คุยกับ “เทม ทัมทิมทอง” และเส้นทางในวงการที่เพิ่งเริ่มต้น
LSA Thailand
อัพเดต 14 เม.ย. 2568 เวลา 21.56 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2568 เวลา 14.56 น. • Lifestyle Asia Thailandแม้ The White Lotus Season 3 จะจบลงไปแล้วอย่างสวยงาม แต่เราเชื่อว่าใครหลายคนยังคงหงุดหงิดไม่หายกับเจ้าตัวละคร “ไก่ต๊อก” การ์ดเซ่อๆ ที่ดันลืมพกอาวุธมาด้วยในยามคับขัน แต่นั่นก็เป็นเพียงคนที่อินกับตัวละครและเนื้อเรื่องเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงใครจะไปเกลียดนักแสดงหนุ่มผู้เสกตัวละครตัวนี้ให้มีชีวิตขึ้นมาอย่าง “เทม ทัมทิมทอง” ไปได้
ไม่ต้องท้าวความให้มากนัก เพราะเทมตัวจริงเก่งกว่าไก่ต๊อกแยะ เหตุเพราะชีวิตก่อนได้รับบทบาทนี้ตัวเขาเคยทำงานเป็นบอดี้การ์ดจริงๆ แถมยังเคยผ่านการฝึกในกองทัพมาแล้วด้วย แม้ว่าความเก่งกาจจะต่างกันหลายขุมแต่เสน่ห์ล้นๆ บวกกับความยิ้มแย้มแจ่มใสก็นับเป็นสิ่งที่ตัวจริงกับตัวละครมีเหมือนกัน ความใจกว้างและอัธยาศัยดีของเขายังเผื่อแผ่มาถึงเราที่ได้โอกาสนั่งคุยกันก่อนที่ The White Lotus ซีซั่น 3 จะออกอากาศอีกด้วย และแน่นอนว่าในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราพาเขาขึ้นเป็นคัฟเวอร์สตาร์สำหรับหน้าปกดิจิทัลในฉบับที่ 20 อย่างเป็นทางการ พร้อมพาพูดคุยถึงช่วงเวลาหลังถ่ายทำที่เขามักจะไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ ความท้าทายในการรับบทบาทนี้ และการพาดพิงถึงวงการดนตรีที่อาจจะเป็นเส้นทางต่อไปในอนาคตของเขา
Editor’s note: บทสัมภาษณ์เกิดขึ้นหนึ่งวันก่อนการฉายซีซั่นไฟนอลของซีรีส์ The White Lotus.
Tayme Thapthimthong Exclusive for Lifestyle Asia Thailand (On The Cover)
Photographer: Jesse Volk
Styling: Branden Ruiz
Wardrobe: Black Jacket and Pants (J.LINDEBERG), Shirt (TOPMAN), Belt (ALLSAINTS)
Groomer: Sonia Lee for Exclusive Artists using 111SKIN and Oribe Haircare
ตอนนี้เหลือเพียง1 ตอนในการออกอากาศแล้ว คุณรู้สึกยังไงบ้าง
ผมตื่นเต้นมากที่จะได้ดูตอนจบพร้อมๆ กับทุกคนครับ เราจะมีการฉายพร้อมกันที่โรงแรม Four Seasons West Lake ในแอลเอ เลยแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ดูไปด้วยกัน ที่สำคัญคือได้การเจอทุกคนอีกครั้งครับ
เป็นยังไงบ้างกับการได้เห็นความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้
ผมมาจากพื้นหลังที่เป็นทหารๆ เลยไม่ค่อยชินเวลาคนเข้ามาเพราะจำได้ว่าเป็นไก่ต๊อก เขาจะแบบ “นี่ไก่ต๊อกใช่ไหม ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม” ซึ่งผมซาบซึ้งมากๆ ที่เขาจำผมได้ อย่างตอนผมไปเดินเล่นที่เซ็นทรัลเวิล์ดก็มีคนเข้ามาทัก มันดีมากๆ เลยครับ ผมว่าหลายคนอาจจะรู้สึกรำคาญหรือไม่สะดวกใจบ้าง แต่ผมชอบครับ ผมชอบคุยกับคน
