โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เพราะเท่าเทียมเราไม่เท่ากัน จาก Marry My Dead Body สู่ ซองแดงแต่งผี ภาพสะท้อนความรักเฉดสีรุ้งในสังคมเอเชีย

a day magazine

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 18.00 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 09.43 น. • a day magazine

ทันทีที่ GDH ประกาศว่า Marry My Dead Body ภาพยนตร์แห่งปีจากไต้หวันที่กวาดรายได้ไปกว่า 150 ล้านทั่วโลก จะถูกนำมารีเมกใหม่ในชื่อ ‘ซองแดงแต่งผี’ (The Red Envelope) นี่คือวินาทีที่สาววายทั่วราชอาณาจักรพร้อมใจกันร้อง “เยสสส!” โดยที่ไม่ได้นัดหมาย อะไรมันจะดีไปกว่าการได้เห็นภาพยนตร์โปรดที่ชอบ แสดงโดยนักแสดงที่ใช่~

ก็แค่ภาพยนตร์รีเมก ทำไมถึงเป็นวาระแห่งชาติขนาดนี้? คำตอบก็ง่ายมาก เพราะมันคือภาพยนตร์คู่เรื่องแรกของ ‘บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล’ และ ‘พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร’ พาร์ทเนอร์แห่งปีที่เพิ่งผ่านคอนเสิร์ต Double Trouble กันไปแบบหมาดๆ งานนี้แม้วิญญาณยังไม่ออกจากศูนย์ประชุมฯ เหล่าเพนกวินก็ต้องขุดร่างมากรี๊ดกันต่อกับ Project Red ที่หลายคนรอคอย

แต่นอกจากพลังความจิ้นของบิวกิ้น-พีพี อีกหนึ่งข้อที่ลืมไม่ได้ก็คือ ความฮอตฮิตของภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Marry My Dead Body (2023) ที่เคยสั่นสะเทือน Box Office ของไต้หวัน จนกวาดรายได้มหาศาลกลับไปนอนกอด ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์เฉดสีรุ้งระหว่างตำรวจหนุ่มชายแท้ ‘อู่หมิงฮัน’ (เกร็ก ซู) และผีเกย์ดราม่าควีน ‘เหมาเหมา’ (ออสติน หลิน) ที่ต้องจับพลัดจับพลูมาแต่งงานแบบคลุมถุงชนด้วยความบังเอิญ (หรือที่สาววายเรียกว่าพรหมลิขิต) ก่อนความเข้มข้นจะทวีคูณขึ้น เมื่อพวกเขาต้องร่วมหัวจมท้ายช่วยกันสืบคดีชนแล้วหนี เพื่อหาคนร้ายที่แท้จริงผู้อยู่เบื้องหลังการตายของเหมาเหมา

แค่เรื่องย่อก็รู้สึกถึงความสนุกจนนั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้วใช่มั้ยล่ะ? และในโอกาสดีที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยผ่านความเห็นชอบไปได้ด้วยดี (สักที!) เราเลยอยากชวนทุกคนท่องโลกความสัมพันธ์เฉดสีรุ้งผ่านบริบทของประเทศไต้หวัน ถ้าพร้อมแล้วก็ตามไปอ่านกันได้เลย~

*ข้อความด้านล่างมีการสปอยล์เนื้อหาบางส่วน

คู่รักชาย-ชาย’ ภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียม

แม้แกนหลักของเรื่องจะชูโรงว่า ‘คอมเมดี’ เน้นย่อยง่าย ดูสบายไม่ปวดหัว แต่ระหว่างทางกลับเข้มข้นด้วยปมความขัดแย้งของเหล่าเพศทางเลือก เปรียบเหมือนรสชาติขมที่ช่วยตัดเลี่ยนให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม ปมปัญหาเริ่มผูกขึ้นเมื่อคนกับผีที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานไม่ใช่คู่ชาย-หญิงเหมือนเช่นธรรมเนียมปกติ แต่เป็นชาย-ชาย แถมคนที่ขีดชะตานี้ให้ไม่ใช่สาววายที่ไหน แต่กลับเป็นคุณย่าหัวสมัยใหม่ที่อยากให้หลานชายเป็นฝั่งเป็นฝา

นี่คือความตั้งใจของผู้กำกับในการสะท้อนเรื่อง ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ กฎหมายที่ชาวไทยต่อสู้กันหลายต่อหลายปี แต่หารู้มั้ยว่าไต้หวันได้กฎหมายสมรสนี้มานอนกอดตั้งแต่ 17 พ.ค. 2562 ภายใต้คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า “การห้ามคู่รักเพศเดียวกันแต่งงาน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไต้หวันได้กลายเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทุกอย่างดูเพอร์เฟกต์สวยงามเหมือนฉากจบของภาพยนตร์ Coming of age แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการคลายปมความขัดแย้งเท่านั้น…

