โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ส.ค้าปลีกไทยชี้ปี’68 สุดท้าทาย แนะภาคธุรกิจ ‘ตั้งรับ-รุกกลับ-ปรับตัว’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 เม.ย. 2568 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2568 เวลา 23.41 น.
ณัฐ วงศ์พานิช

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยชี้ธุรกิจค้าปลีก 4 ล้านล้านปี’68 สุดท้าทาย หลังภาษีทรัมป์ป่วนทั้งเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย ทุบเม็ดเงินค้าปลีกชะลอตัว สินค้า-ร้านอาหารแบรนด์จีนทะลักกระทบหนักทั้งภาคธุรกิจ-ผู้บริโภค ย้ำผู้ประกอบการไทยแค่ตั้งรับไม่พอต้องรุกกลับและปรับตัว สร้างการเติบโต แนะรัฐอัดมาตรการยาแรงกระตุ้นท่องเที่ยว-จับจ่าย หนุนไทยเป็น Shopping Paradise ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจไทย

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ทิศทางของวงการค้าปลีกปี 2568 นี้มีความท้าทายสูงมาก โดยเฉพาะมาตรการกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ที่เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและราคาสินค้าทั่วโลกปั่นป่วน หากแต่ละประเทศไม่สามารถตกลงกับสหรัฐได้

สำหรับค้าปลีกไทยนั้นการเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคชะลอและระมัดระวังการจับจ่าย เพราะขาดความเชื่อมั่นและมีเม็ดเงินในกระเป๋าลดลง จากรายได้ที่น้อยลงตามการชะลอตัวของภาคส่งออก และภาคท่องเที่ยวหลังจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนลดลงจากปัญหาเศรษฐกิจและเหตุแผ่นดินไหว ทำให้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ค้าปลีกและแบรนด์สินค้ากลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวันระดับแมส-กลาง

ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ระบุว่า เมื่อปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 16% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ยอดขายภาคค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยช่วงปี 2567-2568 เติบโต 3.4% ซึ่งต่ำกว่าช่วงปี 2565-2566 ที่เติบโต 5.9% เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำแพงภาษีสหรัฐ กำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการแข่งขันรุนแรงกับแพลตฟอร์มค้าปลีกต่างชาติอย่าง e-Commerce

สินค้าจีน-ราคาถูกทะลัก

นายณัฐกล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ คือ การทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีนซึ่งมีจุดแข็งด้านราคาที่ถูกกว่าสินค้าในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

โดยสินค้าจีนที่เริ่มทะลักเข้ามาและคาดว่าจะมีเข้ามาอีกในอนาคตนั้น ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องประดับและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ, สิ่งทอ รวมถึงร้านอาหาร-เครื่องดื่มที่เข้ามาปักธงขยายสาขา ซึ่งด้วยราคาที่ต่ำสามารถตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจกำลังซื้อ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้บริโภคไทยจะหันไปเลือกซื้อ เนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

รับมือไม่พอต้องรุกกลับ-ปรับตัว

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าภาคค้าปลีกยังเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะผลักดันการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในส่วนของการจับจ่ายของคนไทยที่คิดเป็น 70% และการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัดส่วน 30% ของมูลค่ารวม 4 ล้านล้านบาท

โดยทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐไม่เพียงแค่ต้องมีมาตรการรับมือความท้าทายเท่านั้น แต่ยังต้องมีมาตรการรุกกลับเพื่อสร้างการเติบโต รวมถึงปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจและเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

สำหรับการรับมือกับสินค้าราคาถูกและด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่จะทะลักเข้ามานั้น ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าแบบ 100% แทนการสุ่มตรวจในแง่มุมต่าง ๆ ตาม กม. เช่น การมีมาตรฐาน มอก. และฉลากต้องเป็นภาษาไทย