อย่างเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม ผมมาที่แอลเอและได้รับการต้อนรับที่น่าทึ่งมาก ผมไม่เคยคิดเลยว่าที่นี่จะมีคนจำผมได้ จนถึงตอนนี้เกือบทุกที่ที่ผมไปจะมีคนจำได้บ้าง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากครับ ผมพาพ่อกับแม่มาด้วยในช่วงสองอาทิตย์นั้น เพราะพวกเขาไม่เคยมาแอลเอมาก่อนเลย พอตอนนี้เขาเกษียณผมคิดว่านี่แหละเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พาพวกเขาเที่ยวด้วย มันเป็นอะไรที่พิเศษมากที่พวกเขาได้เห็นว่าชีวิตผมเปลี่ยนไป ทั้งคู่เขาดีใจมากๆ ครับ ที่ตลกก็คือเวลามีคนเข้ามาขอถ่ายรูปกับผม พ่อกับแม่ผมก็จะถ่ายคนที่กำลังถ่ายรูปกับผมอีกที (ยิ้ม) ผมแบบซึ้งใจมาก
Wardrobe: Denim Shirt (J.LINDEBERG), Pants (LEVI’S)
ขอย้อนกลับไปในช่วงแรกหน่อย คุณมาออดิชั่นสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ได้ยังไง
ตอนนั้นผมทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับแร็ปเปอร์ Da Boy Way อยู่ครับ ผมทำงานกับเขามาเกือบปีแล้ว อยู่ๆ ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงที่เคยแคสต์ผมให้เล่นหนังเรื่อง The Mechanic [หนังปี 2015 ที่นำแสดงโดย Jason Statham] ก็โทรมาหา แล้วบอกว่ามีบทที่เขาคิดว่าผมน่าจะเหมาะอยู่ พอผมได้รับบทมาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นภาษาไทยทั้งหมด ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะเหมาะรึเปล่า เพราะที่ผ่านมาเล่นแต่บทพูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว แล้วตอนนั้นผมก็ยุ่งกับลูกค้าด้วย ก็คิดว่าจะไม่ไปแล้วด้วยซ้ำ
สุดท้ายเป็น Da Boy Way นั่นแหละที่ถามผมว่า “งานแคสต์ที่ว่าเนี่ยคือรายการอะไร” ผมก็บอกว่า “The White Lotus” เขาก็ถามว่า “เดี๋ยวนะนั่น HBO ใช่ไหม” ผมตอบว่า “น่าจะใช่นะ” เขาก็บอกเลยว่า “เพื่อน นี่มันเรื่องใหญ่นะ ไม่ใช่เล็กๆ นายควรไปลองดู” พอเขาพูดแบบนั้นผมก็เลยไปครับ
ก็ออดิชั่นครั้งแรกผ่านไปด้วยดีครับ ซึ่งผมไม่รู้เลยครับว่า The White Lotus คืออะไรมันเลยไม่ได้มีความกดดันเท่าไหร่ หลังจากเสร็จผมถึงได้กลับไปดูซีซั่นแรกกับสอง ตอนที่ไปแคสต์รอบสุดท้าย ผมได้เจอกับ “ไมค์ ไวท์” แล้วก็ [โปรดิวเซอร์] “เดฟ เบอร์นาร์ด” ซึ่งผมก็แสดงในซีนให้พวกเขาดูอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยนะ ตอนนั้นผมอยู่ในจุดที่สบายใจมาก เพราะตัวผมจบชีวิตทหารมาแล้ว ทำงานรับจ้างมาบ้างแล้ว และก็ได้ทำตามฝันในการเป็นบอดี้การ์ดให้แร็ปเปอร์ไทยที่ประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับผมแค่นั้นก็ถือว่าเป็นฝันที่เป็นจริงแล้ว ดังนั้นนี่คือการก้าวไปอีกระดับหนึ่งเลย