เมื่อความเท่าเทียมที่เห็นเป็นเพียงแค่เปลือก

ย้อนกลับไปกว่าจะได้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไต้หวันใช้เวลาหลายสิบปีในการฝ่าฟันเสียงต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม เมินเฉยทุกคำครหาจากการลงประชามติไม่เห็นด้วย และยืนหยัดที่จะโบกธงสีรุ้งในงาน Taiwan LGBT Pride ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2003 จนในที่สุดรัฐสภาก็เห็นชอบกฎหมายด้วยคะแนนเสียง 66 ต่อ 27 เสียง

จึงไม่แปลกที่ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกนี้จะไม่มีทางถอนโคนออกได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ชาวไต้หวันบางส่วนโดยเฉพาะผู้มีอายุ ยังคงมองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ผิดแผก เหมือนเช่นคุณพ่อของเหมาเหมา ตัวแทนหัวหน้าครอบครัวหัวโบราณที่ยังคงยึดในคติชาวจีนที่ว่า ‘ลูกชายต้องสืบทอดตระกูล’ จนกลายเป็นชนวนเหตุของการทะเลาะกันครั้งสำคัญ

ภายในเรื่องเราจะเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ซึ่งคนที่เข้ามาเติมเต็มความรักที่ขาดหายของครอบครัวคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวนี้คือ ‘คุณย่า’ หญิงชราที่มีความคิดหัวสมัยใหม่ เป็นสัญญะที่ผู้กำกับตั้งใจใส่เข้ามาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า “ทัศนคติไม่จำเป็นต้องแก่ตามอายุ”

นอกจากปัญหาเรื่องครอบครัว ภาพยนตร์ยังตีแผ่มุมมองของคนในสังคมต่อกลุ่ม LGBTQIA+ ผ่านคาแรกเตอร์ของ ‘อู่หมิงฮั่น’ ตัวแทนตำรวจชายแท้ปากแจ๋ว พระเอกที่หลายคนรุมสาปจากประโยคเด็ดที่เขาปรามาสเกย์ในห้องฟิตเนสว่าคนประเภทนี้ ไม่มั่วยา ก็มั่วเซ็กซ์” แม้จะดูแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คืออคติที่คนบางส่วนแปะป้ายให้กับเหล่าเพศทางเลือก

แต่นี่เป็นแค่เรื่องราวครึ่งแรกเท่านั้น เพราะหลังจากที่หมิงฮั่นได้รู้จักเหมาเหมา อคติที่บังตาก็ค่อยๆ จางหาย อีโก้ที่สูงเฉียดฟ้าถูกทลายลงด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผีกับคนที่น่ารักน่าหยิก ทำให้คนดูอย่างเราเขินมือหงิกได้โดยไม่จำเป็นต้องโดนตัวใดๆ

ส่งไม้ต่อสู่ ‘ซองแดงแต่งผี’ สะท้อนความรักเฉดรุ้งในมุมคนไทย

ทั้งหมดที่เล่ามาคือเรื่องราวโรแมนติกคอมเมดีที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบของวัฒนธรรมไต้หวัน แต่ถ้าจินตนาการเล่นๆ ว่าเรื่องบังเอิญชวนเหลือเชื่อเหล่าเกิดขึ้นภายใต้บริบทสังคมไทยจะเป็นอย่างไร? ซองแดงที่ถูกทิ้งกว้างคงจะโดนคนไร้บ้านแถวนั้นหยิบไปก่อนจะถึงมือพระเอก หรือชายแท้อย่างอู่หมิงฮั่น อาจจะโดนชาว X รุมสาบจนไม่มีที่ยืน

แม้ชีวิตของตัวเอกอาจจะดูลำบากกว่าเวอร์ชันต้นฉบับ แต่ถ้าพูดถึงในมุม ‘ความเท่าเทียม’ เชื่อว่าความกดดันของเหมาเหมาเวอร์ชันไทย น่าจะเบาบางลงไปอย่างแน่นอน เพราะแม้ชาวไทยเพิ่งจะได้กฎหมายสมรสเท่าเทียมไปแบบหมาดๆ แต่บริบทของสังคมเรากลับมีความยืดหยุ่นและคุ้นชินกับคนกลุ่มนี้มาเป็นเวลานาน

ไม่ว่าจะซีรีส์วายที่กำลังกลายเป็นสื่อบันเทิงกระแสหลัก คนดังและเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่กล้าจะโชว์ความเป็นตัวเอง โดยเฉพาะนักแสดงนำของเรื่องอย่าง ‘พีพี’ ไอคอนิกของกลุ่ม LGBTQIA+ พรีเซนเตอร์แบรนด์ดังทั้งไทยและต่างประเทศ นี่ถือเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า สำหรับคนไทยเหล่าเพศทางเลือก ก็ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนข้างบ้านที่สนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างดี

แต่นี่ก็แค่ข้อสันนิษฐาน ปนความมโนเบื้องต้นเท่านั้น ‘ซองแดงแต่งผี’ ในเวอร์ชันของ ‘บิวกิ้น-พีพี’ จะถ่ายทอดความ (ไม่) เท่าเทียมของสังคมไทยออกมาในเฉดสีไหน จะแดงสมชื่อโปรเจกต์หรือเปล่า? คนดูทางบ้านอย่างเราคงหาคำตอบได้ที่ในโรงภาพยนตร์ต้นปีหน้าเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...