พร้อมพัฒนามาตรการเชิงรุก ปราบปรามธุรกิจนอมินีที่สวมสิทธิคนไทยในทุกระดับตั้งแต่รายย่อยถึงรายใหญ่ และทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, ซูเปอร์มาร์เก็ต และโรงแรม เพื่อยับยั้งการรั่วไหลของเม็ดเงิน และผลักดันให้รายได้จากภาคค้าปลีกหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงป้องกันการสวมสิทธิผลิตสินค้าที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกไปสหรัฐ

รวมถึงออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% กับสินค้าออนไลน์นำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่บาทแรกเป็นการถาวร พร้อมสร้างระบบเชื่อมต่อข้อมูลอัตโนมัติกับหน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นต้น

“ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการเหล่านี้อาจเรียกเก็บจากฝ่ายผู้นำเข้า-ส่งออกที่ต้องการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในไทย เพื่อไม่ให้เป็นภาระของหน่วยงานของไทย” นายณัฐกล่าว

อัดยาแรงปลุกท่องเที่ยว-จับจ่าย

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้ยาแรงเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ โดยส่งเสริมให้ไทยเป็น Shopping Paradise ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วย 2 มาตรการ คือ นโยบายคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันทีที่ร้านค้า ให้กับนักท่องเที่ยวเมื่อมียอดซื้อสินค้าขั้นต่ำซึ่งจะกำหนดให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น 3,000 บาทขึ้นไปต่อร้านค้าต่อวัน เพื่อใช้ปัจจัยความสะดวกจากการได้รับเงินภาษีคืนทันทีมากระตุ้นให้จับจ่ายมากขึ้นกว่าปกติ

ทั้งนี้ สมาคมอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการรับมือการใช้ช่องโหว่จากมาตรการนี้ ด้วยการศึกษาเหตุที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น มาปรับใช้ เพื่อนำเสนอให้หน่วยงานรัฐของไทย

อีกมาตรการคือ แซนด์บอกซ์เขตปลอดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ (Free Tax Zone) โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่น,เครื่องสำอาง, เครื่องหนัง และน้ำหอม โดยอาจเริ่มที่สินค้าจากอเมริกาเป็นประเทศแรก และเริ่มโครงการในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-สหรัฐไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากนำมาตรการทั้ง 2 มาใช้จริงจะสามารถสร้างเม็ดเงินในวงการค้าปลีกได้ถึงระดับแสนล้านบาท โดยมาตรการ Tax Refund จะสามารถสร้างเม็ดเงินเพิ่มได้ถึงหมื่นล้านบาท ส่วน Sand Box อาจสร้างเม็ดเงินได้ตั้งแต่ระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท

“หากเป็นไปได้ สมาคมอยากพบปะพูดคุยกับหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงการคลัง เพื่อเสนอมาตรการเหล่านี้ในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะสามารถเริ่มนำมาใช้จริงในช่วงปี 2569”

กำจัดความซับซ้อน-ล้าสมัย

นายณัฐกล่าวต่อไปอีกว่า ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจไทย ด้วยการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อนลง เช่น ลดจำนวนและขั้นตอนการขอใบอนุญาตหลายใบให้อยู่ในใบเดียว (Super License) และผ่านระบบกลาง (Biz Portal) ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น ใบอนุญาตเปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร และใบอนุญาตก่อสร้าง พร้อมกระตุ้นการลงทุนในเมืองรองด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน BOI เป็นต้น

รวมถึงสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษี โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมผลักดันให้ได้รับการรับรอง “Made in Thailand” จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และการันตีคุณภาพอาหารไทย เพื่อเสริมซอฟต์พาวเวอร์และโอกาสการส่งออก

“ค้าปลีกไทยจะสู้ด้วยราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและแบรนด์ด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ อย่าง การบริการ บรรยากาศร้าน หน้าตาเว็บเพจ เป็นต้น เพราะเราไม่สามารถทำราคาแข่งกับต่างชาติ เช่น จีน ได้แน่นอน” นายณัฐกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.ค้าปลีกไทยชี้ปี’68 สุดท้าทาย แนะภาคธุรกิจ ‘ตั้งรับ-รุกกลับ-ปรับตัว’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...