หลังจากผมเดินออกจากห้องแคสต์ “ไมค์ ไวท์” เขาหยุดผมไว้แล้วถามว่า “เทม เรื่องของนายคือยังไงนะ นายมีสำเนียงอังกฤษ มาจากอังกฤษ แต่อยู่ที่นี่ มีพ่อแม่เป็นคนไทย และเคยเป็นทหาร ทุกอย่างมันมารวมกันได้ยังไง”
ผมบอกเขาไปว่า “เรื่องมันยาว” แล้วไมค์ก็บอกว่า “งั้นกลับไปบ้านแล้วลองเล่าประวัติละเอียดให้ฉันหน่อย ว่านายมาอยู่ที่ประเทศไทยได้ยังไง” ซึ่งผมรู้สึกซึ้งใจมาก ไม่มีใครขอให้ผมเล่าเรื่องตัวเองแบบนั้นมาก่อนเลย การได้นั่งเขียนประวัติตัวเองมันทำให้ผมคิดได้ว่าผมผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ แล้วทุกความผิดพลาดก็สอนผมในบางอย่างเสมอ มันออกมายาวถึงสามหน้ากระดาษ A4 เลยนะ แล้วภายในวันเดียวเขาก็ตอบกลับมาเลยว่า “ว้าว ฉันชอบเรื่องของนายมาก แล้วไว้จะติดต่อกลับไปเร็วๆ นี้” และประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาก็ทักมาว่า “ยินดีด้วย นายได้เล่นแล้ว นายคือไก่ต๊อก”
ตอนที่เขาขอให้คุณเขียนประวัติตัวเอง ไมค์ ไวท์ เขามีภาพไก่ต๊อกในหัวแล้วหรือยัง หรือเขาใช้เรื่องราวของคุณในการสร้างตัวละครออกมา
ไมค์เขาทำรีเสิร์ชถึงเมืองไทย คนไทย แล้วก็วัฒนธรรมไทยแบบละเอียดเลยครับ ก่อนถ่ายทำพวกเราประชุมกันหลายรอบมาก เขาอยากให้ตัวละครของผมดูเป็นธรรมชาติสมจริงที่สุด ซึ่งมันก็ช่วยได้ตรงที่ผมเองมีพื้นฐานจากงานสายรักษาความปลอดภัย แม้จะไม่ใช่ยามโรงแรมโดยตรง แต่ผมสังเกตยามตามโรงแรมตลอด ตอนที่เริ่มทำงานสายนี้ตอนอายุ 18 ผมอยู่ในวงการไนท์คลับ ซึ่งมันจะมีเรื่องปะทะกันทางกายภาพเยอะกว่า แต่พอมาเป็นโรงแรมระดับห้าดาว มันเป็นอีกโลกเลย
ผมบอกไมค์ว่าสิ่งที่คุณเขียนเกี่ยวกับไก่ต๊อกมันใช่แล้ว ผมแค่ต้องใส่ตัวตนผมลงไปอีกหน่อย แค่ยิ้มเก่ง เป็นมิตรเข้าไว้ ซึ่งบทของไมค์มันเข้ากับนิสัยผมแบบพอดีเป๊ะเลย แล้วพอซีรีส์ดำเนินไปเรื่อยๆ สถานการณ์ในเรื่องเริ่มวุ่นวายมากขึ้น ผมเองก็ยิ่งสนุกกับการได้ใส่เลเยอร์ใหม่ๆ ให้กับไก่ต๊อกด้วย
Wardrobe: Black Jacket and Pants (J.LINDEBERG), Shirt (TOPMAN), Belt (ALLSAINTS)
มันยากไหมกับการต้องแสดงเป็นคนยิงปืนไม่เป็น ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณได้รับการเทรนมาแล้วอย่างดี
นั่นคือหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดครับ ผมฝึกกับปืนพกมาเยอะ ทุกครั้งที่ผมถือปืน ร่างกายมันจะปรับสู่ท่าทางที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติเอง แต่ “เบน คัทชินส์” ผู้กำกับภาพบอกผมว่ามันดูเป็นมืออาชีพเกินไป การแกล้งยิงปืนไม่เป็นมันยากจริงๆ ครับ ผมเลยคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าไก่ต๊อกอาจจะเป็นคนที่มีสัญชาตญาณในการใช้อาวุธบางอย่าง เหมือนบางคนที่อาจจะหยิบปืนขึ้นมา แล้วรู้ทันทีว่าต้องทำยังไง
