฎหมาย

กฎหมาย GENIUS Act กำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นหลักประกัน เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น พร้อมทั้งต้องเปิดเผยรายละเอียดการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ต่อสาธารณะเป็นรายเดือน

บริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตเชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวจะยกระดับความน่าเชื่อถือของ Stablecoin และส่งเสริมการนำไปใช้จริงในระบบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภคทั่วไป

ธนาคาร Standard Chartered คาดการณ์ว่าตลาด Stablecoin ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 260,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจเติบโตแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

เบื้องหลังแรงผลักดันจากภาคอุตสาหกรรม

กฎหมายฉบับนี้เป็นผลจากความพยายามล็อบบี้ของอุตสาหกรรมคริปโตฯ ซึ่งบริจาคเงินกว่า 245 ล้านดอลลาร์ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่มีจุดยืนเอื้อต่อคริปโต รวมถึงทรัมป์ด้วย

ทรัมป์ซึ่งได้เปิดตัวเหรียญคริปโตส่วนตัวชื่อ $TRUMP เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังประกาศต่อที่ประชุมคริปโตในช่วงหาเสียงว่า เขาจะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็น “ศูนย์กลางคริปโตของโลก”

เสียงวิจารณ์และข้อกังวล

แม้ว่ากฎหมายจะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แต่พรรคเดโมแครตและนักวิจารณ์บางส่วนได้แสดงความกังวลว่า กฎหมายควรมีข้อห้ามไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่สามารถออก Stablecoin ได้เอง เนื่องจากอาจส่งเสริมอำนาจผูกขาด ควรมีมาตรการต่อต้านการฟอกเงินที่เข้มงวดขึ้น และควรจำกัดผู้ออกเหรียญจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าความต้องการพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น (T-bills) ที่เพิ่มขึ้นจากผู้ออก Stablecoin อาจก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดย JPMorgan ประเมินว่า ผู้ออก Stablecoin อาจกลายเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลรายใหญ่อันดับสามในอนาคต

ธนาคารเอกชนเริ่มขยับ – บริษัทคริปโตขอใบอนุญาตธนาคาร

รายงานจาก Reuters ระบุว่า ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขยายธุรกิจเข้าสู่คริปโตฯ อย่างรอบคอบ โดยเริ่มจากโครงการนำร่องและความร่วมมือแบบจำกัด ในขณะเดียวกัน บริษัทคริปโตชั้นนำอย่าง Circle และ Ripple กำลังขอใบอนุญาตธนาคาร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการชำระเงิน และลดต้นทุนการดำเนินงานผ่านการตัดตัวกลาง

ทรัมป์จัดตั้ง “คลัง Bitcoin แห่งชาติ”

นอกเหนือจากกฎหมาย Stablecoin ทรัมป์ยังลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อจัดตั้ง กองทุนสำรอง Bitcoin แห่งชาติ พร้อมผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เศรษฐกิจของประเทศ

แม้จะมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่ทรัมป์และครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทคริปโตส่วนตัว แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ทรัพย์สินของทรัมป์อยู่ภายใต้ทรัสต์ที่จัดการโดยบุตรหลานของเขา และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...