คุณเติบโตที่อังกฤษ แต่ในเรื่องต้องเล่นเป็นคนพื้นถิ่นจากสมุย คุณเตรียมตัวเรื่องนี้ยังไง แล้วมีวัฒนธรรมไทยอะไรไหมที่คุณต้องกลับมาเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง
ถ้าผมยังอยู่ที่อังกฤษ หรือถ้าผมเพิ่งมาอยู่เมืองไทยแค่ไม่กี่ปีคงจะยากกว่านี้เยอะครับ แต่โชคดีที่ผมอยู่เมืองไทยมา 12 ปีแล้วก่อนที่จะได้รับบทนี้ ผมเริ่มต้นจากการแข่งร้องเพลง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกับวิธีการพูดของคนไทยจริงๆ จากนั้นผมก็เข้ากองทัพ แล้วไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลย ผมต้องเรียนวิธีอ่านและเขียนภาษาไทย มันช่วยผมได้เยอะจริงๆ
Wardrobe: Blazer (J.LINDEBERG), Shirt (ALLSAINTS)
พูดถึงเรื่องร้องเพลง เราไม่ได้เห็นไก่ต๊อกร้องเพลงในเรื่อง แต่คลิปที่คุณร้อง “No Diggity” กับลิซ่าในรายการหนึ่งมันเป็นไวรัลเลยนะ
มันคงจะฮามากเลยครับ คือผมชอบร้องเพลงมาตลอด แล้วก็ยังหลงใหลมันอยู่ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทิ้งแน่นอนครับ ผมจะเดินหน้าต่อในสายนี้แน่ๆ ทั้งการแสดงและการร้องเพลง นั่นแหละคือตัวผมเลย
มาพูดถึงไก่ต๊อกและมุกบ้าง คุณรู้สึกกดดันไหมที่ต้องมาเล่นกับหนึ่งในสตาร์ระดับโลก คุณสองคนสร้างเคมีขึ้นมายังไง
ลิซ่าเป็นหนึ่งในคนสุดท้ายที่ถูกแคสต์ครับ ตอนนั้นผมได้แต่สงสัยว่าใครจะมาเล่นเป็นมุก ถึงกับไปถามฝ่ายแคสต์ว่าใบ้หน่อยได้ไหมว่าใครจะมาเล่น แต่เขาไม่ยอมบอกชื่อบอกแค่ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ ผมก็เลยเริ่มเดาไปเรื่อย คิดถึงดาราไทยชื่อดังหลายคน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นลิซ่า
พวกเราเจอกันครั้งแรกที่ดินเนอร์รวมทีมนักแสดงที่สมุย ทุกคนมากันครบแล้วแต่ลิซ่ามาถึงเป็นคนสุดท้าย เขาบินตรงมาจากเกาหลีเลย เปิดตัวแบบลิซ่ามากๆ ใส่ชุดเดรสสีขาวของ Louis Vuitton ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้จะจับมือหรือไหว้ดี เพราะแอบตื่นเต้นเหมือนกัน แต่เขาก็จับมือผมก่อนแล้วพูดว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ เทม”
จากตรงนั้นพวกเราก็เริ่มสนิทกันอย่างธรรมชาติเลยครับ เวลาไปทานข้าวหรือรวมตัวกัน เรามักจะถูกจัดให้นั่งคู่กันเสมอ ตารางถ่ายของเราก็ตรงกันบ่อย พอมีเวลาว่างก็จะนั่งเล่นหรือไปแฮงเอาต์กัน เขากับทีมของเขาชวนผมไปทานข้าวบ่อยมาก บางทีผมก็ลืมไปเลยว่าเขาคือลิซ่าจาก Blackpink มันเหมือนเขาเป็นแค่ผู้หญิงไทยน่ารักๆ คนหนึ่งเท่านั้น
Wardrobe: Suit (J.LINDEBERG)
พวกคุณสนิทกันผ่านดนตรีกับเตกีล่าใช่ไหม
ใช่เลยครับ พวกเราทั้งคู่ชอบฮิปฮอปกับ Afrobeats มาก แล้วก็ชอบเต้นเหมือนกัน เวลาผู้จัดมีปาร์ตี้ทีไร นาตาชาจะจับไมค์ร้องคาราโอเกะ ส่วนลิซ่าก็จะเต้นตลอดเวลา นั่นสไตล์เธอเลยครับ
ตอนที่ถ่ายทำกันอยู่ที่เกาะสมุย พวกคุณไปแฮงเอาต์ที่ไหนกันบ้าง
พูดตามตรงเลยนะครับ ที่ที่พวกเราชอบที่สุดน่าจะเป็น Fisherman’s Village เพราะมันสะดวกมาก แค่นั่งแท็กซี่ไปก็เจอถนนที่มีอาหารครบทุกประเภท แล้วราคาดีด้วย มีบาร์ที่ชื่อ Coco Tam’s ที่พวกเราชอบไปนั่งดื่มกัน แล้วก็ดูโชว์ควงกระบองไฟ ค็อกเทลที่นั่นก็อร่อยมาก ผู้จัดการชื่อคุณสันติ ก็ใจดีมากๆ เขาจำทุกคนได้หมดเลยนะครับ มันรู้สึกดีมากที่ได้ไปเจอกับบรรยากาศแบบนั้น
แบบนี้เวลาไปพักโรงแรมหรูๆ คุณมองมันต่างออกไปเพราะThe White Lotus หรือเปล่า
ผมคงไม่ถึงกับมองโรงแรมต่างไปเพราะ The White Lotus หรอกครับ แต่หลังจากได้ใช้เวลาที่โรงแรมอย่าง Four Seasons บ่อยๆ ผมก็เข้าใจเลยว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนได้นะ เหมือนทุกอย่างแหละ พอคุณได้สัมผัสมันบ่อยๆ ความตื่นเต้นแบบครั้งแรกมันก็เริ่มลดลง มันไม่ได้แปลว่ามันไม่พิเศษนะครับ แค่มันไม่สดใหม่เหมือนเดิม นั่นแหละคือชีวิต เพราะงั้นผมเลยชอบที่จะบาลานซ์หลายอย่าง เวลาไปเที่ยวเองผมก็ยังพัก Airbnb อยู่ หรือถ้าไปทะเลแถวชุมพร ผมก็พักบังกะโล ผมว่าชีวิตต้องมีความต่างแบบนี้แหละ
แล้วหลังจากเวลาถ่ายทั้งวัน คอมฟอร์ดฟู้ดที่คุณจะสั่งคืออะไร
ผมไม่อยากกินอะไรซับซ้อนเลยครับ พอกลับถึงห้องก็จะสั่งข้าวผัดไก่ไข่ดาว หรือไม่ก็ข้าวไก่กระเทียม เพราะเหนื่อยมาก อยากได้อะไรที่กินง่ายๆ เร็วๆ
แวะ7-Eleven บ้างไหม
แน่นอนครับ โดยเฉพาะช่วงสองสามวันแรก ส่วนใหญ่ก็ไปหาขนมกิน ผมไม่อยากพึ่งมินิบาร์ในโรงแรมมาก เพราะราคามันแรง คุณน่าจะได้ยินในบทสัมภาษณ์ของวอลตันแล้วว่าเขาเสียเงินไปเท่าไหร่กับเม็ดมะม่วงหิมพานต์รสเผ็ดที่โรงแรม Four Seasons บางทีผมก็เรียก Grab นั่งรถไป 7-Eleven เลยครับ กะไปตุนของกินพวกถั่ว มันฝรั่งทอด อะไรแบบนั้นไว้ จะได้ไม่ต้องพึ่งของในมินิบาร์
คำถามสุดท้าย ถ้าคุณต้องสรุปประสบการณ์จากThe White Lotus เป็นคำเดียวจะใช้คำว่าอะไรดี
เกินจริงครับ การได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โลเคชัน ถ่ายทำในโรงแรมที่ปกติผมคงไม่มีทางมีโอกาสเข้าพัก มันเหมือนฝันเลยจริงๆ ผมไม่รู้เลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสแบบนั้นอีกเมื่อไหร่ ผมรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ ผมซาบซึ้งกับทุกคนเลยนะครับ ไม่ใช่แค่นักแสดง แต่รวมถึงทีมงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลังด้วย มีหลายครั้งที่ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงลูกสาว แต่ก็จะมีคนคอยอยู่ด้วยเสมอ ผมรู้สึกโชคดีมากและขอบคุณจริงๆ จนถึงตอนนี้พวกเราทุกคนก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ ผมคิดว่าประสบการณ์จาก The White Lotus จะอยู่กับผมตลอดไปเลยครับ
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.